หน้าแรก > #triptwt, ประชาสัมพันธ์, เก็บมาฝาก > ทริปเยี่ยมชมโครงการ “โรงเรียนในไร่ส้ม” กับ Unicef และ แสนสิริ (วันที่สอง)

ทริปเยี่ยมชมโครงการ “โรงเรียนในไร่ส้ม” กับ Unicef และ แสนสิริ (วันที่สอง)

image

วันที่สองของทริปเยี่ยมชมโครงการ “โรงเรียนในไร่ส้ม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง กับ UNICEF นี้ทางทีมงาน UNICEF พาเราไปชมโรงเรียนในภาคกลางวันกันบ้างครับ โดยโรงเรียนที่เราไปเยี่ยมชมในครั้งนี้ คือ “โรงเรียนบ้านหล่ายฝาง สาขาบ้านเด่นใหม่” ครับ แต่แม้ว่าจะเรียกว่าเป็นโรงเรียนนั้น การเรียนการสอนของที่นี่จะไม่เหมือนกับโรงเรียนปกติที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกัน เพราะที่นี่จะเปิดทำการสอนแบบไม่มีปิดเทอม และนักเรียนสามารถเข้ามาเรียนที่นี่ได้ตลอดทั้งปี

คุณอดุลย์ (จำได้ไหมครับ เจ้าหน้าที่ของกลุ่มเพื่อเด็กที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในโครงการนี้ ที่ผมเอ่ยถึงไปในบล็อกตอนที่แล้ว) ร่วมประสานงานกับคุณสุภาดา (เจ้าหน้าที่ศึกษานิเทศ สพฐ เชียงใหม่ เขต 3) ทำให้โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่อยู่ในระบบของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนบ้านหล่ายฝางนั่นเอง ซึ่งทำให้ได้รับการช่วยเหลือเรื่องงบประมาณจากทางภาครัฐด้วย

image
คุณอดุลย์ เจ้าหน้าที่กลุ่มเพื่อเด็ก และ ดร.รังสรรค์ เจ้าหน้าที่จาก UNICEF แนะนำให้รู้จัก ผ.อ.โรงเรียน คุณสายันต์ ปัญโญ (เสื้อขาว)

ผ.อ. โรงเรียนบ้านหล่ายฝาง คุณสายันต์ ปัญโญ เล่าว่าโรงเรียนแห่งนี้ (หมายถึงส่วนที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ โรงเรียนในไร่ส้มแห่งนี้) เคยเปิดมาแล้วและได้ถูกยุบไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อราวๆ พ.ศ. 2524 และได้มาเปิดอีกครั้งเมื่อราวๆ 5 ปีก่อน ก็มีเด็กไร้สัญชาติจากเผ่าต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่, ปะหล่อง, ปะโอ และคะฉิ่น ซึ่งติดตามพ่อแม่ที่มาทำงาน ส่วนใหญ่มาทำงานในสวนส้ม ตอนแรกที่นี่มีครูรับจ้างมาช่วยสอน แต่ภายหลังได้รับการสนับสนุนจาก UNICEF และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และผลักดันให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เข้ามาสู่ในระบบในปี พ.ศ. 2553

image
บอร์ดกิจกรรมที่นักเรียนทำ โดยมีรายละเอียดขั้นตอนในการทำชัดเจน รวมไปถึงวัตถุประสงค์และผู้จัดทำ

เมื่อได้อยู่ในระบบแล้ว ก็จึงได้มีคณะครูและบุคคลากรต่างๆ ได้มาช่วยร่วมมือกันพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้ แน่นอนว่าการศึกษาที่นี่เป็นไปตามกฎหมายของประเทศไทย คือ นักเรียนสามารถเรียนได้ฟรีในระดับภาคบังคับ และได้เรียนวิชาหลักๆ 8 วิชา (คณิตศาสตร์, ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ, วิทยาศาสตร์, พุทธศาสนา, สุขศึกษา, เทคโนโลยี และ ทัศนศิลป์)

image
หลายๆ อย่างนั้นโรงเรียนได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณรัฐ แต่อีกหลายๆ อย่างก็ได้มาจากการบริจาค

จำนวนนักเรียนที่เรียน ป.1 ในโรงเรียนนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กลุ่มที่ไม่รู้ภาษาไทยเลย ส่วนใหญ่เป็นชาวปะหล่อง กับกลุ่มที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้บ้าง รู้เรื่องการผสมสระ … ส่วนเด็กที่โตขึ้นก็จะมีการเรียนการสอนทักษะพื้นฐานอาชีพด้วย เช่น การตัดผม การทำน้ำยาซักผ้า การทำน้ำยาล้างจาน เป็นต้น

image
บรรยากาศการเรียนการสอนนั้นเป็นไปแบบกันเองมาก คุณครูได้ดูแลนักเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

image
หากเปรียบเทียบกับอุปกรณ์การเรียนการสอนสมัยใหม่ที่โรงเรียนต่างๆ มีแล้ว ของที่นี่เรียบง่ายมาก

ผมลองนึกถึงโรงเรียนที่มีลักษณะการเรียนการสอนที่คุณครูต่างก็ใกล้ชิดกับเด็กๆ มีจำนวนนักเรียนต่อห้องไม่มาก และมีกิจกรรมนอกเวลาเรียนที่เสริมสร้างทักษะ (ที่เรียกชื่อฝรั่งเท่ห์ๆ ว่า Extracurricular Activities) ให้กับนักเรียนแต่ละคน ผมพาลนึกถึงโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมเป็นแสนๆ ไป แต่ที่โรงเรียนบ้านหล่ายฝาง สาขาบ้านเด่นใหม่ แห่งนี้ บรรยากาศของโรงเรียนไม่ได้แตกต่างไปจากโรงเรียนนานาชาติราคาแพงๆ เลย เพียงแต่วัตถุประสงค์แตกต่างกัน คือ แทนที่จะมุ่งเน้นเรื่องความเป็นเลิศทางการศึกษา ก็จะมุ่งไปที่การพัฒนาทักษะเพื่อให้เด็กๆ สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ ดูแลตัวเองและสมาชิกในครอบครัวได้ และมีพื้นฐานในการประกอบอาชีพอื่นๆ … และแน่นอน เมื่อพวกเขาอยากจะเรียนต่อในชั้นเรียนที่สูงขึ้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป) ก็จะมีวุฒิและความรู้ที่สามารถทำได้

image
ในห้องเรียนเด็กเล็ก คุณครูสอนการนับเลขด้วยส้ม จากนั้นส้มก็กลายเป็นอาหารสำหรับเด็กต่อไป ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

เช่นเคย ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการใช้สื่อการเรียนการสอนต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การสอนเด็กให้รู้จักนับจำนวน แต่แทนที่จะเขียนกันบนกระดาน ก็เอาส้มจริงๆ (แถวนั้นเป็นไร่ส้มอยู่แล้วด้วย) มาสอน โดยให้เด็กรู้จักนับจำนวนผลส้ม รู้จักเรื่องสี (ส้มสีเขียว กับส้มสีเหลือง) และรสชาติ (ส้มสีเขียวเปรี้ยว ส้มสีเหลืองหวาน) และแกะนับจำนวนกลีบของเนื้อส้มภายใน แล้วเทียบจำนวนกลีบกัน (สอนบวกลบไปในตัว) และจากนั้นก็แบ่งกันรับประทาน (กลายเป็นอาหารของว่างของเด็กไป)

image
ห้องเรียนตามธรรมชาติ ให้เด็กได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และสอนนักเรียนในบรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ

ได้มีโอกาสฟังคุณครูสอนนักเรียนท่ามกลางบรรยากาศห้องเรียนตามธรรมชาติ คุณครูสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และแฝงความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (การนับเลข, การบวกเลข และ การคูณ) ไปพร้อมๆ กัน และเนียนมากอย่างไม่น่าเชื่อ (ความเห็นส่วนตัว: ย้ำอีกครั้ง คุณครูในเมืองและตามโรงเรียนใหญ่ๆ ไม่ต้องไปดูงานการศึกษาที่ไหนไกลหรอกครับ มาดูที่นี่เถิด) ที่น่าชื่นชมที่สุด คือ การสอนให้เด็กรู้จักกล้าที่จะตอบคำถาม ไม่ต้องกลัวว่าจะตอบผิด คุณครูสร้างบรรยากาศให้เด็กกล้าแสดงออก และเมื่อเด็กตอบผิดก็ช่วยแก้ไขให้ โดยไม่ได้ดุด่าว่าเด็กแต่อย่างใด

imageคุณครูผู้ก่อตั้งโรงเรียนวัย 29 ย่าง 30 นามแสงดาว (รูปซ้ายมือ) ใช้ความมานะและเพียรพยายามที่จะโน้มน้าวให้พ่อแม่ของเด็ก ส่งลูกหลานของตนเองเพื่อมาเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เธอมีความเป็นครูอย่างมาก วุฒิการศึกษาเพียงประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อจิตวิญญาณความเป็นครูเลย (ความเห็นส่วนตัว: ตรงนี้ผมอยากให้คุณครูตามโรงเรียนต่างๆ ได้มาดูงานกับคุณครูแสงดาวจริงๆ)

กับน้องโจ นักเรียนคนแรกๆ ของโรงเรียนแห่งนี้ คุณครูแสงดาวเพียรเดินทางไปพบกับคุณแม่ของน้องโจหลายครั้ง ซึ่งทำงานอยู่ในสวนส้มที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร เพื่อโน้มน้าวให้คุณแม่ของน้องเขายอมที่ให้น้องเขาเข้าเรียน ซึ่ง ณ ตอนนี้ คุณแม่ของน้องโจรู้สึกดีใจมากที่น้องโจได้เรียน เพราะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในตัวน้องโจ ทั้งด้านพฤติกรรมที่มีความสุภาพเรียบร้อยมากขึ้น ช่วยเหลือแม่ทำงานมากขึ้น และด้านความรู้และทักษะ ที่อ่านออกเขียนได้ พาแม่ไปรพ. ช่วยสื่อสารกับหมอได้ และมีความรู้ด้านต่างๆ

image
Mr. Andrew เจ้าหน้าที่จาก UNICEF สัมภาษณ์คุณแม่ของน้องโจ ต้องแปลกัน 3 ทอด คือ ไทใหญ่ > ไทย > อังกฤษ

ตัวอย่างของน้องโจนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผมได้โพสต์เอาไว้ในบล็อกตอนก่อนหน้านี้ ซึ่งผมขอเอากลับมาย้ำอีกครั้ง ณ ที่นี้ครับ

เด็กๆ ต่างก็เหมือนกับผ้าสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งเตรียมพร้อมจะลงสีและลวดลาย เรามีหน้าที่ช่วยเหลือ ประคับประคอง และเกื้อกูลให้ผ้าสีขาวบริสุทธิ์เหล่านี้ มีสีสันและลวดลายที่ดี สวยงาม

และสิ่งที่จะช่วยให้เด็กๆ เหล่านี้สามารถเติบโตขึ้นไปเป็นคนดี มีความรู้สามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัว (และเผลอๆ ผู้อื่นด้วย) ได้นั้น ก็คือการศึกษาที่ดีนั่นเอง … ผมว่ามันเป็นการแก้ปัญหาต่างๆ ของสังคมในระยะยาวและอย่างยั่งยืนอีกด้วย

image
พื้นที่กิจกรรมนอกหลักสูตรที่ให้เด็กๆ ได้ออกมาฝึกทักษะอาชีพ นอกจากได้ความรู้ ยังสามารถสร้างรายได้ได้อีกด้วย

IMG064IMG068IMG077IMG088
ภาพตัวอย่างกิจกรรมต่างๆ ที่น้องๆ ได้เรียนรู้ และพัฒนาทักษะ ซึ่งสามารถกลายเป็นอาชีพของพวกเขาในอนาคตได้

เร็วๆ นี้เราคงได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งกว่าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ออกมา เป็นผลิตผลจากน้องๆ เหล่านี้ (ผมเรียกมันว่า OSOP: One School One Product) ซึ่งหากใครสนใจช่วยอุดหนุน ลองติดต่อคุณอดุลย์ จากกลุ่มเพื่อเด็กดูได้ครับ (08-9850-0443)

ความเห็นส่วนตัวในภาคสรุป

ต้องขอย้ำเป็นครั้งที่สามว่า การศึกษาที่ดีและเหมาะสมสำหรับเด็กในวัยประถมศึกษา (คืออายุจนถึงราวๆ 11-12 ปี) หากใครได้เรียนจิตวิทยาการพัฒนาการเด็กจะทราบถึงเรื่องนี้ดี เพราะช่วงเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ข้อมูลทุกๆ อย่างที่เด็กได้รับ ได้รับการเพาะบ่มมาในช่วงเวลานี้ จะเป็นสิ่งที่สร้างตัวตนของพวกเขาเมื่อเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นานาประเทศ และองค์กรอย่าง UNICEF จึงได้มองเห็นว่าการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันนั้น เป็นสิทธิขึ้นพื้นฐานที่สุดของเด็กที่พึงได้

โครงการโรงเรียนในไร่ส้ม หรือ ชื่อเต็มๆ ว่า โครงการศูนย์การเรียนจากไร่ส้มสู่ป่าคอนกรีตนี้จึงนับเป็นโครงการดีๆ ที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของผู้ที่มีจิตอาสา (ซึ่งผมมั่นใจเลยว่าพวกเขาไม่รู้หรอกครับว่าจิตอาสามันหมายถึงอะไร แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันคือการแสดงออกที่ชัดเจนมากในตัวอยู่แล้ว)

โคงการโรงเรียนในไร่ส้ม แสดงให้เราได้เห็นว่า

  • ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่อยากได้ร่ำเรียน มีความรู้ แต่ขาดโอกาสที่จะทำเช่นนั้นด้วยปัจจัยต่างๆ มากมาย
  • เป้าหมายของการเรียนรู้ไม่ใช่มีแต่เพียงความเป็นเลิศทางการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว … จริงๆ แล้วเป้าหมายสำคัญที่สุดคือการให้ความรู้และทักษะให้เด็กสามารถเอาตัวรอดและมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยได้ต่างหาก
  • สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยนั้นสามารถช่วยเหลือและนำไปสู่ความเป็นเลิศทางการศึกษาได้ แต่ไม่จำเป็นสำหรับการให้ความรู้และทักษะในการมีชีวิตเสมอไป
  • วุฒิการศึกษาของคุณครูไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นมากเท่ากับจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูที่มุ่งมั่นให้ความรู้แก่นักเรียน ซึ่งคุณครูแสงดาวแห่งโรงเรียนบ้านหลายฝาง สาขาบ้านเด่นใหม่ เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด และเห็นได้ชัดอยู่แล้ว

ท่านผู้อ่านท่านใดที่อ่านแล้วสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ UNICEF ประเทศไทยได้ครับ


สำหรับทริปนี้ ต้องขอบคุณ UNICEF ที่เป็นผู้นำทางพร้อมทั้งให้ข้อมูล และ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ครับ

About these ads
  1. ตุลาคม 10, 2011 ที่ 09:53 | #1

    What a great story! Thanks for sharing your experiences of the UNICEF bloggers trip Kafaak. Hope to work with you again.

    • นายกาฝาก
      ตุลาคม 10, 2011 ที่ 12:37 | #2

      Thank you. Hope to have a chance to work with UNICEF again… Perhaps about blogging thing?

  1. ตุลาคม 17, 2011 ที่ 16:04 | #1

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 409 other followers

%d bloggers like this: