หน้าแรก > รีวิว Gadget, เก็บมาฝาก, โทรศัพท์มือถือ > กาฝากทะลุจอ รีวิว LG Optimus 3D ภาครู้จักเทคโนโลยีสามมิติ

กาฝากทะลุจอ รีวิว LG Optimus 3D ภาครู้จักเทคโนโลยีสามมิติ

image

เป็นไงครับ กับการแนะนำตัว LG Optimus 3D ไปในบล็อกตอนที่แล้ว มาวันนี้ผมอยากขอพักการรีวิว LG Optimus 3D ซักตอน แล้วไปพูดถึงเทคโนโลยีการแสดงภาพสามมิติที่อยู่เบื้องหลังก่อนครับ เพราะผมเชื่อว่า การเข้าใจถึงเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง จะช่วยให้เราเข้าใจกับอุปกรณ์ และใช้งานได้อย่างถูกต้องครับ

จนถึงทุกวันนี้ต้องบอกก่อนว่าเรามีเทคโนโลยีการแสดงผลภาพสามมิติเยอะแยะมากมาย แต่รายละเอียดมันยิบย่อยมากครับ แต่หากเราสรุปเทคนิคกันจริงๆ แล้ว มันสามารถแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ไม่มากครับ

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand อยากชวนทุกท่านมาร่วมกิจกรรม “ทำดีกับเดลล์” ปิดทองหลังไมค์ ด้วยการเล่าเรื่องราวสิ่งดีๆ ที่คุณได้ทำให้กับดีเจชื่อดังทั้ง 3 หลังไมค์ผ่านทางบริการ Social Media และดีเจคนใดได้คะแนนความดีสูงสุด Dell Thailand จะบริจาคเงินแสนให้กับมูลนิธิโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย รายละเอียด คลิกที่นี่ ครับ
  • Adecco Thailand เชิญทุกท่านมาร่วมตอบแบบสอบถามลักษณะบุคลากรที่เป็นที่ต้องการขององค์กร ลุ้นรับรางวัล http://bit.ly/oLmOUc

เอาละครับ เตรียมตัวอ่านเนื้อหาสาระของเรากันต่อได้เลย

3D vs 3-D

เนื่องจากคำว่าสามมิติเดี๋ยวนี้มันถูกเอาไปใช้ใน 2 ลักษณะ คือ เกมหรือกราฟิกแบบที่ใช้โพลีกอนในการจำลองภาพให้ดูมีมิติ กับ การถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอให้มีมิติครบทั้งสาม คือ กว้าง ยาว และ ลึก แต่ดันใช้คำว่า 3 dimensions เหมือนกัน ก็เลยเป็นที่มา ที่ทำให้ต้องเขียนให้แตกต่างกันแบบนี้ครับ

3D สำหรับการพูดถึงเกม หรือกราฟิกที่เป็นการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิก โพลีกอนในการจำลองภาพให้ดูมีมิติ และ 3-D เวลาพูดถึงการแสดงผลภาพแบบสามมิติ มีกว้าง ยาว และ ลึก

พื้นฐานง่ายๆ ของการถ่ายภาพแบบสามมิติ

ภาพจาก HowStuffWorks.com

การจะเข้าใจถึงพื้นฐานของการถ่ายภาพแบบสามมิติ ต้องเข้าใจก่อนว่าเพราะเหตุใดคนเราถึงเห็นภาพเป็นแบบสามมิติครับ ดูจากรูปทางซ้าย (ภาพจาก HowStuffWorks.com) จะเห็นว่าเมื่อตาของคนเรามองภาพวัตถุใดๆ แล้ว ภาพจากตาข้างซ้ายกับภาพจากตาข้างขวาจะแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย (รูปนี้ใส่สีของวัตถุในตาข้างซ้ายสลับสีแดงกับน้ำเงินนะครับ ต้องขออภัย) จากนั้นสมองของเราจะทำหน้าที่ประมวลผลภาพจากตาทั้งสองข้างมาเป็นภาพเดียวกัน

imageดังนั้น หากเราต้องการถ่ายภาพนิ่งหรือภาพวิดีโอให้เป็นสามมิติเหมือนกับที่ดวงตาของเราเห็น เราก็จะต้องจำลองการรับภาพจากดวงตาทั้งสอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ต้องใช้กล้อง 2 ตัวนั่นเอง หรือที่เรียกว่า Stereoscopic Vision นั่นเอง

ด้วยเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยกล้องดังกล่าว เราก็จะได้ภาพสองภาพเหมือนกับมองด้วยตาของเราแล้ว ที่เหลือก็คือ เทคโนโลยีในการที่จะแสดงผลภาพนั้นออกมาบนหน้าจอแล้วให้ตาสองข้างของเราได้เห็นกันครับ จุดสำคัญคือ ภาพหนึ่งภาพจะสำหรับตาหนึ่งข้าง ภาพที่ถ่ายจากกล้องทางซ้ายก็ควรจะได้เห็นเฉพาะดวงตาข้างซ้าย และภาพที่ถ่ายจากกล้องทางขวาก็ควรจะได้เห็นเฉพาะดวงตาข้างขวา … แล้วเราจะทำยังไงกันดี?

ใช้แว่นตาช่วยกรองภาพ

เทคโนโลยีในช่วงแรกๆ จนถึงในปัจจุบัน ใช้วิธีง่ายๆ คือ การให้ผู้รับชมสวมแว่นตาครับ โดยจะใช้เทคนิคกับแว่นตาที่ทำให้มันช่วยกรองเฉพาะภาพที่ดวงตาแต่ละข้างควรจะได้รับชมเข้าไป … เราสามารถแบ่งเทคนิคได้ออกเป็น 2 หมวดหมู่ใหญ่ๆ ก็คือ Active และ Passive โดย

imageActive นั้นหมายถึงเทคนิคที่แว่นตาสามมิตินั้นจะทำงานสอดคล้องกับการแสดงผลภาพ หลักการทำงานของมันจะง่ายมาเลย คือ เริ่มจากการนำภาพถ่ายซึ่งแน่นอนว่าต้องมาจากกล้องแบบสองเลนส์ หรือภาพจากกล้อง 2 ตัว ที่จำลองการมองของดวงตามนุษย์มา

imageจากนั้น ก็นำภาพจากทั้ง 2 กล้องเนี่ยมาแสดงผลบนหน้าจอเดียวกัน แต่ฉายแบบสลับเฟรมซ้าย-ขวา ด้วยความเร็วในระดับหนึ่ง ดังนั้นภาพสามมิติที่แสดงผลด้วยเทคนิคนี้จะดูเบลอๆ หากเราไม่ดูผ่านแว่น ทั้งนี้เพราะภาพมันสลับซ้าย-ขวา ด้วยความเร็วสูงนั่นเอง

image

จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของแว่นตา ที่จะมีระบบเปิดปิดเลนส์ข้างซ้ายและขวาสลับกันไปมา ด้วยอัตราเร็วเท่าๆ กับที่แสดงผลบนหน้าจอ นั่นหมายความว่า เมื่อหน้าจอแสดงผลภาพที่ควรเห็นด้วยตาข้างซ้าย เลนส์ของตาข้างซ้ายจะเปิดและข้างขวาก็จะปิด และเมื่อแสดงผลภาพที่ควรเห็นด้วยตาข้างขวา เลนส์ของตาข้างขวาก็จะเปิดแต่เลนส์ของตาข้างซ้ายก็จะปิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา … กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วซะจนสมองของเราไม่ทันรู้ตัวว่าเห็นภาพสลับกันไปมาครับ และสมองของเราก็จะเข้าใจว่าเป็นภาพวัตถุที่มองจากสองมุม และนำภาพทั้งสองไปรวมกันเป็นภาพเดียวกัน และมองเป็นสามมิติ

แบบ Passive นั้น แม้ว่าเราจะยังต้องใส่แว่นอยู่เหมือนเดิม แต่ว่าแว่นนั้นไม่จำเป็นต้องไป Sync อะไรกับการแสดงผลครับ ด้วยเทคนิค Passive นี้ การแสดงภาพจะแสดงออกมาทั้งสองภาพพร้อมๆ กันบนหน้าจอเลย ไม่ได้สลับกันไปมาเหมือนเทคนิค Active และจะอาศัยคุณลักษณะพิเศษของแว่นตาที่สวมในการกรองให้ดวงตาของเรารับเฉพาะภาพที่เหมาะสมเข้าไปแทน เราจะเห็นเทคนิคแบบ Passive นี้บ่อยกว่ามาก ส่วนหนึ่งเพราะราคามันถูกกว่าแว่นที่เป็นแบบ Active (หรือที่เรียก Active Shutter) และมีน้ำหนักเบากว่า

โดยหลักๆ แล้ว เทคนิคแบบ Passive นั้น จะใช้แว่นประเภทใดประเภทหนึ่งใน 2 ประเภท คือ Anaglaph กับ Polarized ครับ

imageAnaglaph เป็นการแสดงภาพโดยอาศัยภาพสีน้ำเงินและสีแดง จากนั้นก็ใช้แว่นตาที่เลนส์ทั้งสองข้างเป็นสีแดงหรือสีน้ำเงินเพื่อกรองภาพที่เหมาะกับตาแต่ละข้างเข้าไป … วิธีการนี้ง่าย เพราะแว่นตาทำง่ายมาก ใช้ตัดกระดาษแข็งแปะกระดาษแก้วสีแดงกับน้ำเงินก็ได้ด้วยซ้ำ แต่มันแลกมาด้วยคุณภาพของภาพที่แย่ เพราะสีสันไม่สมจริง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ก็มีคนคิดเทคโนโลยีการแสดงภาพสามมิติที่เรียกว่า ColorCode 3-D ซึ่งใช้หลักการเดียวกัน แต่ให้การแสดงผลสีที่สมบูรณ์กว่า

imagePolarization อาศัยหลักการที่ว่าโพลาไรเซชั่นของแสงในการกรองภาพ คือ ต้องมองว่าเวลาเดินทางนั้นแสงเดินทางแบบคลื่น โดยจะมีทิศทางในการเดินทางที่แน่นอน เช่น แนวตั้ง หรือแนวขวาง

ในการแสดงผลจะใช้เครื่องฉายภาพ 2 เครื่อง โดยแต่ละเครื่องจะใช้กระจกโพลารอยด์มากั้น เพื่อฉายภาพที่เป็นแสงโพลาไรซ์ 2 ภาพออกไปยังจอภาพยนต์พร้อมๆ กัน … ส่วนผู้รับชม ก็จะมีแว่นตาที่เรียกว่าแว่นโพลาไรซ์ ซึ่งเลนส์แต่ละข้างก็จะกรองแสงโพลาไรซ์ที่แตกต่างกันไป ทำให้เห็นเฉพาะภาพที่เหมาะสม เทคโนโลยีดังกล่าวมีปัญหาในการแสดงผล เมื่อผู้ชมขยับหัว ทำให้ภาพดูเบลอ ซึ่งตอนหลังได้มีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข โดยให้เป็นการโพลาไรซ์แบบหมุน (Spin)

เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ต้องใช้แว่นแล้ว

อย่างไรก็ดี การใส่แว่นเพื่อรับชมภาพสามมิติมันก็ออกจะน่ารำคาญ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องใส่แว่นอยู่แล้ว (เช่นผม) ดังนั้นเราจึงก้าวเข้าสู่ยุคที่การแสดงผลภาพสามมิตินั้นสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใส่แว่นครับ ซึ่งเทคโนโลยีเด่นๆ ณ ตอนนี้ก็มี

imageParallax Barrier เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายกับจอแสดงผลสามมิติแบบที่ไม่ต้องใส่แว่นในปัจจุบัน และเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ใน LG Optimus 3D ด้วย (รวมถึง HTC EVO 3D, Sharp AQUOS IS11H และ Nintendo 3Ds ด้วย)

หลักการของมันคือแสดงผลภาพทั้งซ้าย-ขวาพร้อมๆ กันในจอเดียว แต่หากสกรีนที่เรียกว่า Parallax Barrier มาขวางเอาไว้ เพื่อให้แสงจากภาพสำหรับตาซ้ายและขวาไปตกกระทบที่ดวงตาข้างซ้ายหรือขวาพอ

imageLenticular Lens เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากแนวคิดเดียวกับ Parallax Barrier แต่แทนที่จะใช้สกรีนมาปิดกั้นการเดินทางของแสง ก็ใช้เลนส์โค้งขนาดเล็กแทน

แต่หลักการยังคงเดิมครับ เลนส์โค้งนี้จะทำการหักเหแสงให้เฉพาะภาพที่เหมาะสมไปตกกระทบกับดวงตาที่เหมาะสมเท่านั้น … เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้กับการพิมพ์ภาพแบบ 3-D ด้วยเช่นกัน

ข้อเสียของการแสดงผลแบบสามมิติแบบที่ไม่ใช้แว่นคือเรื่องของโฟกัสของภาพครับ เพราะว่าหากโฟกัสไม่ถูกต้อง ภาพจะออกมาเบลอๆ ทันที เนื่องจากภาพซ้ายและขวาจะตกกระทบไปยังดวงตาที่ผิดข้าง หรืออาจตกกระทบไปยังดวงตาทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน

เอาละครับ เท่านี้เราก็รู้จักกับเทคโนโลยีการแสดงผลสามมิติกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ในตอนหน้าเราจะกลับไปที่การรีวิว LG Optimus 3D กันครับ


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ

ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

About these ads
  1. สิงหาคม 15, 2011 ที่ 08:36

    เยี่ยมครับ

  2. blovelove
    สิงหาคม 15, 2011 ที่ 13:28

    ได้ความรู้ดีครับ :)

  3. Tihi
    สิงหาคม 16, 2011 ที่ 14:57

    ตามมาอ่านต่อจากบล็อกที่แล้วครับ ได้รู้เรื่อง 3D ขึ้นอีกเยอะเลยครับ จะติดตามตอนต่อไปนะครับ

  4. POP
    สิงหาคม 17, 2011 ที่ 09:19

    ชอบบทความนี้อ่ะ ยืมไป share หน่อยนะครับ

    • นายกาฝาก
      สิงหาคม 17, 2011 ที่ 09:28

      จัดไป :-)
      ลิงก์เรียกลูกค้ากลับมาด้วยนะ อิอิ

  1. สิงหาคม 16, 2011 ที่ 23:11
  2. กันยายน 2, 2011 ที่ 11:01

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 420 other followers

%d bloggers like this: