Archive

Posts Tagged ‘ตามกระแส’

จับตาสงครามสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ผู้บริโภคคือเหยื่อสงคราม

ครับ ย้ำกันอีกซักรอบว่างาน Thailand Mobile Expo 2011 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นถือว่าประสบความสำเร็จ ยอดขายถึง 1,400 ล้านบาทในเวลาแค่ 4 วัน (ผมเคยทำงานโรงงาน ยอดขาย 3 พันล้านนี่ขายกันทั้งปีนะครับ) แถมมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้ 8% กันเลยทีเดียว … และแน่นอนว่า สมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตก็ถือว่าเป็นพระเอก/นางเอกของงานละครับ

smartphone-wars-big

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายมันดีถล่มทลายนั้นก็มาจากการที่ผู้ผลิตหลายรายห้ำหั่นราคาแข่งกันอย่างหนักหน่วง เรียกว่ารายไหนที่หั่นราคาไม่ไหวก็ยอดขายน้อยกันไปตามๆ กัน … และนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมชักออกอาการเป็นห่วง

Read more…

iPhone 4 เครื่องแสดงฐานะ… คุ้มไหม?

เชื่อว่าหลายๆ ท่านที่อ่านบล็อกของผมนี้ คงได้ทราบราคาของเจ้า iPhone 4 ล็อตแรกๆ ของเมืองไทยกันบ้างแล้ว แต่อีกหลายๆ ท่านก็อาจจะยังไม่ทราบ ขอเกริ่นนำแบบนี้ก่อนนะครับ

ในอเมริกา เครื่องติดสัญญา 2 ปีกับ AT&T นั้น iPhone 4 16GB ราคา $199 ส่วน 32GB ก็จะราคา $299 ครับ (แต่อย่าลืมว่า คุณจะติดสัญญากับ AT&T เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งจะต้องเสียค่าโทร ค่าเน็ต ฯลฯ ต่างหาก)

ในอังกฤษ เครื่องที่ไม่ติดสัญญาอะไรเลย สามารถนำไปใช้กับค่ามือถือใดๆ ก็ได้ (แน่นอน รวมถึงในประเทศไทยด้วย) สนนราคาตกประมาณ 499 ปอนด์ หรือราวๆ สองหมื่นสี่พันกว่าบาท…

แต่ ณ ขณะนี้ แว่วๆ มาว่าที่ MBK นั้น ราคา iPhone 4 อยู่ที่ ห้าหมื่นกว่าบาท!!! บร๊ะเจ้า!!!!!!! (ราคา ณ วันที่ 29 มิ.ย. 2553)

Read more…

มองอนาคต mobile device กับ Google I/O

วันนี้ลาพักร้อน ก็เลยได้มีโอกาสนั่งฟัง Google I/O ผ่านทาง Google Developer channel บน YouTube ครับ งานสัมมนาครั้งนี้ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นพวก Developer ซะมาก เพราะจะได้เข้าคุยกันเรื่องทิศทางของการพัฒนาพวกเทคโนโลยี และไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่คนธรรมดาสาัมัญอย่างเราๆ ก็ควรที่จะเข้าไปฟังๆ เอาไว้บ้างนะครับ… ทำไมน่ะเหรอ? จะได้รู้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีอุปกรณ์อะไรใหม่ๆ ออกมาบ้าง จะได้วางแผนซื้อได้ถูก โดยไม่มานั่งเสียใจในภายหลังไงครับ แบบ “ไม่น่าเลย… ตูน่าจะรออีกซักพัก จะได้ซื้อรุ่นใหม่รุ่นนี้มา มีครบทุกอย่าง” อะไรแบบเนี้ย

ว่าแล้วเราก็มาดูกันดีกว่าว่า ในงาน Google I/O นี้ มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับระดับ User อย่างเรากันบ้าง

Read more…

ลองของ HTC Legend วันที่ 2-5

พฤษภาคม 18, 2010 1 comment

ทดลอง HTC Legend มาได้อีก 4 วัน ก็ขอรีวิวประสบการณ์และความประทับใจ (และความไม่ประทับใจ) ในตัว HTC Legend กันต่อครับ…

Social Networking เนียนมากๆ

ใช้งานมา 5 วันโดยการถอดเอา SIM TrueMove ของ iPhone ของผมมาใส่ HTC Legend นี่ซะเลย เป็นการบังคับว่า ผมจะไม่ได้ใช้ iPhone ทำอะไรอีกแล้ว (นอกจากเก็บผักในเกม We Rule ตอนอยู่ที่บ้าน… ผู้อ่านท่านใดเล่นเกมนี้ รบกวน add ผมชื่อ kafaak ไปด้วยนะจ๊ะ อิอิ) ผมพบว่า ในการใช้งานด้าน Social networking นี่ไม่มีติดขัดอะไรครับ จริงๆ ต้องบอกว่า Friend Stream ของ Sense UI โดย HTC นี่ทำได้เยี่ยมมากๆ หากต้องการอ่านอัพเดตสถานะของ Twitter และ Facebook และ Social network อื่นๆ นี่ สามารถทำได้อย่างเนียนมาก

Read more…

ลองของ – HTC Legend วันที่ 1

เนื่องจากว่าผมได้รับความอุปการะจาก HTC Thailand ให้ยืม HTC Legend มาทดลองกันครับ แต่ก่อนที่ผมจะสรุปความเอาไปเขียนเป็น Handset review บน Appreview ผมก็อยากทำไดอารี่บันทึกความรู้สึกประจำวัน (หรือสองวัน) ที่ผมมีต่อเจ้า HTC Legend นี่เอาไว้ก่อน กันลืม และเผื่อท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนานุแฟนบล็อกเฮฮาของผมได้รู้จักว่า ในบรรดามือถือ Smartphone นั้น ไม่ได้มีแค่ iPhone กับ BlackBerry เท่านั้นนะครับ

ซึ่งผมอึ้งมากที่บล็อก iPhone vs BlackBerry ของผมจะมีคนติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะถูกเขียนมาแล้วนานเกือบ 9 เดือน และจากการที่มีคนตามอ่าน และ comment มาถามกันอย่างต่อเนื่องนี่เอง ที่ทำให้ข้อมูลมันทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หากคุณได้ตามอ่าน comment ทั้งหมดของบล็อก iPhone vs BlackBerry นี้

อ่ะ! เผลอออกนอกเรื่อง…

คือผมอยากจะบอกว่า Smartphone มันไม่ได้มีแค่ iPhone หรือ BlackBerry หรือ Windows Mobile นะครับ ปัจจุบันนี้เรายังมี OS สำหรับมือถือที่เรียกว่า Android อีกด้วย และเจ้า HTC Legend นี่ก็คือ Android ครับ

แต่ก่อนที่จะอ่านบล็อกเล่าความในใจของผมที่มีต่อ HTC Legend นี้ คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า

  • ผมมีประสบการณ์กับ Smartphone OS เป็น Windows Mobile ตั้งแต่เวอร์ชัน 2003 มาจนถึงเวอร์ชัน 6.0 และผมก็เลิกใช้เพราะไม่ตอบสนองต่อ lifestyle ผม และเน็ตมือถือสมัยนั้นมันห่วยจนใช้ Smartphone ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
  • ผมเป็นสาวก iPhone อย่างร้ายกาจ โดยเริ่มจากใช้ iPod Touch ก่อน 2 ปี แล้วเปลี่ยนมาเป็น iPhone 3GS แน่นอนว่ามันลื่นปรื๊ดขนาดนั้น มันเลยทำให้ผมไม่ประทับใจกับจอทัชสกรีนของอุปกรณ์อะไรง่ายๆ
  • ผมไม่มีความรู้เรื่อง Android มาก่อนเลย (แต่รู้นะว่ามีมือถือ Android อยู่) ครั้งนี้ HTC Legend คือมือถือ Android เครื่องแรกที่ผมได้ลองใช้ครับ
  • ธีมของการรีวิวของผมครั้งนี้คือ… พัก iPhone หันมาใช้ HTC Legend ดูซิว่า มันจะพอแทนกันได้ไหม… ทำไมผมถึงเลือกธีมนี้? เพราะ iPhone ที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ (จนกว่าจะมีรุ่นใหม่ออกมา) คือ iPhone 3GS ซึ่งราคา 2 หมื่นขึ้นไป หลายคนอาจไม่มีงบประมาณขนาดนั้น ได้แต่บอกว่า ถ้าต่ำกว่า 2 หมื่นก็พอสู้ไหว… HTC Legend ราคา 17,500 เลยอาจเป็นทางเลือกทดแทน iPhone 3GS ได้ครับ

ได้เวลามาดูแล้วว่า สองวันแรกของผมกับ HTC Legend ผมเจออะไรบ้าง

ประทับใจแรกพบ

HTC Legend เป็นมือถือที่สวยมาก ดีไซน์ของมันเป็นอลูมิเนียมชิ้นเดียวตลอดตัวเครื่อง หรือที่เรียกว่า Unibody ครับ เงาสวยงาม ทำให้ผมนึกถึงเจ้า iPad เลยทีเดียว

แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันครับ คือ หากเกิดมีใครทำตกกระแทก… โอกาสที่จะเกิดรอยบุบรอยยุบก็มีอยู่ และมันดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่… อย่างเครื่องที่ผมได้ยืมมานี่ มีคนไปทำกระแทกอะไรมาก่อนแหงๆ เลย เลยมีรอยอยู่เล็กน้อย เล่นเอาผมต้องรีบอีเมล์ไปแจ้งให้ทาง PR ทราบก่อนว่า ผมไม่ได้ทำนะก๊าบบบบ

ตัวเครื่องเป็น Unibody สวยมาก แต่ถ้าเกิดโดนกระแทกบุบก็จะดูไมสวยเท่าไหร่

แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่คุณใช้งาน เจ้า HTC Legend นี้ก็จะสอนพื้นฐานการใช้งานเบื้องต้น ได้แก่การพิมพ์, การ Copy & Paste, คุณสมบัติ Auto correction ให้เรา

จบแล้วก็จะนำเราไปตั้งค่า Twitter/Facebook ฯลฯ (อันนี้เป็นคุณสมบัติของ Friend Stream ซึ่งผมจะขอพูดถึงในภายหลัง) และอื่นๆ ทำให้เราสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเริ่มใช้งานได้

Sense UI ที่เป็นเอกลักษณ์ของ HTC นี่ช่วยให้เราเชื่อมต่อกับ Social Network ได้มากมาย

คำแนะนำของผมคือ หากคุณมีบัญชีผู้ใช้งาน Gmail แล้ว คุณจะใช้งานมือถือ Android ได้อย่างเต็มที่สุดๆ เพราะคุณจะเชื่อมต่อกับ Contact book และ Calendar ของ Gmail และ Google Calendar มาได้ด้วย… โดยส่วนตัวผม ผมอ่านเมล์ Gmail ครับ แต่สำหรับ Contact book และ Calendar นั้น ผมใช้ Microsoft Exchange ของที่ทำงาน… แน่นอน ผมติดตั้งมันทั้ง Gmail และ Microsoft Exchange นั่นแหละ

วันแรก งงตึ้บ!!

วันแรกของการเปลี่ยนแปลงจาก iPhone มาเป็น HTC Legend มือถือ Android นี่เล่นเอาผมมึนตึ้บไปเหมือนกัน… มันแตกต่างจากตอนที่ผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile มาเป็น iPhone นะ เพราะในกรณีนั้น ผมเคยลองเล่น iPod Touch มาจนชินแล้ว การเปลี่ยนแปลงมาเป็น iPhone ก็เลยไม่ได้ทำให้สับสนกับชีวิตซักเท่าไหร่… แถมตอนที่ผมเปลี่ยนมาใช้นั้น มันก็มี Cut & Paste กับ MMS แล้วด้วย อิอิ

ตัวที่ผมมีปัญหาเป็นอันดับแรกเลยคือ keyboard ภาษาไทยครับ… เพราะในขณะที่ตัวเครื่องมีการแสดงผลเป็นภาษาไทยได้แล้ว (หากคุณเลือกภาษาของเครื่องเป็นภาษาไทย) keyboard แรกเริ่มกลับเป็น keyboard ที่มากับตัว OS คือ มีแค่จีนกับอังกฤษ… คุณต้องไปเปิดใช้งาน CN Thai Keyboard ซะก่อน… ซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่ในส่วนของ Setting อะไรเลย แต่มันกำหนดจากตอนที่คุณเลือกที่ไปที่ Textbox ใดๆ บนหน้าจอเพื่อจะทำการพิมพ์ แต่ให้แตะหน้าจอค้างไว้แล้วเลือก Input method แล้วเราถึงค่อยเลือกเป็น CN Thai Keyboard

ต้องมานั่งทำความเข้าใจกับ Android Market อีก แม้ว่ามันจะคล้ายๆ กับ App Store ของ iPhone ก็ตามที… ต้องมาทำความเข้าใจว่า การติดตั้ง app บน Android นั้น จะเป็นการติดตั้งลงไปใน RAM ของเครื่องเหมือนกับ Windows Mobile สมัยก่อน (แต่หลังๆ Windows Mobile เลือกติดตั้งบน SD Card ได้) หากใครอยากติดตั้ง app บน SD Card (HTC Legend ใช้ MicroSD ครับ) ก็ต้องเอาเครื่องไปทำการ root ซะก่อน…

ศัพท์สูงอีกแล้ว “root” คือะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือการแฮกเครื่องเพื่อให้ได้สิทธิ์ระดับสูงสุดของเครื่องมา จะได้ทำโน่นนี่นั่นได้ดังใจ… เทียบกับ iPhone แล้วก็ประมาณทำ Jailbreak นั่นเองแหละ… ข้อควรระวัง!!! root แล้ว ประกันหลุดทันทีนะจ๊ะ

เครื่องนี้ยืมเขามา ดังนั้นผมจะไม่ root นะครับ อิอิ

ถ้าคุณคุ้นเคยกับ iPhone อยู่พอสมควร การทำความเข้าใจกับ Market ก็ไม่ยาก แต่ที่ต้องทำใจมากกว่าคือ คุณจะลง app พร่ำเพรื่อไม่ได้ เพราะ HTC Legend มี RAM 384MB เท่านั้น และเราต้องใช้มันในการรันโปรแกรมอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ลง app อย่างเดียว

วันแรกนี่ ที่น่ารำคาญที่สุดคือการพิมพ์ภาษาไทย เพราะแป้นของ CN Thai Keyboard เป็นแบบ “ฟหกด ่าสว” แบบ 4 แถว ในขณะที่ iPhone นั้นเป็นแป้นไทยแบบพิเศษ ชนิด 3 แถว ซึ่งตรงนี้ผมต้องออกตัวก่อนว่า ผมประทับใจการวางตำแหน่งตัวอักษรของ Thai keyboard บน iPhone มากกว่า เพราะออกแบบมาเหมาะกับการพิมพ์มือเดียวมาก…

ใน 5 ชั่วโมงแรกของผมกับ CN Thai Keyboard นี่ รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับมันเท่าไหร่

จุดที่น่ากังขาที่ผมเจอในวันแรกนี้คือ

  • ในส่วนของการสอนการใช้เครื่อง แม้ว่าตอนสอนจะเป็นภาษาไทย แต่ตอนที่สอนเรื่อง Auto correction ดันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะสอนด้วย keyboard ภาษาอังกฤษ เหอๆ แต่ตรงนี้เข้าใจว่า เพราะไม่สามารถไปแก้ไขโค้ดของ OS ได้เต็มที่ ยังไงๆ เวลาสอนก็ต้องสอนด้วย keyboard ที่มากับ OS
  • ภาษาไทยที่แปลบนหน้าจอในหลายๆ จุด ยังแปลออกมาตลกๆ อยู่… อยากแนะนำให้คนแปลลองอ่านคำแปลของตัวเองซักรอบ แล้วส่งให้เพื่อนๆ ช่วยอ่านอีกซักรอบ จากนั้นนำจุดที่คิดว่าควรแก้ไขมาสรุปอีกที ค่อยแปลใส่ครับ

(ยังมีต่อในวันที่สองและวันอื่นๆ ตามอ่านมาเรื่อยๆ นะก๊าบบบบ)

รีวิว iPad สไตล์ user

iPad เปิดตัวขายในอเมริกาก็หลายวันแล้ว เมืองไทยเรานี่ MBK มีขายกันบ้างแล้วในราคาที่แพงพอสมควร… ล่าสุด iPad ขายดีในอเมริกามากจนต้องเลื่อนกำหนดการขายทั่วโลกออกไปเป็นประมาณปลายเดือนพฤษภาคม… แล้วมันดีจริงไหม เราควรจะซื้อไหม?

พอดีว่ามีผู้ใจดีให้ผมยืม iPad มาทดลองเล่นได้พักนึง ผมก็เลยเขียนรีวิวเกี่ยวกับ iPad ซะเลย… ทีนี้ถ้าให้รีวิวแบบที่พวกเว็บเกี่ยวกับไอทีเขาทำกัน มันดูอ่านยากๆ ชอบกล ผมก็เลยขอรีวิวในแบบว่า หากเป็น user ทั่วๆ ไป อยากซื้อ iPad มาใช้ มันจะดีไหม มันจะคุ้มไหม มันจะตอบโจทย์เราไหม… แต่ผมไม่ได้เขียนรีวิวในบล็อกผมหรอกนะ ผมเขียนไว้ที่

รีวิว iPad ตอนที่ 1 http://appreview.in.th/2010/04/15/ipad-review-user-edition/

รีวิว iPad ตอนที่ 2 http://appreview.in.th/2010/04/15/ipad-review-user-edition-2/

ใครสนใจอยากซื้อ iPad ก็ไปตามอ่านกันได้ครับ :)

ทดสอบ 3G ของ 365.co.th

เมื่อวานนี้ (พุธที่ 10 ก.พ. 2553) หนึ่งใน MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ของ TOT ที่ให้บริการ 3G เขาจัดงานปาร์ตี้ที่ Route66 RCA ครับ บรรยากาศในงาน ไปอ่านที่อาจารย์ยรรยง (@yuntongteng) เล่าเอาแล้วกัน ที่นี่ ส่วนผมในตอนนี้ จะทำหน้าที่ ใช้งาน 3G ให้หนักๆ เพื่อให้สมกับที่คุณสุรินทร์ (@seeyouallsoon) เขาอุตส่าห์แจกฟรีให้ทดลองใช้ เพื่อเป็นการทดสอบเครือข่าย ซึ่งขณะที่ผมกำลังพิมพ์บล็อกนี้อยู่ ผมก็กำลังทดสอบ Speed test เจ้า 3G นี่อีกครั้ง หลังจากที่ครั้งก่อนผมทดสอบได้เพียง 6 รอบก็หมดเงิน (เพราะ i-mobile 3GX เขาให้ใช้ฟรีแค่ 50 บาทเอง)

ผลการทดสอบความเร็วไม่ว่าจะของ i-mobile 3GX หรือ 365.co.th ก็ตาม เชื่อว่าน่าจะตอบคำถามเรื่องความเร็วของ 3G จากโครงข่ายของ TOT ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น MVNO เจ้าใด ก็ใช้โครงข่ายของ TOT ทั้งนั้น จึงน่าจะได้ความเร็วเท่ากัน เว้นแต่ TOT จะเลือกที่รักมักที่ชัง 555

ในการทดสอบความเร็วครั้งนี้ ผมก็ทำเช่นเคยคือ

  • ใชับริการทดสอบความเร็วของ สบท. โดยเลือกทดสอบที่ 2 เซิร์ฟเวอร์คือ TRUE2 ในฐานะตัวแทนชาวไทย และ SEATTLE ในฐานะตัวแทนเมืองนอก
  • แต่ครั้งนี้ผมจะทดสอบเซิร์ฟเวอร์ละ 30 ครั้ง โดยจะเก็บข้อมูล Download speed, Upload speed และ Ping time มาด้วย
  • จากนั้นผมก็จะทำการสรุปค่าความเร็วสูงสุดที่ทดสอบได้ ความเร็วต่ำสุดที่ทดสอบได้ หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มาสรุปผลในเชิงสถิติครับ
  • อุปกรณ์ที่ใช้คือ iPhone 3GS ใช้แทน 3G Modem ต่อกับ Notebook Fujitsu รุ่น Lifebook 7211 ครับ

ก่อนอื่นต้องบอกว่า พอได้ซิมมาแล้ว ผมก็เล่นโน่นเล่นนี่ไปพลางๆ ไม่ได้ทดสอบอะไรจริงจัง แต่ก็ลองเล่น Twitter ผ่าน iPhone 3GS ของผม ก็คิดว่าเร็วดีใช้ได้นะครับ แต่บริการที่เน้น Text คงไม่ให้คำตอบซักเท่าไหร่ ลงทุนซื้อ Thai Radio App มาจาก iTunes เพื่อทดลองฟังวิทยุออนไลน์ผ่าน 3G ก็ราบรื่นไม่ติดขัด (ติดขัดแค่ บางสถานีที่อยู่ใน list ดันฟังไม่ได้ หึหึ) จากนั้นก็มีลองเล่นเกม MMORPG บน iPhone คือเกม Anrufen ด้วย สมัครเล่นผ่าน 3G เลย (ยกเว้นดาวน์โหลดตัวเกม เพราะเกิน 10MB iTunes ให้โหลดผ่าน WiFi สถานเดียว) ผมลองเล่นช่วงแรกๆ คือ ยังวนไปวนมาอยู่ในเมือง ไม่ได้เดินไปไหน ทำแค่ไล่ฆ่าเป็ดเฉยๆ แต่ก็รู้สึกว่าเกมไม่มีกระตุก (ตรงนี้ผมต้องลองไปทดสอบเล่นบน WiFi ของ True ที่ผ่านซะหน่อย)

การทดสอบแบบใช้งานจริง ไว้จะเอามาอัพเดตให้อีกทีครับ ขอลองใช้ซักสองสามวันก่อน อาจได้ข้อสรุปอะไรมากขึ้น @Koa_Ka เขาก็ฝากมาเช็คเรื่องปริมาณข้อมูลที่ใช้ด้วย (อันนี้สำคัญ เพราะจะเป็นตัวบอกว่า หากคุณเสียเงินใช้ 3G แล้ว มันจะสูบเงินคุณแค่ไหน)

หลังจากทดสอบ TRUE2 ครบ 30 ครั้งและเริ่มทดสอบกับ SEATTLE ไปได้ 10 ครั้ง อยู่ๆ สัญญาณก็ดับวูบซะงั้น เลยต้องปิดสัญญาณเปิดใหม่ครับ ก็ใช้ได้เหมือนเดิม ดูเหมือนการตัดสัญญาณเริ่มใหม่ ทำให้อยู่ๆ เน็ตก็เร็วขึ้นมาวูบนึงซะงั้น แล้วมันก็เร็วขึ้นมาขนาดนี้ ไปจนตลอดการทดสอบเลย ทำให้ความเร็วในช่วงหลังของ SEATTLE ตีตื้นขึ้นมาได้ซะงั้นอ่ะครับ… ผลการทดสอบ ผมสรุปไว้ในตารางด้านล่างเช่นเคย

No. TRUE2 Seattle
Down Up Ping Down Up Ping
1 2.24 0.33 173 0.81 0.19 639
2 1.55 0.34 148 1.74 0.21 708
3 1.37 0.29 152 1.22 0.16 651
4 1.06 0.27 244 1.30 0.19 724
5 2.21 0.12 240 1.59 0.21 707
6 0.82 0.28 172 0.83 0.20 711
7 1.18 0.29 173 1.53 0.20 701
8 2.00 0.29 164 1.08 0.20 721
9 1.69 0.34 234 1.31 0.19 732
10 2.57 0.34 164 1.29 0.21 630
11 0.91 0.33 149 3.05 0.05 716
12 1.15 0.34 235 2.90 0.10 659
13 1.07 0.33 238 3.03 0.10 660
14 1.02 0.32 174 2.13 0.24 721
15 1.07 0.27 240 1.95 0.23 646
16 0.89 0.06 169 2.55 0.24 729
17 1.23 0.12 183 2.21 0.24 645
18 1.98 0.33 238 2.21 0.16 639
19 2.78 0.33 172 2.53 0.23 651
20 1.95 0.18 202 1.39 0.10 663
21 1.86 0.31 238 2.06 0.23 660
22 1.41 0.34 198 2.00 0.24 644
23 1.73 0.34 241 2.28 0.21 667
24 1.18 0.13 183 2.84 0.25 717
25 1.39 0.34 238 3.07 0.23 646
26 1.24 0.23 235 2.82 0.05 729
27 1.43 0.34 176 2.50 0.05 713
28 1.35 0.32 249 2.83 0.05 712
29 1.39 0.34 230 2.34 0.21 716
30 1.48 0.33 233 2.37 0.24 634
Min 0.82 0.06 148.00 0.81 0.05 630.00
Max 2.78 0.34 249.00 3.07 0.25 732.00
Mean 1.51 0.28 202.83 2.06 0.18 683.03
SD 0.50 0.08 35.42 0.69 0.07 36.06

จากตรงนี้ ผมก็สงสัยแบบเดียวกับอาจารย์ยรรยงครับ ว่าโครงข่ายจะรองรับการทำ Video call ได้อย่างไร ในเมื่อ Upload speed มันเต่าได้ขนาดนี้ หรือเขาอาจจะกันแบนด์วิธสำหรับ Upload ไว้เฉพาะสำหรับเวลาทำ Video call ก็ไม่รู้สินะครับ… ผมพยายามใช้งานมันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาที่ผมเดินไปเดินมา ย้ายสถานที่ ผมก็จะพยายามทดสอบสัญญาณตลอด ผมพบว่า

  • เวลาที่อยู่ในตัวอาคาร โดยเฉพาะห้องอับๆ สัญญาณจะหายไปเลย (เช่น เข้าห้องน้ำที สัญญาณปิ๋วเลยครับ) แต่ก็แปลกใจที่ผมพบว่าสัญญาณ 3G หายไปแถวๆ บริเวณหน้าโรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ (ผมไม่ใช่ครูนะ บอกไว้ก่อน ผมเป็นแค่เจ้าหน้าที่ไอทีต๊อกต๋อย)
  • บริเวณริมคลองแสนแสบ สัญญาณดับตลอดสายเลยครับ อย่างน้อยๆ ก็จะซอยโรงเรียนวัฒนาเรื่อยไปจนถึงบริเวณแยกเพชรบุรี จากนั้นสัญญาณก็จะกลับมาใหม่ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่น่าจะใช่ประเด็นอีก เพราะคงไม่มีใครมาเล่น 3G ริมคลองแสนแสบแน่ๆ (น้ำเหม็น) แต่ถ้าเกิดอยู่บนเรือด่วนคลองแสนแสบล่ะ จะใช้ได้ไหม? เออ น่าคิด สัปดาห์หน้ามีโอกาสคงต้องลองดู แล้วจะเอามาเล่าสู่กันอ่าน

เขียนถึงตรงนี้พักแป๊บนึงก่อน อีก 30 นาทีเลิกงาน ผมจะทดสอบ 3G ตั้งแต่ที่ทำงาน (สุขุมวิท 15 ซ. โรงเรียนวัฒนา) ไปจนถึงบ้านที่หนองแขม (เพชรเกษม 81) ซะเลย

เอาละ ถึงบ้านแล้วครับ… ระหว่างทางกลับบ้าน ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจบางอย่างมาเล่าสู่กันอ่าน

  • ช่วงเย็นประมาณ 4 โมงเย็น สัญญาณ 3G ช่วงศาลาแดง – สุรศักดิ์อยู่ๆ ก็วูบไปซะเฉยๆ มาใช้ได้อีกทีก็ประมาณเกือบๆ จะออกจากสถานีสุรศักดิ์แล้ว เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากปริมาณคนใช้งาน 3G เยอะมากในแถวสีลม (?!?) ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องพิจารณาเรื่อง Capacity ของโครงข่าย และ QoS (Quality of Service) ละครับ
  • ทดลองเล่นเกมออนไลน์บน iPhone 3GS แล้วจับปริมาณการวิ่งของข้อมูล ต้องบอกว่าน้อยมากๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณชั่วโมงละ 2MB นิดๆ ครับ
  • เปลี่ยนใหม่ มาลองดูวิดีโอ YouTube ผ่าน iPhone 3GS บ้าง มีบางคลิปไม่กระตุก บางคลิปกระตุก แต่ก็นิดหน่อย โดยรวมรับได้ครับ ปริมาณการใช้ตกประมาณ 1 MB/นาที แต่ถ้าเกิดเป็นการต่อดูบน PC หรือ Notebook ละก็ หนักกว่านี้ครับ
  • ถนนเพชรเกษมช่วงมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีสัญญาณวูบไปทีนึง เข้าใจว่างคงเป็นหลุมอากาศระหว่าง Cell Site (อันนี้สัญญาณมือถือหายไปเลย กลายเป็น No Service)
  • ก่อนจบการทดสอบวันนี้ ลองฟังวิทยุบนเน็ต ผ่าน Thai Radio App บน iPhone ลองจับปริมาณข้อมูลแล้ว ระยะเวลาการฟัง 5 นาที จะมีข้อมูลขาเข้า 2.8MB และข้อมูลขาออก 130KB ครับ

หลายคนงง ว่าทำไมผมพูดถึงข้อมูลขาเข้าและขาออก คำตอบก็คือ ปริมาณการใช้งานนั้น เขานับกันทั้งขาเข้าและขาออกนะครับ ดังนั้นหากเป็นการดาวน์โหลดอะไรต่อมิอะไรมาฟัง ก็จะเน้นที่ข้อมูลขาเข้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ทุกครั้งที่เราเปิดเว็บ เขียนเว็บบอร์ด ส่งข้อความทวีต หรืออัพโหลดรูปไปแปะใน Facebook ทั้งหมดทั้งสิ้นก็มีข้อมูลขาออกด้วย แถมบริการบางอย่างใช้ข้อมูลขาออกไม่น้อยทีเดียว (เช่นอัพโหลดรูป หรือคลิปวิดีโอ) ดังนั้นเวลาตรวจสอบ ก็ขอให้ดูให้ครบๆ นะครับ

จากนี้ผมก็จะทดลองใช้งาน 3G ผ่าน iPhone 3GS ในแบบที่ผมใช้เป็นประจำ ได้แก่ เล่น Twitter, เปิดเว็บไซต์ข่าว (บ่อยและเยอะ), อัพโหลดรูปลง Twitter แล้วจะมาเล่าสู่กันอ่านว่า ปริมาณการใช้งานเป็นยังไง อ้อ! แล้วก็จะอัพเดตผ่านทาง Twitter ให้ทราบด้วยเช่นกันที่ http://www.twitter.com/kafaak ครับ

เก็บตกงานเสวนา “2 เดือนผ่านไป ผู้บริโภคคิดอย่างไรกับ 3G”

กุมภาพันธ์ 7, 2010 1 comment

เมื่อวานผมแว้บไปงาน Thai Mobile Expo รอบที่สองด้วยเป้าหมายว่าจะต้องเข้าไปร่วมงานเสวนา “2 เดือนผ่านไป ผู้บริโภคคิดอย่างไรกับ 3G” ครับ จริงๆ ผมไม่ใช่ผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะงานนี้เขาไม่ค่อยได้พูดถึง Operator ที่ผมใช้อยู่ (คือ TrueMove) แต่จะเน้นไปที่ MVNO ทั้ง 5 ราย (ซึ่งได้ส่งระดับ CEO หรือระดับบริหาร มาร่วมงานด้วย) ซะมากกว่า (และมีแจมเรื่อง AIS นิดหน่อย) แต่ทำไมจะไม่ไปล่ะครับ เพราะขณะนี้ หากนับ Coverage area แล้ว ผมว่า MVNO ทั้ง 5 แหละ ครอบคลุมที่สุดในขณะนี้ (แต่ตอนนี้ผมเกี่ยวข้องแล้วนะ เพราะผมทดสอบ i-mobile 3G เมื่อคืนนี้)  ในงานได้เชิญผู้ที่มีประสบการณ์การใช้งานมาเล่าสู่กันฟังด้วย คือ อ.ดร. ยรรยง เต็มอำนวย @yunyongteng) และ คุณสว่าง ศรีสม โดยมีคุณภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ หรือคุณหมวย (@moui) เป็นผู้ดำเนินรายการ  

จากซ้ายไปขวา อ.ดร. ยรรยง, คุณภูมิจิต, คุณสว่าง

  

 เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอธิบายถึง 3G ในแบบสนุกๆ ของ อ. ดร. ยรรยง โดยท่านได้นำประสบการณ์ตามใบสั่งคุณภูมิจิตมาเล่าสู่กันฟัง มีการเอาผลการทดสอบความเร็ว ณ จุดต่างๆ มาแสดงให้ดูกันทีเดียว (ซิมที่ใช้ในการทดสอบเป็นซิมของ 365 หนึ่งใน MVNO ครับ) ใครสนใจที่จะอ่านรายละเอียดการทดสอบ ก็ไปติดตามได้ในบล็อกของอาจารย์ ละครับ  

ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจของอาจารย์ก็คือ ท่านพยายามย้ำเตือนว่า 3G นั้นไม่ใช่โลกของการสื่อสารด้วยข้อมูลเสียงธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นการสื่อสารข้อมูลขนาดมหึมาชนิดที่เรียกว่า คลิกเดียว ก็อาจจะหมายถึงการไหลของข้อมูลรดับกิกะไบต์ได้ทีเดียว ซึ่งหากการเตรียมโครงข่ายของ 3G ไม่ดีพอ อาจทำให้แม้ระบบจะสามารถให้ความเร็วสูงได้ระดับ 7.2Mbps ตามที่โฆษณา แต่เวลาใช้จริงๆ ที่มีผู้ใช้บริการเยอะๆ ก็อาจจะร่วง ใช้การไมได้ เพราะผู้ใช้งานแย่งกันใช้… ผมว่ามันก็เหมือนกับมีถนนสายหนึ่งระบุว่าวิ่งได้ 200km/hr แต่ดันมีรถวิ่ง 3 แสนคันบนถนนดังกล่าว สุดท้ายก็เลยติดแบบชนิดกระดิกไปไหนมาไหนไม่ได้นั่นเอง ใช่ไหมครับอาจารย์  

อีกจุดหนึ่งที่อาจารย์เน้นย้ำให้ระวังก็คือ การที่ผลทดสอบแสดงให้เห็นว่าความเร็วในขาขึ้น (Upstream) ของ 3G นั้นยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับความเร็วในขาลง (Downstream) ซึ่งเป็นโมเดลทางการขายแบบเดิม โดยยึดหลักที่ว่า ผู้บริโภคนั้นบริโภคข้อมูลเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นผู้ส่งเนื้อหา (Content) ดังนั้น สามารถประหยัดแบนด์วิธได้โดยการจัดสรรแบนด์วิธในส่วน Downstream มากกว่า Upstream โดยที่ไม่เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้งานได้… สำหรับปัญหานี้ อาจารย์ได้ยกตัวอย่างของการทำ Video call ซึ่งหากมีเพียงแค่ 2 คนก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่หากมีหลายๆ คนทำ Video call พร้อมๆ กัน แบนด์วิธปัจจุบันไม่น่าเพียงพอ ตรงจุดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้บริโภคได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งแต่เดิมมีลักษณะของการเป็นผู้บริโภค Content เป็นหลัก กลายมาเป็นผู้ผลิตและแจกจ่าย Content ด้วย ดังจะเห็นได้จากบริการต่างๆ เช่น การเผยแพร่วิดีโอผ่าน YouTube/UStream/Stickam , การเผยแพร่รูปถ่ายผ่าน Facebook/Hi5/Flickr หรือแม้แต่การเป็นผู้จัดรายการวิทยุผ่าน Podcast เป็นต้น ดังนั้น ลักษณะของโครงข่ายในอนาคต จะต้องเน้นความเร็วในส่วนของ Upstream ด้วยแล้ว  

ท้ายสุด อาจารย์วางจุดยืนเอาไว้เลยครับว่า ไม่ต่อต้าน 3G แต่อยากให้รัฐทำออกมาให้ราคาไม่แพงจนเกินไป เพื่อที่จะสามารถต่อยอดได้ คือ อย่าเก็บสัมปทานให้แพงนัก เพราะจะทำให้ต้นทุนแพง ค่าบริการก็ต้องแพงตาม สุดท้ายการคืนทุนก็จะช้าและทำให้ต้องพยายามฝืนอยู่กับการใช้เทคโนโลยีเก่าจนกว่าจะคืนทุน (อาจารย์เรียกว่า เคี้ยวจนชืดก่อนถึงคายได้) และการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนช้านี้ ก็จะส่งผลให้ประเทศชาติพลาดโอกาสในการพัฒนาในที่สุด  

@moui: “20 นาทีของอาจารย์นี้ นาฬิกาเดินช้ามาก” (ผมเห็นด้วยกับคุณหมวยนะ)  

จบ Session ของอาจารย์ ก็เป็นคิวของคุณสว่าง ที่ขึ้นมาเล่าประสบการณ์ของเขาในการใช้งาน 3G (ซึ่งดูเหมือนเขาจะใช้ของ i-mobile นะ ถ้าผมจำไม่ผิด) ซึ่งก็ต้องลงทุนสูงพอสมควรทีเดียว เพราะเห็นบอกว่า ถึงกับต้องลงทุนไปซื้อ Windows 7 ของแท้มาติดตั้ง ไม่งั้นใช้ Air card ไม่ได้… ขนาดนั้นเลย? (คุณภูมิจิตแอบแซวว่า 3G นี่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ได้ด้วย… ฮา)  

คุณสว่างมีข้อเสนอแนะในเรื่องของการที่ผู้ให้บริการควรให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นของบริษัท NTT Docomo ซึ่งหากทำแบบนี้แล้ว เชื่อว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำ Call Center ของผู้ให้บริการได้ แถมผู้ใช้บริการก็ยังได้ข้อมูลเต็มที่ สมารถค้นหาได้เอง ไม่ต้องหัวเสียกับการรอ Call Center เรียกว่า Win-Win ครับ งานนี้… ซึ่งทาง M Communication MVNO อีกราย ก็ได้แจ้งว่า อัตราค่าบริการ Call Center นั้น คิดเป็นจำนวนครั้ง ไม่ใช่จำนวนนาที ก็นับว่าเป็นเรื่องดีครับ (ค่าบริการครั้งละ 1.5 บาท) ตัวอย่างการให้ข้อมูลของ NTT Docomo  

ตัวอย่างการให้ข้อมูลของ NTT Docomo

  

เสียดาย Session นี้ผมพลาดไปช่วงหนึ่ง เพราะแบตเตอรี่ของเจ้า iPhone ผมจะหมด เดี๋ยวจะ Tweet รายงานข่าวไม่ได้ ก็เลยต้องแว้บออกไปหาซื้อ Charger มาก่อน เลยพลาดไปช่วงหนึ่งครับ แหะ แหะ แต่โดยรวมนั้น คุณสว่างได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับโดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นคนพิการครับ  

จุดหนึ่งที่คุณสว่างตั้งข้อสงสัยก็คือ เรื่องของการคิดค่าใช้จ่าย ซึ่งในกรณีของ 3G นั้น เปลี่ยนกลับไปใช้โมเดลการคิดค่าบริการตามปริมาณข้อมูลการใช้งาน เป็นเมกะไบต์ พร้อมยกตัวอย่างแพ็กเกจ Internet SIM แบบรายเดือนของ i-mobile ให้ดู เปรียบเทียบราคา 3G (i-mobile) กับ ADSL (True)  

เปรียบเทียบราคา 3G (i-mobile) กับ ADSL (True)

  

ถ้าเทียบที่ความเร็วแล้ว ราคาของ 3G ไม่ถือว่าแพงกว่าของ True นะครับ หากได้ความเร็วสูงสุดถึง 7.2Mbps แล้ว ราคาสูงสุดอยู่ที่ 799 บาท/เดือน ก็ถูกกว่า True อยู่พอสมควร เพียงแต่ปริมาณการรับส่งข้อมูลจำกัดอยู่ที่ 6GB เท่านั้น ในขณะที่ True ไม่จำกัด ซึ่งตรงจุดนี้ ทาง M Consultant ได้ชี้แจงว่า ที่ต้องจำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูล ก็เพราะว่าแบนด์วิธที่จำกัดนั่นเอง ตรงนี้เข้าใจได้ว่า หากไม่มีการจำกัดการใช้งานเอาไว้ เวลาที่มีคนใช้งานเป็นจำนวนมากๆ ก็จะทำให้ความเร็วของการใช้งานลดลงอาจจนถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้งานได้เลย (ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนะครับ ในอเมริกานั้น ในบางพื้นที่มีการใช้งาน 3G มากเสียจนขนาดที่โทรศัพท์กันไม่ได้เลย เพราะช่องสัญญาณเต็ม [ความเห็นเพิ่มเติมของผม]) จุดนี้ คุณสุรินทร์ (@seeyoualsoon) CEO ของ 365  ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า T-Mobile มีการนำเสนอข้อมูลสถิติพบว่า 3% ของผู้ใช้งานซึ่งเป็นผู้ใช้งาน Smartphone นั้น มีการใช้งานเครือข่ายคิดเป็น 50% ของ Capacity ทั้งหมดของระบบ!  

คุณสุรินทร์ CEO หนุ่มของ 365

  

ถึงตรงนี้ คุณสุรินทร์ได้ฝากให้ผู้บริโภคทุกท่าน อย่าได้มีความคาดหวังต่อ 3G ในช่วงเฟสแรกๆ (ที่ทาง M Consultant บอกว่าเฟสนี้เรียกว่า เฟสศูนย์) ให้มากนัก เพราะจากจำนวน Base station ทั้งสิ้น 551 สถานี ย่อมอาจมีปัญหาเรื่องของความครอบคลุมของสัญญาณอยู่บ้าง (ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยแถวบ้านผมก็มีสัญญาณ อิอิ @kafaak) โดยคุณสุรินทร์แจ้งว่า ณ ตอนนี้บริการ 3G จากทาง 365 นั้น จะเป็นการให้ใช้ฟรีก่อน ซึ่งอาจจะฟรีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าระบบจะสามารถใช้งานจริงได้ในเชิงพาณิชย์ (ตรงนี้ผมเข้าใจว่าคือพอใช้ได้โดยไม่เกิดปัญหากับผู้บริโภคมากเกินควร แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า ซิมที่แจกนั้นระบุว่าฟรี 30 วันครับ… แต่ก็นับว่าเป็นโปรโมชันที่แรงมากทีเดียว เพราะขนาด i-mobile ยังให้ลองใช้แค่ 50 บาทเอง) ทว่า ซิมของ 365 นั้นจะขาดความสามารถบางอย่าง เช่น Roaming service และ การโทรข้ามเครือข่าย ที่ถูกตัดออกไป ทั้งนี้เพราะการแจกซิมฟรีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้บริการทดสอบเครือข่าย 3G แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ผู้บริโภคบ่นกันเข้ามา ส่วนใหญ่ที่บ่นเข้ามานั้นจะเป็นเรื่องของพื้นที่ให้บริการไม่ครอบคลุม และ ไม่สามารถตรวจสอบการใช้บริการของตนได้  

คุณวินัย แก้วสวรรค์ ซึ่งเป็น IT จาก TOT ได้ชี้แจงเรื่องของการตรวจสอบการใช้บริการว่า ณ ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบปริมาณข้อมูลที่ใช้ไปและปริมาณข้อมูลที่เหลืออยู่ เพราะระบบถูกกำหนดให้หน่วยเป็นเงินบาท ดังนั้นเวลาที่สอบถามว่าใช้ข้อมูลไปในปริมาณใดแล้ว ระบบจะทำการแปลงหน่วยจาก MB ที่เหลืออยู่เป็นจำนวนเงินแทน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสับสนได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้ทาง TOT กำลังทำการปรับแต่งระบบ เพื่อให้การแจ้งข้อมูลออกมาในรูปของหน่วยข้อมูลเป็น MB (หรือ KB) แทน  

ทาง Loxley ให้ข้อมูลเรื่องแพ็กเกจ 3G ของ i-Kool

  

ทาง Loxley ก็แจ้งว่า i-Kool ของ Loxley นั้นจะมีแพ็กเกจ Internet 3G แบบ 499 บาทใช้ได้ 5GB (ค่าบริการกรณีเกินคือ 0.20 บาn/1MB… อันนี้ผมลองไปดูที่เว็บไซต์ i-kool มาแล้ว พบว่ามีการพิมพ์ผิดเป็น 0.20bht/นาที นะครับ รบกวนผู้เกี่ยวข้องแก้ไขด้วยนะครับ) เท่าที่ดูนี่ ของ Loxley ถูกที่สุดแล้วครับ ณ ขณะนี้  

แถมให้อีกนิด ผมลองไปหาแพ็กเกจของอีกเจ้าของ IEC ที่มาเปิดตัวในงานเหมือนกันครับ ดูเหมือนว่าหากเน้นใช้งาน Internet 3G แล้ว แพ็กเกจแบบ 399 บาท ใช้ได้ 3GB จะดูดีที่สุด ซึ่ง IEC มีจุดเด่นอย่างหนึ่งก็คือ สามารถที่จะพ่วงเบอร์อีก 1 เบอร์เข้ามาใช้งานร่วมกันได้ คือ จ่าย 399 บาท ใช้ 3G ได้ 3GB ทั้งสองเบอร์ (ใช้ร่วมกัน) แต่ตรงนี้เจ้าหน้าที่หน้างานเสนอแนะว่า หากใช้งานหมดแล้ว ควรซื้อเบอร์ใหม่ใช้เลย เพื่อเริ่มแพ็กเกจ 399 ใหม่ ซึ่งจะได้ 3GB ใหม่ จะประหยัดกว่าการเติมเงิน เพราะเติมเงินจะคิดอัตราปรกติคือ 50 สตางค์/MB (กรณีของเติมเงิน)… อ้าวๆ ไหงงั้น แสดงว่าผมต้องเปลี่ยนเบอร์ใหม่ทุกๆ ครั้งที่ใช้หมดเหรอเนี่ย 555  

ช่วงท้ายก็เป็นการแสดงความเห็นของผู้ใช้งาน ผู้บริโภคในห้อง ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว เช่น คุณเอกสิทธิ์ ซึ่งอยากให้มีการกำหนดมาตรฐาน Minimum speed ในการให้บริการ เช่น 256Kbps เป็นต้น นั่นคือ แม้จะบอกว่า 3G จะเชื่อมต่อได้สูงสุดที่ 3.6Mbps หรือ 7.2Mbps ก็ตามแต่ (อ้อ! คุณสุรินทร์บอกว่า ต่างจังหวัดจะมีข่าวดีกว่า คือ ความเร็วสูงสุดอาจได้ถึง 14.4Mbps เลยทีเดียว เร็วกว่าใน กทม. 2 เท่า แหมน่าอิจฉาแฮะ)  

บรรยากาศของการแชร์ข้อมูลระหว่างผู้บริโภค

  

มีข้อเสนอด้วยเช่นกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่บริการ 3G นั้นจะทำเหมือน ADSL คือ แบ่ง Solution ไปตามความเร็ว เช่น หากต้องการแค่ 1Mbps ก็ราคานึง แต่ถ้าต้องการ 2Mbps ก็อีกราคานึง เป็นต้น อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำให้ได้ไหมอ่ะนะครับ  

ปิดท้าย อาจารย์ยรรยงค์ก็ฝากข้อคิดว่า รัฐไม่ควรไปสร้างความขาดแคลนให้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตรงนั้นไม่มีความขาดแคลนและสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ วงการโทรคมนาคมปัจจุบันยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Business model แบบเดิมๆ อยู่ ซึ่งสมัยนั้นจะเห็นว่า ค่าโทร ค่าส่ง SMS จะแพงมาก (ตรงนี้อยากบอกว่า คุณรู้ไหมว่า SMS คือ การส่งข้อมูลที่แพงที่สุดในโลก ลองคิดดูสิครับ การส่งข้อมูลขนาด 144 ตัวอักษร บางแพ็กเกจคิดราคา 1 บาท หรือก็คือประมาณ 7,000 บาท/1MB เลยทีเดียวเชียวนะครับ!!!)  

ก็ขอจบรายงานเก็บตกงานเสวนาแต่เพียงเท่านี้ครับ

รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก : ทำไม GT200 ถึงขายได้

ผมได้ออกความเห็นของผมในประเด็น GT200 เจ้าไม้กายสิทธิ์ที่มีสรรพคุณตรวจจับวัตถุระเบิด สารเสพติด คน ฯลฯ ไปในคราวก่อนใน ความเห็นของผมเกี่ยวกับ #GT200 ไปแล้ว เพื่อนๆ ผมที่ทราบข่าว ก็มาถามความเห็นผมว่า ถ้านักวิชาการพูดเกือบจะฟันธงชัดเจนขนาดนี้แล้ว ทำไมผู้เกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อย ที่เป็นทั้งระดับนายพัน นายพล ตลอดไปจนถึงแพทย์หญิง (ที่ชาวเน็ตเรียก แพทย์หญิงคุณหญิงพรดริฟต์ นั่นแล) เขาถึงได้ยังยืนกรานกันเสียงแข็งชัดเจนขนาดนั้น ว่าใช้งานได้?

เรื่องนี้ผมว่าน่าจะพออธิบายได้ หากใช้จิตวิทยาสังคม (Social psychology) เข้ามาอธิบายครับ เขาเรียกอย่างเพราะๆ ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude change) แต่หากเรียกแบบโหดๆ หน่อย เขาเรียกว่ากระบวนการล้างสมอง (Brainwash) ทั้งนี้ คุณจะเรียกแบบไหนนั้น ก็อยู่ที่ว่าประเด็นมันร้ายแรงแค่ไหนน่ะครับ… แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น มาจากแนวคิดและหลักการที่ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก… การหลอกลวงให้ซื้อของโปเกแบบนี้ ผมอยากจัดให้ความร้ายแรงอยู่น้อยกว่าการล้างสมอง น่าจะอยู่แถวๆ สิ่งที่เรียกว่า การโน้มน้าว (Convince) หรือ การเข้ามามีอิทธิพลต่อพฤติกรรม (Influence) มากกว่า เทคนิคดังกล่าว ถูกนำไปใช้มากในการตลาด การขายของครับ ไม่เพียงแต่การขายอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น แต่รวมไปถึงการขายแบบที่เข้าข่ายหลอกลวง ฉ้อโกงด้วย… การต้มตุ๋น ตกทอง อะไรทำนองนี้ ถือว่าจัดอยู่ในหมวดนี้ครับ

ต้องบอกก่อนว่า มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสารครับ เนื่องจากทรงภูมิปัญญา และธรรมชาติได้สร้างมาให้พวกเรารู้จักคิด ดังนั้นเราจึงมีภาระที่จะต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมากอยู่ตลอดเวลา คือ นอกเหนือจากการประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัสพื้นฐานทั้ง 5 และตอบสนองเพื่อการเอาชีวิตรอดแล้ว ยังต้องประมวลผลอื่นๆ อีกมากมายเพิ่มเติม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเอาชีวิตรอดเลย เช่น วันนี้จะไปเที่ยวกับแฟนที่ไหน วันพรุ่งนี้จะดูหนังเรื่องอะไร หรือ วันที่ 3 ก.พ. นี้ คณะกรรมการที่จะพิสูจน์ GT200 จะเป็นใคร เป็นต้น ไหนจะมีข้อมูลภายนอกที่เราเองไม่ได้คิดจะอยากรู้ ถูกยัดเยียดมาให้เราประมวลผลอีก เช่น โฆษณาต่างๆ คำชวนเชื่อ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้มนุษย์เราก็เลยต้องสร้างรูปแบบของการเลือกพิจารณาประมวลผลข้อมูล

Elaborated Likelihood Model (ELM) – คนเราไม่ได้คิดแบบมีเหตุผลเสมอไป
Petty และ Cacioppo (1986) ได้นำเสนอโมเดลของการชักจูงคนให้คล้อยตามเอาไว้ คือ Elaborated Likelihood Model หรือถ้าจะให้แปลเป็นไทยตรงๆ ก็คือ โมเดลความเป็นไปได้ของการที่จะเกิดการเก็บเอาไปคิดโดยละเอียด ฟังดูวิชาการชะมัดใช่ไหมครับ งั้นลองแปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า เจ้าโมเดลนี้นำเสนอว่า เวลาที่คนเราได้อ่าน ได้ยิน หรือได้เห็น ข้อมูลอะไรเข้ามา แล้วจะเลือกประมวลผลอย่างไร

ดัดแปลงจาก Petty, R.E. & Cacioppo, J.T. (1986). The Elaboration Likelihood Model of persuasion. New York: Academic Press.

ทฤษฎี ELM เนี่ยเสนอว่าคนเรามี 2 แนวทางในการประมวลผลข้อมูลใดๆ ก็ตามที่เรารับรู้ ทางหนึ่งเรียกว่า Central route เป็นทางที่ต้องใช้กระบวนการทางความคิดสูง ต้องอาศัยความพยายาม และต้องการข้อมูลมาก เป็นการคิดโดยใช้เหตุและผลเป็นหลัก ส่วนอีกทางเรียก Peripheral route เป็นทางที่ใช้ความคิดน้อยกว่า เน้นใช้อารมณ์และความรู้สึกในการประมวลผลข้อมูล

สมมติว่ามีเราได้เจอโฆษณาชิ้นหนึ่งเข้า เป็นโฆษณาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คยี่ห้อหนึ่ง ภาพโฆษณาเป็นน้องพริตตี้ใส่สายเดี่ยวยืนถือโน้ตบุ๊คที่ว่า พร้อมมีข้อความพิมพ์ไว้ข้างๆ มีสเป็คเครื่อง คุณสมบัติเด่น และราคา

  • คนที่ใช้ Central route ในการตัดสินใจก็จะเน้นพิจารณาจากสเป็คเครื่อง ตลอดไปจนถึงคุณสมบัติเด่นและราคาว่าเป็นอย่างไร สเป็คดีไหม ตรงตามต้องการไหม เทียบต่อราคาแล้วคุ้มค่าไหม
  • แต่คนใช้ Peripheral route จะเอาอารมณ์ความรู้สึกมาตั้ง จะไม่ชอบพิจารณาพวกข้อมูลเยอะๆ อาจดูพริตตี้เพลินและดูที่ยี่ห้อของโน้ตบุ๊ครวมถึงราคา แล้วก็จบ

จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทัศนคติโดยใช้ Perihperal route นั้นจะรวดเร็วกว่า ทั้งนี้เพราะใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้ขายทั้งหลาย ต่างก็ใช้โฆษณาของตนมุ่งจู่โจมไปที่ Peripheral route กันทั้งนั้น

แต่กรณีของ GT200 นั้นแยบยลกว่าที่คิดครับ คือ ผู้ผลิตได้มีการศึกษาข้อมูลมาอย่างดี ว่า ณ ขณะนี้เทคโนโลยีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาสสารต่างๆ (เช่น Para/diamagnetic หรือ Nuclear Quadrupole Resonance เป็นต้น) แล้วก็อ้างอิงตามนั้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว มีหลักการทำงานที่ซับซ้อน ยากแก่การอธิบายและยากแก่การเข้าใจอย่างมาก (ดูข้อมูลเพิ่มเติมจากหัวข้อ ข้อมูลเพิ่มเติม ท้ายบทความนี้) เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ว่าผู้ซื้อจะมีแรงจูงใจ และความตั้งใจที่จะประมวลผลข้อมูล (นั่นคือ ศึกษาข้อมูล พินิจพิเคราะห์ ดูความน่าเชื่อถือ ฯลฯ) แต่พอมาเจอข้อมูลหนักๆ เข้าใจยากๆ แบบนี้ แรงจูงใจและความตั้งใจดังกล่าวก็มักจะหดหายไปในทันที และตามแนวคิดของ ELM นี้ก็บอกว่า เราก็จะเลือกไปใช้ Peripheral route แทน นั่นคือ เน้นใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นหลัก

Robert B. Cialdini นักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการชักจูง ได้แต่งหนังสือชื่อ Influence: The Psychology of Persuasion ซึ่งเขาเขียนขึ้นจากประสบการณ์การได้เข้าไปศึกษาเชิงลึก ในกลุ่มผู้ทำอาชีพที่ต้องใช้ทักษะในการโน้มน้าวจิตใจคน Cialdini เสนอว่า เมื่อคนเราไม่สามารถรับพิจารณาข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมายได้ทั้งหมด คนเราก็จะหันไปใช้วิธีลัด คือ การอาศัยข้อมูลจำเพาะบางอย่างเป็นคิวบอกว่า ควรจะตอบสนองอย่างไร ควรจะมีพฤติกรรมอย่างไร ควรจะคิดอย่างไร ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดๆ เช่น เมื่อเราขับรถมาถึงทางแยกแล้วเห็นไฟแดง เราก็จะไม่ต้องมานั่งคิดให้เสียเวลาเลยว่าเราจะทำอะไรต่อไป สิ่งที่เราจะทำก็คือ เหยียบเบรก (หรือบางคนกลับเหยียบคันเร่งก็แล้วแต่)

เช่นกันครับ เมื่อข้อมูลมันเยอะแยะน่าปวดหัว แต่เราต้องพิจารณาให้ได้ว่าข้อมูลนี้น่าเชื่อถือไหม อุปกรณ์มันใช้งานได้จริงไหม สิ่งที่คนซื้อทำก็เลยจบลงที่ “ข้อมูลฟังยากๆ เข้าใจยากๆ ดูเป็นหลักการ = ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” “คนขายบอกว่าอเมริกาใช้ อิรักใช้ = อุปกรณ์ใช้งานได้จริง”

อย่าคิดว่าเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อนะครับ… Cialdini เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองว่า มีครั้งหนึ่งเพื่อนของเขาโทรมาเพื่อให้ช่วยอธิบายปรากฎการณ์ประหลาด เพื่อนของ Cialdini เป็นเจ้าของร้านอัญมณี เขาซื้ออัญมณีมาชุดหนึ่งสวย แต่ขายไม่ออก เขาพยายามขายลดราคา จัดแคมเปญจ์ยังไงก็ขายไม่ออก อยู่มาวันหนึ่ง เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็เลยเขียนโน้ตบอกลูกน้องเพื่อให้ตั้งราคาขายอัญมณีชุดนี้ครึ่งราคา แต่เนื่องจากลายมือหวัดมาก ลูกน้องจึงอ่าน “1/2 price” เป็น “x2 price” ซะงั้น… แต่น่าเหลือเชื่อมาก เพราะเมื่อเจ้าของร้านคนนี้กลับมา เจ้าอัญมณีขายยากมันก็ถูกขายออกไปหมดอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความแปลกใจจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกน้องก็เลยตอบว่า ผมตั้งราคาขายเป็นสองเท่าตามที่นายสั่ง แค่นี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

น่าคิดครับ ว่าเป็นไปได้ไง

Cialdini ให้คำอธิบายได้น่าสนใจ… เพราะลูกค้าไม่มีความรู้เรื่องอัญมณี ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อก็คือ ของแพง = ของดี ดังนั้นการลดราคาก็รังแต่จะทำให้ได้ผลที่ตรงกันข้าม แต่พอตั้งราคาแพงๆ ก็เลยขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ย้อนกลับมาพิจารณา GT200 ดูสิคับ มันใช้หลักจิตวิทยาในการชวนเชื่อเราได้อย่างแยบยลเลยทีเดียว ลองคิดดูนะครับว่า คนส่วนใหญ่คิดกันแบบนี้ไหม

  • เทคนิคระดับสูงๆ ฟังเข้าใจยาก ดูเป็นวิทยาศาสตร์สุดๆ = เทคนิคที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเวลาที่ไปค้นหาข้อมูลด้วย Google แล้ว จะเจอเอกสาร บทความเกี่ยวกับเทคนิคดังกล่าว เป็นภาษาอังกฤษยาวเหยียด เลยยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ (และแน่นอน พอเจอภาษาอังกฤษยาวๆ โดยนิสัยคนไทย ก็จะไม่อ่านกันเยอะครับ อ่านคร่าวๆ จับใจความ)
  • ของราคาแพง = ของดี (GT200 เลยขายซะล้านสี่เลย)

ครับ อธิบายด้วยหลักจิตวิทยาแล้วก็คงได้ประมาณนี้ จริงๆ ถ้าจะให้ละเอียด ยังร่ายต่อได้อีกยาวครับ แต่เดี๋ยวบล็อกผมจะยาวมากจนเกินเหตุ ขอแนะนำให้หาอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของ Yale approach ซึ่งเป็นการอธิบายถึงเทคนิคในการเปลี่ยนทัศนคติโดยการพิจารณา 4 ปัจจัย ได้แก่ ตัวข้อมูล, ตัวผู้ส่งข้อมูล, ตัวผู้รับข้อมูล และ ช่องทางการสื่อสารข้อมูล ซึ่งหากรู้จักใช้ดีๆ วางแผนการสื่อสารดีๆ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็จะเพิ่มขึ้นมากอย่างมหาศาลครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Petty, R.E. & Cacioppo, J.T. (1986). The Elaboration Likelihood Model of persuasion. New York: Academic Press.
  • Cialdini, R. B. (1993). Influence: The Psychology of Persuasion. New York: William Morrow.

ความเห็นของผมเกี่ยวกับ #GT200

ประเด็นเรื่อง GT200 ตอนนี้กำลังท็อปฮิตอยู่พอสมควร ในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันมากมาย เกี่ยวกับเรื่อง GT200 นี้ ใครที่ยังไม่คุ้นกับชื่อ GT200 ผมแนะนำให้ไปอ่านข้อมูลเพิ่มจาก http://www.gt200.org/ ก่อนครับ ผมจะไม่ขอเล่าประเด็นซ้ำ เพราะเสียเวลาพิมพ์ (ฮา) ใครสนใจร่วมออกความเห็น และติดตามข่าวสาร ก็อาจใช้ช่องทาง Twitter โดย search หา #GT200 ได้ครับ

เท่าที่จับใจความได้จากข่าวที่หลายๆ ฝ่ายให้มา เจ้า GT200 นี่เหมือนจะเป็นพี่น้องต่างมารดากับ ADE651 ที่เป็นข่าวครึกโครมในอังกฤษอยู่ตอนนี้ ว่าเป็นอุปกรณ์ลวงโลก ใช้หลักการดาวซิ่งในการตรวจจับ ไอ้การ์ดที่ว่าใช้เพื่อระบุสิ่งต้องการจะค้นหา จริงๆ ก็คือพลาสติกเคลือบลามิเนตธรรมดาๆ ที่ข้างในมีลวดนำไฟฟ้าสำหรับใช้ป้องกันคนขโมยของออกจากร้าน (ดีแฮะ ใครจะขโมยการ์ดนี้ออกจากหน่วยงานละก็รู้หมดเลย) และถ้ายิ่งดูหลักการทำงาน บวกกับองค์ประกอบของอุปกรณ์แล้วด้วยละก็ แหม มันเหมือนกับ GT200 เราดีๆ นี่เอง ทำให้ยิ่งต้องชวนคิดว่า เจ้า GT200 นี่มันลวงโลกไปกับเขาด้วยรึเปล่า

ข้อสงสัยประการหนึ่งที่สำคัญมากเกี่ยวกับการทำงานของเจ้า GT200 นี่ก็คือ เรื่องของแหล่งพลังงานของอุปกรณ์ครับ คือ ทางผู้ผลิตและผู้ขาย พยายามทำให้ไอ้อุปกรณ์ตัวนี้เป็นเหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ประเภทมิเตอร์ หรือเครื่องมือตรวจจับ แต่กลับบอกว่า แหล่งพลังงานของอุปกรณ์นี้คือ ไฟฟ้าสถิตย์ที่ได้จากร่างกายคนเรา และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์แปรผันกับสภาพร่างกายของผู้ใช้งาน (ซึ่งท่านนายกบอกว่าจะหารุ่นที่เป็นแบตเตอรี่มาใช้แทน… โธ่! ท่านครับ ดูโบรชัวร์ให้ดีๆ ซะก่อน เขาไม่ได้ทำรุ่นใช้แบตออกมาเลยครับ) ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ผมว่าแปลกครับ เพราะโดยหลักวิทยาศาสตร์และสถิติแล้ว ในเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องมือวัดเขาจะเน้นมากในส่วนของสิ่งที่เรียกว่า ความเที่ยง (Reliability) และ ความตรง (Validity)

นั่นคือ เครื่องมือที่ใช้วัด หากนำไปวัดสิ่งใดซ้ำๆ แล้ว ค่าที่วัดได้จะต้องเท่าเดิม หรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด เช่น หากเราเอาตาชั่งน้ำหนักมาชั่งน้ำหนักตัวของเรา สมมติว่าครั้งแรกชั่งได้ 75kg จากนั้นจะชั่งซ้ำๆ กี่ครั้ง มันก็ควรจะได้ 75kg แบบนี้ถึงเรียกว่ามีความเที่ยง (Reliability) ส่วนความตรงนั้นคือ อุปกรณ์หรือเครื่องมือวัดนั้นจะต้องวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้ เช่น หากเราเอาตาชั่งน้ำหนักมาชั่งน้ำหนักของเรา แล้วผลที่ได้คือน้ำหนักของเรา แบบนี้ก็คือมี ความตรง (Validity) แต่หากเราเอาตาชั่งน้ำหนักไปวัดส่วนสูง แบบนี้เรียกว่าไม่มีความตรงครับ

ดังนั้น GT200 ที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าสถิตย์นี่ ผมไม่แน่ใจเรื่องความตรง (Validity) หรอกนะครับว่าตรวจสอบได้จริงไหม แต่ผมขอตั้งข้อสงสัยเรื่องความเที่ยง (Reliability) ครับ เหตุใดผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่เห็นด้วยกับประสิทธิภาพของเจ้าเครื่องนี้ (ขอไม่เอ่ยนาม ไม่อยากถูกฟ้องหมิ่นประมาท… ฮา) ซึ่งจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก (และน่าจะมากกว่าผม) จึงไม่กังขาในเรื่องนี้เลย?

คำถามต่อมาที่ผมสงสัย (ฮั่นแน่! ความขี้สงสัยเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักวิทยาศาสตร์… อ๊ะ! นี่เราก็กำลังจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เหรอเนี่ย?) ก็คือ จริงๆ แล้ว กระแสไฟฟ้าสถิตย์ในตัวคนเราเนี่ย มันมากพอที่จะขับเคลื่อนอุปกรณ์นี่ได้ดังที่เขากล่าวอ้างหรือไม่? เรื่องนี้เล่ากันยาว…

จริงๆ แล้ว มีหลายหน่วยงานในต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน คิดว่าเราน่าจะสามารถสร้างพลังงานจากตัวมนุษย์ได้ แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2001 เห็นจะได้ และนักวิจัยชาวญี่ปุ่นของ Panasonic ก็มีแนวคิดที่จะทำแบตเตอรี่จากเลือดของมนุษย์ ซึ่งจากข้อมูลความคืบหน้า ในปี 2007 ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มทำตัวต้นแบบออกมาได้บ้างแล้ว 1 แต่ว่ากว่าจะใช้ได้จริงคงต้องรออีกพักใหญ่ๆ ครับ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากคุณสมบัติปรกติของร่างกายมนุษย์แล้ว เราจะมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายครับ ทั้งนี้กระแสไฟฟ้าดังกล่าวนั้นเป็นตัวนำคลื่นสัญญาณสั่งการทำงานจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งหากวัดแล้ว ร่างกายคนเราก็จะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าที่มีแรงดันอยู่ที่ระหว่าง 10-100 มิลลิโวลต์ออกมาได้ แต่นั่นไม่ได้มากพอที่จะทำให้หลอดไฟฉายสว่างเลยด้วยซ้ำ (หลอดไฟฉายต้องการแรงดัน 1.5 โวลต์) ไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เลยนะครับ

แต่นั่นก็คือ กระแสไฟฟ้าภายในตัวคน ยังไม่ใช่กระแสไฟฟ้าสถิตย์… แล้วกระแสไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดในร่างกายมนุษย์เรานี่ จะขับเคลื่อนอุปกรณ์ได้ไหม? หากพิจารณาเฉพาะแรงดันที่เกิดขึ้นจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์ละก็ คงจะมีคนโม้เอาว่า “ได้” แน่นอน ทั้งนี้เพราะใครที่ทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะรู้ดีครับว่า ไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกายคนเรานั้นสูงมากจนเป็นอันตรายกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด (กระบวนการนี้เรียกว่า Electrostatic Discharge หรือ ESD) ได้เลยทีเดียว แรงดันไฟฟ้าที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์นั้น เชื่อหรือไม่ว่าสูงถึง 2,000 โวลต์เลยทีเดียว! 2

ยัง! อย่าเพิ่งตกใจครับ แม้ว่าแรงดันมันจะสูงขนาดช็อตคนตายได้ แต่ก็เห็นอยู่ว่าเราไม่ตายเพราะกระแสไฟฟ้าสถิตย์ซะที ทั้งนี้เพราะว่ามันเกิดขึ้นเพียบวูบเดียว คำว่าวูบเดียวของผมนี่ หมายความว่า มันแป๊บเดียวมากเลยนะครับ ระดับนาโนวินาที(1 นาโนวินาที = 1 ส่วนในพันล้านส่วนของวินาที) เลยทีเดียว ดังนั้นแม้มันจะสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันก็จะไม่ทำอันตรายกับมนุษย์ครับ อย่างเก่งก็ทำให้เราสะดุ้งเท่านั้นเองครับ

IEC 801-2 Human Body Waveform (2kV)

ดูจากรูปข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียบชั่วครู่ กระแสไฟฟ้าจากไฟฟ้าสถิตย์ก็จะตกลงมาเหลือไม่ถึง 10% และหายไปในที่สุด ดังนั้นแม้ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะไม่ถูกย่างสดไปด้วย ESD ไปซะก่อน ก็ย่อมไม่เหลือกระแสไฟฟ้าใดๆ ให้ไปขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้วล่ะครับ

แล้วเครื่องมือวัดที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าให้การขับเคลื่อนให้ทำงาน แต่ยังสามารถทำงานอยู่ได้นี่ มันใช้อะไรเป็นแหล่งพลังงานหนอ? ผมอ่านใน Twitter มีคนแซวว่า ใช้ศรัทธา เป็นตัวให้พลังงาน (ฮา)

อ้างอิง
1. Beyond Batteries: Storing Power in a Sheet of Paper (http://news.rpi.edu/update.do?artcenterkey=2280)
2. An Investigation of Human Body Electrostatic Discharge (http://www.aecouncil.com/Papers/aec1.pdf)

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 381 other followers

%d bloggers like this: