หน้าแรก > เก็บมาฝาก, โทรศัพท์มือถือ, โน้ตบุ๊ก และ แท็บเล็ต > กาฝากพาให้หายสงสัย ขออาสาไขปริศนาสเปกสมาร์ทโฟน

กาฝากพาให้หายสงสัย ขออาสาไขปริศนาสเปกสมาร์ทโฟน

imageบทความตอนนี้อาจจะมาช้าไปหน่อยครับ เพราะงาน Thailand Mobile Expo 2011 High-End เพิ่งจะปิดม่านไปเมื่อวานนี้เอง (5 มิ.ย. 2554) แต่จริงๆ แล้ว หากใครติดตามอ่านนิตยสาร PCToday ก็คงจะได้อ่านบทความเดียวกันนี้จากผมไปแล้ว … นี่เป็นเพียงแค่บทความ Re-Run + อัพเดตเนื้อหาครับ เพราะผมว่ามันเป็นอะไรที่อยากให้หลายๆ ท่านได้อ่าน และเนื้อหาก็ควรได้รับการปรับปรุงบ้าง

ผมเน้นย้ำบ่อยๆ ว่า ปี พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมานั้นเป็นปีทองของสมาร์ทโฟนจริงๆ ดังเห็นได้จากการที่ผู้ผลิตมือถือหลายต่อหลายค่าย เริ่มเข้ามาจับตลาดสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Dell ตลอดไปจนถึงเฮาส์แบรนด์ในประเทศอย่าง WellcoM แต่ปี พ.ศ. 2554 นี้เป็นปีของสงครามสมาร์ทโฟนครับ หลายๆ ค่ายเข็นสมาร์ทโฟนออกมาหลากหลายรุ่นมาก และแน่นอนว่ามันก็มีสเปกที่แตกต่างกันออกไปมากมาย

เรื่องราวอันมีสาระของ นานาสาระกับนายกาฝาก สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand : อังคารที่ 31 พฤษภาคม 2554 นี้ จะมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนตัวใหม่ที่ Dell Thailand จะเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครับ นั่นก็คือ Dell Venue ครับ งานนี้ผมได้รับเชิญไปร่วม ไปร่วมให้กำลังใจผมได้ที่ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 (หมายถึงชั้นหมายเลข 1 นะครับ) สยามพารากอน เวลา 18:00 น. นะครับ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมีสิทธิ์ลุ้น Dell Venue ฟรีด้วยนะครับ
  • กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย (Twitter: @AdeccoThailand) บริษัทผู้ให้คำปรึกษาและบริการด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำของโลก มาร่วมสนุกกับกิจกรรม ดาวน์โหลด Adecco App สำหรับสมาร์ทโฟนของคุณ ไม่ว่าจะเป็น iPhone, BlackBerry หรือ Android พร้อมลุ้น iPad 2 16GB WiFi อ่านรายละเอียดที่ http://bit.ly/hBhzsm
  • i-mobile 3GX สปีดล้ำแบบ 3G ตัวจริง กับ 3 เหตุผลที่คุณควรเลือกใช้ 1) ความเร็วสูงสุด 7.2Mbps 2) เป็นผู้ให้บริการที่มียอดผู้ใช้บริการสูงสุดในกลุ่ม MVNOs ของ TOT3G และ 3) บริการหลากหลาย ทั้งซิมเติมเงิน และซิมรายเดือน พร้อมแพ็กเกจมากมาย สนใจรายละเอียด คลิกเลย

Samsung Socially Smart

เอาละครับ มาเข้าเรื่องราวของเรากันต่อได้เลย

0203เมื่อตลาดสมาร์ทโฟนเฟื่องฟู อีกธุรกิจหนึ่งที่งานเข้าก็คือ เหล่าเว็บไซต์ หรือนิตยสารที่รีวิวพวกสมาร์ทโฟนทั้งในและต่างประเทศเหล่านี้แหละครับ ที่จะเขียนแนะนำ และทดสอบการใช้งานให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจ และตัดสินใจก่อนที่จะซื้อหาไปเป็นเจ้าของ และในเนื้อหาต่างๆ ที่เว็บไซต์และนิตยสารเหล่านี้ สิ่งที่มักจะขาดไม่ได้เลยก็คือ ข้อมูลสเปกแบบเต็มๆ สำหรับสมาร์ทโฟนนั้นๆ

สำหรับผู้คร่ำหวอดในวงการนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ในระดับหนึ่งแล้ว อาจไม่มีปัญหาในการทำความเข้าใจกับเจ้าข้อมูลสเปกต่างๆ เหล่านี้ซักเท่าไหร่ แต่สำหรับมือใหม่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้เหมือนภาษาต่างประเทศสำหรับพวกเขาเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ ทำไมเราไม่มาทำความเข้าใจสเปกเหล่านี้กันล่ะครับ ว่าอะไรหมายถึงอะไรกันบ้าง … นายกาฝากขออาสาเข้าคลายความสงสัยครับ

ซีพียู และ โปรเซสเซอร์ (CPU/Processor)

04สมาร์ทโฟนเดี๋ยวนี้ก็ราวๆ ลูกๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาแล้วละครับ CPU/Processor หรือใครจะเรียกว่าหน่วยประมวลผลกลางก็ตามที ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เหล่าผู้ผลิตใช้ในการเกทับบลัฟกันแหลกไปข้างหนึ่ง … สำหรับท่านที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ผมขออธิบายสั้นๆ ได้ใจความว่า มันคือ สมองของสมาร์ทโฟน ทำหน้าที่คิดและประมวลผลข้อมูลครับ สมาร์ทโฟนของท่านจะเร็วหรือจะช้า จะสามารถยัดลูกเล่นได้มากน้อยแค่ไหน ก็อยู่ที่ความเร็วของ CPU นี่ไม่น้อยทีเดียว

ความเร็วของ CPU

บางคนเรียกว่า Clock Speed ครับ หน่วยนับความเร็วของ CPU เราเรียกเป็น เฮิร์ซ (Hertz) ครับ มีหน่วยเป็น Hz ตัวเลขนี้บอกความเร็วในการทำงานของ CPU ยิ่งเลขยิ่งมาก ยิ่งดีครับ โดยระดับความเร็วที่เราได้เห็นกันบนสเปกของสมาร์ทโฟนสมัยนี้จะอยู่ที่

  • MHz หรือ เมกะเฮิร์ซ หมายถึง หนึ่งล้านเฮิร์ซ
  • GHz หรือ กิกะเฮิร์ซ หมายถึง หนึ่งพันเมกะเฮิร์ซ หรือ หนึ่งพันล้านเฮิร์ซ นั่นเอง

ชนิดของ CPU

13ในท้องตลาดตอนนี้ CPU สำหรับอุปกรณ์พกพา มาจาก 2 ค่ายใหญ่ๆ แน่ๆ คือ CPU ที่ใช้สถาปัตยกรรมของ ARM ซึ่งมีผู้ผลิตหลายค่าย อาทิ Samsung (Hummingbird และ Apple A4) Qualcomm (Snapdragon) กับ CPU จากค่าย nVidia คือ Tegra 2 ซึ่งจากประสบการณ์การทดสอบเป็นการส่วนตัว ผมขอจัดลำดับประสิทธิภาพจากมากไปหาน้อยดังนี้

nVidia Tegra 2 > Apple A4 & Samsung Hummingbird > Qualcomm Snapdragon

จริงๆ รายละเอียดเรื่องของสถาปัตยกรรมของ CPU มีมากกว่านี้อีก เช่น Qualcomm รุ่น 8255 ที่ออกมาใหม่ล่าสุด ก็จะมีประสิทธิภาพดีกว่ารุ่น 8250 แม้ว่าจะมีความเร็ว CPU เท่ากันคือ 1GHz เป็นต้น … รายละเอียดในเชิงลึกขนาดนี้ ต้องติดตามข่าวการพัฒนา CPU ใหม่ๆ เป็นประจำ จึงจะทราบว่ารุ่นใดใหม่ที่สุด และมีประสิทธิภาพดีที่สุด

จำนวน Core

14นับจากปีนี้เป็นต้นไป เวลาจะเลือกซื้อสมาร์ทโฟนก็ต้องพิจารณาเรื่องจำนวน Core แล้วเช่นกันครับ ว่าเป็น Single-core และ Dual-core คือ มี CPU แกนเดียว หรือสองแกน อยู่บนตัวชิปด้วย … แน่นอนว่า Dual-core ย่อมให้ประสิทธิภาพดีกว่า (ในกรณีที่ซอฟต์แวร์ดึงความสามารถมาใช้ได้อย่างเต็มที่) จนถึงตอนนี้ เราจะได้เห็น CPU แบบ Dual-core อยู่ด้วยกัน 4 ค่ายหลักๆ คือ

  • nVidia Tegra 2 ซึ่งถือว่าเป็นค่ายแรกที่เข็น CPU แบบ Dual-core ออกมาสู่ท้องตลาด กลายเป็นผลิตภัณฑ์จริงๆ ได้เป็นค่ายแรก โดยมี LG Optimus 2x เป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกของโลกที่ใช้ CPU แบบ Dual-core และได้รับการบันทึกลงกินเนสบุ๊คไปเรียบร้อย
  • Samsung Exynos ถือว่าเป็น CPU แบบ Dual-core ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ทดสอบมา สมาร์ทโฟนตัวแรกที่ใช้ CPU ตัวนี้ก็คือ Samsung Galaxy SII ครับ
  • Qualcomm Snapdragon Dual-core ก็ถือว่าเป็นคู่แข่งที่สำคัญของสองค่ายข้างต้น โดยพิจารณาจากการที่มันครองส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนค่อนข้างมากกว่าค่ายอื่นๆ ซึ่ง HTC Sensation เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้ CPU นี้ครับ
  • Texus Instrument OMAP4 4470 เป็น Dual-core ความเร็วตั้งแต่ 1 ถึง 1.8GHz … อุปกรณ์ที่ใช้เจ้า OMAP4 นี้ก็คือ BlackBerry PlayBook ครับ

และในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เราอาจได้เห็น CPU แบบหลาย Core อีกหลายรุ่นครับ เช่น

  • Texus Instrument OMAP5 อันนี้ว่ากันว่าเป็น Dual-core ความเร็ว 2GHz กันเลยทีเดียว
  • nVidia Tegra 3 (ยังไม่แน่ใจกับชื่อจริงๆ) ก็เพิ่งถูกเปิดตัวไป เป็น CPU แบบ Quad-core (มี 4 แกน)

เชื่อได้เลยว่าปลายปีนี้ เราจะได้เห็นอะไรแรงๆ กันอีกเยอะครับ แต่ผมเดาว่า พวกหลายๆ Core เนี่ย จะไปจบลงที่ตัว Tablet ซะมากกว่านะครับ

RAM หรือ หน่วยความจำ

สมาร์ทโฟนของเราจะเปิดโปรแกรมได้มากน้อยแค่ไหน จะรองรับโปรแกรมใหญ่ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน หน่วยความจำของตัวเครื่องเป็นเรื่องสำคัญครับ RAM ย่อมาจาก Random Access Memory ทำหน้าที่เสมือนเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆ ให้โปรแกรมต่างๆ บนสมาร์ทโฟนได้หยิบฉวยไปใช้เวลาที่รันโปรแกรมต่างๆ

เวลาเลือกซื้อไม่ต้องคิดอะไรมากครับ บอกได้เลยว่ามียิ่งมากไว้ยิ่งดี … ปี 2554 นี้ สมาร์ทโฟนระดับกลางๆ น่าจะมีหน่วยความจำอย่างน้อยๆ 512MB แล้วครับ ส่วนพวกระดับสูงๆ เนี่ย RAM 1GB เป็นพื้นฐานไปแล้ว

Internal Storage หรือ เนื้อที่เก็บข้อมูล

ในการติดตั้งโปรแกรม (หรือที่เรียกว่า App) ลงในสมาร์ทโฟนนั้น จำเป็นต้องทำบนเนื้อที่เก็บข้อมูล หรือ สื่อบันทึกข้อมูล (แล้วแต่คุณสมบัติของระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน)  ดังนั้น สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่จึงมี Internal Storage มาให้ในตัวมากน้อยแตกต่างกัน หน่วยของเนื้อที่เก็บข้อมูล ก็เหมือนกับ RAM ครับ คือเป็นไบต์

สำหรับสมาร์ทโฟนที่รันระบบปฏิบัติการ Android ในยุคแรกๆ นั้น จะมี Internal Storage มาให้น้อยมาก มีไม่กี่ร้อยเมกะไบต์เท่านั้น (1 เมกะไบต์ เท่ากับ 1,048,576 ไบต์) ในขณะที่สมาร์ทโฟนอย่าง iPhone หรือ Android รุ่นใหม่ๆ จะมีให้มากระดับกิกะไบต์ (1 กิกะไบต์ เท่ากับ 1,073,741,824 ไบต์) เช่น iPhone ก็มีให้เลือกเป็นรุ่น 16GB และ 32GB หรือ HTC Desire HD มี Internal Storage ให้ 1.5GB, Dell Streak มีให้ 2GB, Samsung Galaxy S มีให้เลือกรุ่น 8GB และ 16GB เป็นต้น ฃ

สำหรับสมาร์ทโฟนแล้ว การมี Internal Storage ยิ่งมากยิ่งดีครับ (แต่แน่นอน ยิ่งมากยิ่งแพง)

Removable Storage หรือ External Storage หรือพูดง่ายๆ ก็คือหน่วยความจำภายนอก

15พวกสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android จะนิยมมีสล็อตสำหรับใส่ MicroSD Card เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการเก็บข้อมูล โดยมักจะใส่ได้สูงสุด 32GB เลยทีเดียว ตามสเปกนั้นมักจะเขียนว่าใส่ได้สูงสุดเท่าไหร่ ดังนั้นตัวเลขยิ่งมากยิ่งดี แต่ก็อีกนั่นแหละ ส่วนใหญ่ก็รองรับได้สูงสุดถึง 32GB อยู่แล้ว

ทีนี้จะใช้งานได้ดีแค่ไหน ผมว่าไม่ได้อยู่ที่ตัวสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวแล้วละครับ แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพของตัว MicroSD Card เองด้วย ซึ่ง SD Association ได้กำหนดไว้เป็น Class ต่างๆ และมีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานแตกต่างกันไปดังนี้

  • Class 2: ความเร็ว 2MB/s เหมาะกับการบันทึกวิดีโอด้วยการเข้ารหัสตามมาตรฐาน H.264, MPEG-4 หรือ MPEG-2 เป็น Class ที่มีความเร็วต่ำที่สุด
  • Class 4: ความเร็ว 4MB/s เหมาะสำหรับการบันทึกวิดีโอด้วยการเข้ารหัสตามมาตรฐาน MPEG-2 หรือการถ่ายภาพต่อเนื่อง
  • Class 6: ความเร็ว 6MB/s เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง และใช้กับการบันทึกวิดีโอในระดับโปร
  • Class 10: ความเร็ว 10MB/s เหมาะสำหรับบันทึกวิดีโอแบบ Full HD หรือถ่ายภาพความละเอียดสูงแบบต่อเนื่อง

การบางยี่ห้อ ยังใช้วิธีการระบุความเร็วแบบเป็นตัวคูณ (x) อีก ซึ่งหมายถึงการคูณด้วย 1.2Mb/s (เมกะบิตต่อวินาที โดย 8 บิตเท่ากับ 1 ไบต์) … ตารางด้านล่างนี่จะบอกว่า ความเร็วที่ตัวคูณเท่าไหร่ จะมีความเร็วในการอ่านและเขียนแค่ไหน

image

Display หน้าจอแสดงผล

ผมต้องขออธิบายในส่วนของหน้าจอแสดงผลเป็น 4 ส่วนหลักๆ ครับ คือ

ขนาดของหน้าจอ

image

การวัดขนาดของหน้าจอจะวัดเหมือนกับหน้าจอโทรทัศน์ หรือ หน้าจอคอมพิวเตอร์ คือ วัดตามแนวทแยงเป็นหลัก และมีหน่วยนับเป็นนิ้ว ซึ่ง Gartner ได้แบ่งประเภทของขนาดหน้าจอไว้ได้น่าสนใจครับ คือ

  • ขนาด 2-4 นิ้วจะเรียกว่าพวก Pocketable หรือ พวกที่ใส่ลงไปในกระเป๋า (เสื้อหรือกางเกง) ได้สะดวก พวกนี้ก็จะหมายถึงพวกสมาร์ทโฟนนั่นเอง เช่น 2.7 นิ้ว (BlackBerry Curve), 2.8 นิ้ว (Windows Mobile Phone หลายๆ รุ่น), 3.2 นิ้ว (LG Optimus One, HTC Legend), 3.5 (iPhone 3G/3Gs/4), 4.0 นิ้ว (Samsung Galaxy S, LG Optimus Black, Dell Venue), 4.3 นิ้ว (HTC Desire HD, Samsung Galaxy SII) แต่จริงๆ แล้วก็มีพวกก้ำกึ่งอย่าง 5 นิ้ว (Dell Streak) แฝงมาบ้างนะ
  • ขนาด 7-10 นิ้วจะเรียกว่าพวก At Hand หรือพวกต้องถือไปมา พวกนี้ก็จะหมายถึงแท็บเล็ตต่างๆ นั่นเอง เช่น 7 นิ้ว (WellcoM A800, Samsung Galaxy Tab, Dell Streak 7) และ 8.9 นิ้ว (Samsung Galaxy Tab 8.9) ถัดมาเป็น 9.7 นิ้ว (iPad และ iPad 2) และเรื่อยไปถึง 10.1 นิ้ว (Acer Iconia Tab A500, Motorola Xoom, Samsung Galaxy Tab 10.1)

ใหญ่กว่านี้ (ตั้งแต่ 11 นิ้วขึ้นไป) ก็จะเป็นพวกเน็ตบุ๊ก โน้ตบุ๊ก และพวก PC หรืออินเทอร์เน็ต TV ไปแล้วครับ

อัตราส่วนระหว่างแนวนอนกับแนวตั้งของหน้าจอ มีให้เลือก 2 แบบหลักๆ คือ 4:3 ซึ่งก็คือแบบเดียวกับโทรทัศน์ปกติธรรมดา (เช่น iPhone และ iPad) และ 16:9 ซึ่งก็คือหน้าจอที่เรียกว่า Widescreen นั่นเอง (สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตที่รันระบบปฏิบัติการ Android ส่วนใหญ่จะใช้อัตราส่วนหน้าจอนี้)

Pixel Density และ Resolution

ใครที่เล็งๆ iPhone 4 อยู่ เชื่อว่าคงได้ยินชื่อของ Retina Display ดี โดย Apple คุยโวว่าเป็นหน้าจอที่มีความละเอียดสูงที่สุด ให้ความคมชัดได้มากที่สุดเท่าที่ดวงตาของคนเราจะรับรู้ได้ นั่นคือ 326ppi (Pixel Per Inch)
รูป 07 Retina Display ของ iPhone 4

พิกเซลนั้น หมายถึง จุดจุดหนึ่งบนหน้าจอแสดงผล ดังนั้นหากมี Pixel Density เท่ากับ 326ppi นั่นหมายความว่าในความยาว 1 นิ้วนั้น จะประกอบไปด้วยจุดพิกเซลเรียงกัน 326 จุดนั่นเอง

ความละเอียดหน้าจอ (Resolution) จะหมายถึงจำนวนจุดพิกเซลที่มีอยู่บนหน้าจอ โดยจะแสดงอยู่ในรูปของจำนวนจุดพิกเซลบนด้านคูณด้าน (แล้วแต่ว่าอุปกรณ์นั้นๆ จะวางในลักษณะใด ตั้งหรือนอน) เช่น 480×800 พิกเซล ก็หมายความว่าที่ด้านหนึ่งมีจำนวนจุดพิกเซลทั้งหมด 480 จุด ส่วนอีกด้านมี 800 จุด เป็นต้น

ตัว Pixel Density เป็นตัวเลขที่จะบอกว่า หน้าจอของสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตนั้นๆ จะสามารถมีความละเอียด (Resolution) ได้สูงสุดเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของ iPhone 4 นั้น ด้วย Pixel Density มากถึง 326ppi เลยทำให้หน้าจอของ iPhone 4 ที่แม้จะขนาดแค่ 3.5 นิ้ว กลับแสดงผลที่ความละเอียดสูงถึง 640×960 พิกเซลเลยทีเดียว

โดยปกติแล้ว ไม่ค่อยเห็นผู้ผลิตออกมาคุยเรื่อง Pixel Density เท่าไหร่นัก แต่วิธีการดูว่าตัวไหน Pixel Density สูงกว่านั้นไม่ยากครับ เพราะพิจารณาจากขนาดของหน้าจอ เทียบกับ Resolution ก็ได้ครับ โดยในหน้าจอที่ขนาดเท่าๆ กัน หากมี Resolution สูงกว่า นั่นก็แสดงว่ามี Pixel Density ที่มากกว่า

สำหรับคนที่ต้องการความคมชัด ก็ควรจะเลือกหน้าจอที่มี Resolution สูงๆ ในขนาดหน้าจอที่ไม่ใหญ่มากครับ เมื่อ Pixel Density สูง ก็จะทำให้ภาพคมชัดขึ้นมาด้วย … อย่างไรก็ดี หาก App ที่ใช้งานบนอุปกรณ์ไม่รองรับการแสดงผลที่ความละเอียดสูงๆ เราก็จะไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย (นั่นจึงไม่แปลกที่ App บน iPhone 4 บางตัวจะเขียนว่า รองรับ Retina Display และจะดูดีกว่าเมื่ออยู่บน iPhone 4 ในขณะที่อีกหลายๆ ตัวไม่ได้รองรับ และไม่มีความแตกต่างใดๆ เมื่อเทียบระหว่าง iPhone 4 และ iPhone รุ่นก่อนหน้า)

หน้าจอสัมผัสแบบ Resistive หรือ Capacitive

ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ เทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสนั้นไม่ได้มีแค่ 2 แบบนี้เท่านั้น เพียงแต่ว่าที่ผมพูดถึงแค่ 2 แบบนี้ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่พบบนสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตครับ

ในยุคแรกๆ ที่เป็นพวก PDA Phone (พวก Palm OS หรือ ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile) นั้น หน้าจอจะเป็นแบบ Resistive ซึ่งประกอบไปด้วยชั้นของหน้าจอ (Layer) 2 ชั้น โดยชั้นนอกเป็นแบบที่ยืดหยุ่น ในขณะที่ชั้นในจะเป็นแบบแข็ง โดยระหว่างชั้นของหน้าจอทั้งสองชั้นนั้น จะมีการคั่นเอาไว้ด้วยฉนวนที่เรียกว่า Spacer Dot เพื่อไม่ให้ทั้งสองชั้นมาชนกัน ทีนี้เวลาที่เราสัมผัสหน้าจอ หน้าจอชั้นนอกที่ยืดหยุ่นก็จะยุบลงมาสัมผัสกับหน้าจอชั้นใน กลายเป็นกระแสไฟฟ้าวิ่งครบวงจร วงจรควบคุมก็จะทำการคำนวณค่ากระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นซึ่งแตกต่างไปตามตำแหน่งที่สัมผัส

05หน้าจอแบบ Resistive นี้ มีราคาไม่แพง สามารถใช้อะไรมาสัมผัสก็ได้ จะเป็น Stylus หรือนิ้วมือก็ไม่มีปัญหา สามารถคำนวณหาตำแหน่งสัมผัสได้ละเอียด และกินไฟน้อย
ภายหลังที่ Apple เปิดตัวผลิตภัณฑ์ iPhone ก็ทำให้โลกได้รู้จักกับหน้าจอแบบ Capacitive กันมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วในแวดวงอุตสาหกรรมและธุรกิจเขาใช้กันมานานแล้ว ทั้งในตู้ ATV และพวกตู้หน้าจอสัมผัสต่างๆ … บนหน้าจอแบบ Capacitive นี้ จะเป็นแผ่นแก้วเคลือบผิวด้วยออกไซด์ของโลหะที่โปร่งแสง แล้วทำการป้อนแรงดันไฟฟ้าเข้าไปที่มุมทั้ง 4 ของหน้าจอเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสม่ำเสมอตลอดทั่วทั้งหน้าจอขึ้นมา จากนั้นหากมีการสัมผัสโดยวัตถุที่เป็นตัวนำไฟฟ้า (เช่น นิ้วมือของเรา) มันก็จะไปทำให้แรงดันไฟฟ้าที่แต่ละมุมจ่ายให้นั้นตกลง วงจรควบคุมก็จะนำข้อมูลดังกล่าวไปคำนวณหาตำแหน่งที่สัมผัสได้

06หน้าจอแบบ Capacitive นี้ เนื่องจากว่าไม่ต้องมี 2 ชั้นเหมือนแบบ Resistive เลยทำให้มีความชัดของการแสดงผลสูงกว่า นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับหน้าจอแข็งๆ ได้ ดังนั้นเราจึงได้เห็นสมาร์ทโฟนที่ใช้หน้าจอแข็งแบบ Gorilla Glass เป็นต้น
มัลติทัช (Multitouch)

Apple iPhone เป็นสมาร์ทโฟนตัวแรกที่ทำให้เราได้รู้จัก และคุ้นเคย (ไปจนถึงเคยตัว) กับสมาร์ทโฟนแบบที่รองรับการสัมผัสหน้าจอมากกว่า 1 จุดพร้อมๆ กัน จริงๆ แล้วโดยส่วนตัวของผมคิดว่า Apple ทำได้ถูกต้องแล้วกับการออกแบบให้ iPhone รองรับระบบ Multitouch เพราะว่ามันทำให้การควบคุมการทำงานของสมาร์ทโฟนได้หลากหลายมากขึ้นมากๆ ไม่นับถือการเล่นเกมต่างๆ อีกด้วย

ในปี 2554 นี้ เชื่อว่าสำหรับสมาร์ทโฟนแล้ว ระบบมัลติทัชอย่างน้อยๆ ต้องรองรับ 4 จุดขึ้นไป และหากเป็นแท็บเล็ตก็จะต้อง 10 จุดขึ้นไปครับ

Multitasking

imageไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายสมาร์ทโฟนก็จะหนีความเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กพกพาสะดวกไปไม่พ้น ขนาด iPhone ที่ออกมาในตอนแรกๆ ไม่รองรับการทำงานแบบหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน (Multitasking) สุดท้ายก็ต้องอัพเดตให้รองรับ Multitasking ได้ (ในแบบฉบับของ Apple เอง)

การรองรับการทำงานหลายอย่างพร้อมกันนั้น สำหรับสมาร์ทโฟนที่รันระบบปฏิบัติการ Android แล้ว จะมีลักษณะการทำงานคล้ายๆ กับคอมพิวเตอร์เลย ดังนั้นหากคุณเผลอเปิดใช้งาน App บางตัวเอาไว้ ก็ต้องระวังว่ามันจะดูดแบตเตอรี่ของคุณจนแห้งไม่รู้ตัว หรือหาก App นั้นมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วย ก็ต้องระวังบิลค่าบริการสิ้นเดือนครับ

ในขณะเดียวกัน iPhone นั้นจะมีการทำงานของ Multitasking ที่แตกต่างออกไป นั่นคืออยู่ในรูปของการพักการทำงานของ App หนึ่งแล้วไปทำงานให้ App อื่นแทน ซึ่ง App ที่ถูกพักการทำงานชั่วคราวนั้นจะไม่มีการประมวลผลอะไรเกิดขึ้นเลยครับ ยกเว้น App บางประเภท เช่น ที่เกี่ยวกับการโทรศัพท์ (ตัว iPhone เอง หรือ Skype เป็นต้น), ที่เกี่ยวกับวิทยุหรือฟังเพลง (ฟังก์ชัน iPod หรือพวก App เพลงต่างๆ เช่น Pandora, Radio Thailand) ที่ iPhone จะยังให้ทำงานต่อไปได้ แม้เราจะเปลี่ยนไปใช้งาน App ตัวอื่นแล้วก็ตาม

ตอนนี้ อุปกรณ์ที่มีระบบ Multitasking สมบูรณ์แบบที่สุดก็คงหนีไม่พ้น BlackBerry PlayBook ครับ

เซ็นเซอร์ต่างๆ

สมาร์ทโฟนเดี๋ยวนี้ มีเซ็นเซอร์ไว้คอยตรวจสอบสภาพแวดล้อมต่างๆ ตั้งเยอะแยะ เพื่อช่วยในการทำงานต่างๆ มากมาย เรามาทำความรู้จักกันหน่อยดีกว่า ว่ามันมีเซ็นเซอร์อะไรบ้าง แล้วแต่ละตัวนั้นมีเอาไว้เพื่อการใด

Accelerometer / G-Sensor

08เอาไว้สำหรับตรวจจับสถานะของสมาร์ทโฟนว่าอยู่ในตำแหน่งใด เอียงมากน้อยเพียงใด สามารถเอาไว้ประยุกต์ใช้งานในการตะแคงหน้าจออัตโนมัติ หรือใช้ในการควบคุม App บางอย่างได้ เช่น เกมขับรถ หรือ โปรแกรมระดับน้ำ เป็นต้น สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นบางยี่ห้อ จะเรียกเซ็นเซอร์นี้ว่า G-Sensor

iPhone นั้นถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ทำให้โลกได้รู้จักกับเจ้า Acceleromenter นี้

Digital Compass

ก็คือเข็มทิศเราดีๆ นั่นเอง แต่แทนที่จะใช้แม่เหล็ก ก็ไปใช้เทคโนโลยีอย่าง Magneto-Inductive ในการอ่านความเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกแทน

Gyroscope

เป็นเซ็นเซอร์ตัวใหม่ล่าสุดที่ Apple เพิ่งเปิดตัวไปพร้อมๆ กับ iPhone 4 และ iPod Touch 4th Gen เพื่อช่วยให้ตัว iPhone  และ iPod Touch 4th Gen สามารถรับรู้ถึงตำแหน่งของตัวมันเองได้เป็น 6 แกนรอบทิศทาง และในอนาคตอันใกล้ สมาร์ทโฟนที่รันระบบปฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ๆ ก็น่าจะมีการเพิ่ม Gyroscope เข้ามาด้วยเช่นกัน

Proximity

10เป็นเซ็นเซอร์ที่เอาไว้ตรวจสอบว่ามีวัตถุอะไรเข้ามาอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ ปกติแล้วสมาร์ทโฟนจะมีเซ็นเซอร์ตัวนี้เอาไว้สำหรับปิดการทำงานของหน้าจอ เมื่อมีการยกตัวเครื่องแนบหูเพื่อโทรศัพท์ ส่วนหนึ่งเพื่อประหยัดพลังงาน อีกส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้หน้าของเขาไปสัมผัสหน้าจอแล้วเกิดการทำงานอะไรที่ไม่คาดคิด

ปกติจะสังเกตเห็นได้ยาก (ในรูปนี้คือตรงที่เป็นจุดสว่างสีขาว) ปกติแล้วจะอยู่ใกล้ๆ กับ Photo / Ambient Light Sensor ด้วย

Photo / Ambient Light

ไม่ว่าจะเรียกว่า Photo Sensor หรือ Ambient Light Sensor แต่หน้าที่ของมันก็เหมือนๆ กัน ก็คือ เอาไว้ตรวจจับความเข้มของแสงสว่างรอบๆ ตัวเครื่อง ซึ่งเอาไว้สำหรับสั่งงานให้สมาร์ทโฟนปรับความสว่างของ LCD/LED Backlight ให้เหมาะสม … อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าสมาร์ทโฟนทุกยี่ห้อทุกรุ่นจะมีเซ็นเซอร์ตัวนี้ครับ ปกติแล้วจะมีกับสมาร์ทโฟนระดับกลางขึ้นไปจนถึงระดับไฮเอนด์

GPS

ในอดีต การมี GPS เป็นคุณสมบัติที่ทำให้โทรศัพท์มือถือของคุณโดดเด่นกว่ายี่ห้อหรือรุ่นอื่นๆ แต่ปัจจุบัน คุณสมบัติ GPS กลายเป็นเหมือนกับอะไรก็ตามที่มันต้องมีอยู่ในสมาร์ทโฟนไปซะแล้ว??

  • Wireless Network ระบบบอกพิกัดตำแหน่งที่อยู่ โดยอาศัยข้อมูลจากตำแหน่งพิกัดของตัว WiFi หรือโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบนี้ความแม่นยำก็น้อยกว่าการใช้ระบบ GPS
  • GPS (Global Positioning System) ระบบบอกพิกัดตำแหน่งที่อยู่ด้วยข้อมูลจากดาวเทียม ความแม่นยำอยู่ที่ปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นชิปเซ็ตที่ใช้ สภาพดินฟ้าอากาศ และตำแหน่งที่อยู่
  • A-GPS (Assisted GPS) เป็นการใช้ Cell Base ของโทรศัพท์มือถือในการรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียมแทน แล้วป้อนข้อมูลดังกล่าวให้กับสมาร์ทโฟนอีกทอดหนึ่ง ข้อดีคือสามารถใช้งานได้แม้จะอยู่ในที่ที่อับสัญญาณดาวเทียม แต่มีข้อเสียคือโดยค่า GPRS/EDGE/3G เมื่อใช้งาน

Battery

16โชคดีของพวกเราที่ ณ ปัจจุบันเทคโนโลยีแบตเตอรี่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือหลากหลายมากนัก พูดง่าย ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต หรือแม้แต่พวกโน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก ทั้งหลาย ต่างก็ใช้เทคโนโลยี Li-On (ลิเธียมไอออน) เป็นแบตเตอรี่ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น หากต้องการให้สามารถใช้งานได้นานๆ ก็ต้องมองหาแบตเตอรี่ที่มีความจุมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งมีหน่วยเป็น มิลลิแอมป์อาวร์ (mAh = Milliamp Hour) ครับ ยิ่งมากยิ่งดี

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความจุของแบตเตอรี่ที่สูง แต่ก็อาจไม่สามารถใช้งานได้นานๆ ก็เป็นได้ ทั้งนี้มีปัจจัยที่มาเกี่ยวข้องทั้งด้านฮาร์ดแวร์ของตัวอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้บริหารจัดการพลังงาน (จึงไม่แปลกที่จะได้ยินว่า อัพเกรดเฟิร์มแวร์ หรือระบบปฏิบัติการใหม่แล้ว สามารถใช้งานได้นานขึ้น) และพฤติกรรมการใช้งานของเราเอง

3G/EDGE/GPRS

สมาร์ทโฟนมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ซี่งในประเทศไทยเราตอนนี้ ที่มีให้เลือกใช้ ก็ได้แก่ 3G, EDGE และ GPRS ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีก็มีความเร็วที่แตกต่างกันออกไปอีกนั่นแหละครับ
การเลือกสมาร์ทโฟนของคุณให้เหมาะสมกับบริการที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือต่างๆ มีให้ จะช่วยให้คุณใช้งานสมาร์ทโฟนได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

  • 3G เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่อความเร็วสูง อินเทอร์เน็ตผ่าน 3G เนี่ยจะเรียกได้เต็มปากเลยว่าเป็นๅ Broadband Internet ครับ และภายในเทคโนโลยี 3G เองก็มีแตกย่อยออกไปอีก ซึ่งให้ความเร็วในการเชื่อมต่อไม่เท่ากัน ได้แก่
    • HSPA (High Speed Packet Access) นั้นประกอบไปด้วย
      • HSDPA (High Speed Downlink Packet Access) ซึ่งความเร็วสูงสุดในการดาวน์โหลดอยู่ที่ 14.4Mbps ส่วนอัพโหลด 384Kbps
      • HSUPA (High Speed Uplink Packet Access) ซึ่งมีความเร็วดาวน์โหลดเท่ากับ HSDPA แต่อัพโหลดจะมีความเร็วสูงสุด 5.76Mbps
      • HSPA+ คือเทคโนโลยีที่ตอนนั้น กทช. พยายามโหมโฆษณาในรูปของ 3.9G นั่นเอง มีความเร็วดาวน์โหลดสูงสุดที่ 42Mbps และอัพโหลดที่ 22Mbps
  • EDGE (Enhanced Data Rates for GSM Evolution) เป็นบริการที่ดูจะแพร่หลายที่สุดแล้วในตอนนี้ มีความเร็วในระดับปานกลาง ดีกว่า GPRS เยอะ แต่ก็ต่ำกว่า 3G แยะอยู่เหมือนกัน ความเร็วในประเทศไทยตอนนี้อยู่ที่ราวๆ ร้อยกว่าๆ กิโลบิตต่อวินาที
  • GPRS (General Packet Radio Service) เป็นบริการโมบายอินเทอร์เน็ตที่ถือว่าช้าที่สุดในปัจจุบันนี้ก็ว่าได้ สำหรับผู้ให้บริการอย่าง true move หรือ AIS ในพื้นที่บางพื้นที่ (สำหรับ true move ต้องบอกว่าในหลายๆ พื้นที่สินะ) ที่โครงข่ายไม่รองรับ EDGE ก็จะต้องไปใช้บริการ GPRS แทน ซึ่งมีความเร็วไม่มากเท่าไหร่ อยู่ในระดับที่ไม่เกิน 50Kbps
    อีกจุดหนึ่งที่ต้องระวังก็คือ คลื่นความถี่ที่สมาร์ทโฟนของคุณรองรับ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น
    • GSM ไม่ว่าจะเขียนว่า Triband หรือ Quadband หรืออะไรก็ตาม แต่นี่คือการบอกว่าสมาร์ทโฟนนั้นรองรับบริการโทรศัพท์ 2G ที่คลื่นความถี่อะไรบ้าง ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีวงเล็บบอกตัวเลขความถี่มาให้ เช่น (850/900/1800/1900 MHz)
    • UMTS หรือ 3G หรือ WCDMA จะเขียนว่าอะไรก็ตามทีเถอะ อันนี้จะเป็นการบอกว่า รองรับการใช้งานเทคโนโลยี 3G ที่คลื่นความถี่อะไรบ้าง เช่น 900/2100 MHz เป็นต้น

ที่ต้องทราบว่ารองรับคลื่นความถี่อะไรบ้างนั้น เพราะว่าผู้ให้บริการ 3G ในบ้านเรานั้น ใช้ความถี่แตกต่างกันออกไปน่ะสิครับ โดย true move และ DTAC นั้น ให้บริการ 3G ที่ความถี่ 850MHz ส่วน AIS นั้นให้บริการบนความถี่ 900MHz ในขณะที่ TOT และ CAT นั้นให้บริการที่ 2100MHz

ดังนั้น หากคุณซื้อสมาร์ทโฟนที่รองรับ UMTS ที่ 900/2100MHz ก็จงอย่าแปลกใจว่าทำไมใส่ซิมการ์ดของ true move แล้ว มันไม่ขึ้น 3G ให้เลย … ก็เพราะมันไม่รองรับน่ะสิครับ

กล้องดิจิตอล

17อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า สมาร์ทโฟนทุกรุ่นทุกยี่ห้อตอนนี้ ต้องมาพร้อมกับกล้องดิจิตอลแล้ว โดยมีความละเอียดอย่างน้อย 3 ล้านพิกเซลขึ้นไป ส่วนจะแจ่มมากน้อยแค่ไหน ผมว่าอยู่ที่ว่าผู้ผลิตเขาเลือกเลนส์มาดีแค่ไหน เลือกเซ็นเซอร์มาดีเท่าไหร่ … แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากนะครับ วิธีเลือกง่ายๆ ก็คือ เอาให้จำนวน “ล้านพิกเซล” มันเยอะเข้าไว้ก่อนนั่นแหละ (แต่ผมไม่ได้หมายความว่ากล้อง 5 ล้านพิกเซลจะดีกว่ากล้อง 3 ล้านพิกเซลเสมอไปนะครับ

สเปกอื่นๆ นอกเหนือจากจำนวน “ล้านพิกเซล” ที่คุณควรจะพิจารณาเวลาเลือกก็คือ

  • LED Flash อย่างน้อยๆ ก็จะได้พอถ่ายภาพเวลากลางคืนได้บ้าง … แต่อย่าหวังว่ามันจะเลิศเลอเพอร์เฟ็กเชียวล่ะ!
  • Auto Focus หรือ Tap to Focus … ถ้าเป็น Auto Focus ก็จะเหมือนกับกล้องดิจิตอลทั่วๆ ไป ถือ กดชัตเตอร์เพื่อให้ปรับโฟกัส จากนั้นจึงค่อยถ่าย แต่หากเป็น Tap to Focus จะดีกว่า เพราะเลือกโฟกัสจุดที่ต้องการได้ โดยการแตะที่หน้าจอ

โดยปกติแล้ว กล้องดิจิตอลของสมาร์ทโฟน ก็จะมีคุณสมบัติในการถ่ายวิดีโอด้วย และหากเป็นกล้องที่มีความละเอียด 5 ล้านพิกเซลขึ้นไป ก็มักจะรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียด High Definition (720p) ได้ด้วย และหากมีซีพียูระดับ Dual-core พร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลขึ้นไป ก็อาจได้ของแถมมาเป็นการถ่ายวิดีโอที่ Full HD (1080p) ด้วยเลย

บางยี่ห้อ บางรุ่น จะมีเพิ่มเติมกล้องหน้าให้ด้วย โดยมักจะเป็นกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียด 3 แสนพิกเซล หรือ 1.3 ล้านพิกเซล และปัจจุบันนี้ สมาร์ทโฟนระดับสูงๆ จะมีกล้องด้านหน้า 2 ล้านพิกเซลแล้วด้วยซ้ำ กล้องด้านหน้ามีประโยชน์เวลาที่จะทำ Video Call หรือจะถ่ายรูปตัวเอง (แต่แน่นอนว่าภาพที่ได้ไม่ได้ชัดแจ่มแจ๋วเหมือนใช้กล้องด้านหลัง)

WiFi

18สำหรับคนที่เบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่อยากจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตมือถือมาก WiFi นั้นสำคัญมากครับ เพราะช่วยให้เราสามารถท่องเน็ตได้ โดยไม่ต้องเสียค่าบริการที่สูงมาก และก็เป็นโชคดีของเราอีกเช่นกัน ที่เทคโนโลยี WiFi ในปัจจุบัน ไม่ได้มีทางเลือกให้เรามากมายเท่าไหร่นัก ณ ตอนนี้เราสามารถแบ่งมาตรฐาน WiFi ออกได้เป็น 4 แบบหลักๆ คือ 802.11a, 802.11b, 802.11g และ 802.11n ซึ่งประสิทธิภาพทั้งความเร็วและระยะทาง ก็เรียงลำดับจากน้อยไปหามากครับ ดังนั้นเวลาเลือกซื้อก็ควรเลือกสมาร์ทโฟนที่อย่างน้อยๆ รองรับมาตรฐาน 802.11g ขึ้นไป

โดยมากแล้วสมาร์ทโฟนตัวหนึ่งๆ จะรองรับมาตรฐานหลายตัวพร้อมๆ กันครับ เท่าที่เคยเห็นก็มี 802.11b/g หรือ 802.11b/g/n เป็นต้น (หมายความว่ารองรับทั้ง b และ g หรือ b และ g และ n เลย)

Bluetooth

19Bluetooth เป็นเทคโนโลยีในการสื่อสารแบบไร้สายที่ให้เรารับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ 2 ตัวในระยะทางสั้นๆ ได้ โดยปกติแล้วจะถูกใช้ในเวลาที่ต้องการ รับส่งไฟล์ระหว่างสมาร์ทโฟนของเรากับของเพื่อน หรือเล่นเกมบางเกม หรือใช้กับสมอลทอล์ก (เรียก Bluetooth Headset)

ตอนนี้ที่มีอยู่ในท้องตลาด มี Bluetooth ด้วยกัน 2 เวอร์ชันคือ 2.1 และ 3.0 ซึ่งความแตกต่างอยู่ที่เรื่องของความเร็วในการรับส่งข้อมูลและระยะทางใช้งาน … แต่ไม่ต้องคิดมากครับ ส่วนใหญ่ตอนนี้สมาร์ทโฟนจะรองรับ Bluetooth เวอร์ชัน 2.1 เป็นหลัก และอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้เชื่อมต่อด้วย (เช่น Bluetooth Headset) ส่วนใหญ่ก็รองรับ Bluetooth เวอร์ชัน 2.1 ด้วยกันทั้งนั้น

บางทีเราจะเห็นว่าสเปกจะเขียนไว้ว่า Bluetooth 2.1 + EDR นั่นหมายความว่าเป็น Bluetooth 2.1 ที่เพิ่มเทคโนโลยี EDR (Enhanced Data Rate) ที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลให้เป็น 3Mbps นั่นเอง

บทส่งท้าย

จริงๆ แล้ว รายละเอียดเรื่องสเปกของสมาร์ทโฟนมันยังมีอีกเยอะครับ ผมเองก็ไม่อาจจะพูดถึงได้จบจริงๆ (เพราะขนาดเขียนเท่าที่มีสำคัญๆ นี่ก็ทำให้บล็อกตอนนี้ถือว่าเป็นบล็อกที่ยาวสุดๆ ตอนหนึ่งของผมเลยทีเดียวแล้ว) นอกจากนี้ ผมยังไม่ได้เจาะลึกลงไปในเทคโนโลยีต่างๆ มากมายนัก เอามาเฉพาะส่วนที่จำเป็นๆ เท่านั้นพอ แต่ผมก็เชื่อว่าด้วยข้อมูลที่เขียนอัดแน่นอยู่ในบทความนี้ ก็น่าจะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจเรื่องสเปกของสมาร์ทโฟน (และรวมไปถึงแท็บเล็ต) ได้มากขึ้นไม่น้อยเลยละครับ อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะพอเดินไปเลือกซื้อสมาร์ทโฟนได้บ้าง โดยไม่ต้องโทรหาเพื่อนเพื่อถามว่า เอ๊ะ ไอ้นี่หมายความว่าอย่างไรละครับ

About these ads
  1. yoo
    มิถุนายน 6, 2011 ที่ 13:33

    ชอบๆๆๆๆ ครับ ได้ความรู้เยอะดีครับ

  2. pommy
    มิถุนายน 6, 2011 ที่ 17:14

    ละเอียดมากๆ ขอบคุณมากครับ

  3. ธนกร เหลืองขจรวิทย์
    มิถุนายน 6, 2011 ที่ 17:54

    เยอะแยะ มากอ่านจน ตาแฉะ ยังกะคอมเลยอะ 55+

  4. TanTai
    มิถุนายน 6, 2011 ที่ 22:27

    แว่วๆว่า..ปลายปีนี้ Motorola ก็จะปล่อย Quad Core ออกมาแล้ว
    บร๊ะเจ้า จะแรงกันไปไหนอ่ะ..

  5. joop
    มิถุนายน 7, 2011 ที่ 02:22

    ขอบคุณมากครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย

    เพิ่งเข้ามาที่นี่ได้ไม่นาน กำลังตามอ่านอยู่ครับ

    ชอบที่คุณกาฝากตอบคำถามได้เคลียร์ เร็วทันใจดี

    • นายกาฝาก
      มิถุนายน 7, 2011 ที่ 10:01

      ขอบคุณครับ

  6. phantomquest
    มิถุนายน 7, 2011 ที่ 09:25

    อีกสักพักคงได้เห็นมือถือ Tetra-core + แบตเตอรี่นิวเคลียร์ล่ะมั้งเนี่ย ^ ^

  7. ปรีติ
    มิถุนายน 8, 2011 ที่ 01:54

    ขอบคุณครับ เป็นบทความที่ดีมากๆ รู้สึกถึงความตั้งใจและพยายามครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ

  8. นายกาฝาก
    มิถุนายน 10, 2011 ที่ 09:17

    ขอบคุณทุกความเห็นนะครับ ไล่ตอบทีละอันเดี๋ยวระบบจะหาว่าผมสแปม อิอิ เพราะได้แต่ขอบคุณกำลังใจของทุกท่านจริงๆ

  9. มิถุนายน 11, 2011 ที่ 08:49

    เนื้อหาสาระแบบเต็มๆครับ

  10. มิถุนายน 17, 2011 ที่ 14:20

    บทความนี้ดีครับ อ่านได้เรื่อยๆ ถ้าลืม :)

  11. สิงหาคม 16, 2011 ที่ 16:50

    โอ้ว..เยี่ยมครับเพิ่งได้อ่าน มือเก่าหลายคนยังต้องอ่านเลย

  1. มิถุนายน 10, 2011 ที่ 11:00
  2. มิถุนายน 27, 2011 ที่ 13:46
  3. สิงหาคม 18, 2011 ที่ 11:01
  4. ตุลาคม 6, 2011 ที่ 06:13
  5. ตุลาคม 6, 2011 ที่ 11:25
  6. ตุลาคม 16, 2011 ที่ 11:59
  7. พฤศจิกายน 21, 2011 ที่ 11:01
  8. ธันวาคม 25, 2011 ที่ 11:20
  9. ธันวาคม 30, 2011 ที่ 13:53

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 416 other followers

%d bloggers like this: