หน้าแรก > จิตวิทยา, จิตวิทยาเชิงบวก > ความสุขคืออะไร ทำอย่างไรจึงมีสุข

ความสุขคืออะไร ทำอย่างไรจึงมีสุข

Lyubomirsky et. al. (2005) ได้ให้คำนิยามของคนที่มีความสุข (Happy individual) เอาไว้ว่า คือ บุคคลที่มีประสบการณ์ด้านอารมณ์ทางบวก เช่น ความปิติ, ความสนใจ, และ ความภาคภูมิใจ บ่อยครั้ง และมีประสบการณ์กับอารมณ์ทางลบ เช่น ความเศร้า, ความวิตกกังวล และ ความโกรธ ไม่บ่อยครั้ง

ถ้ายึดตามคำนิยามนี้แล้ว ก็หมายความว่า หากเราอยากมีความสุขละก็ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ พยายามทำตัวเองให้เกิดอารมณ์ทางบวก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ให้เิกิดอารมณ์ดีๆ มากกว่าอารมณ์ทางลบ หรืออารมณ์ไม่ดีนั่นเอง นั่นคือ หากคุณไม่สามารถหาทางอารมณ์ดีได้บ่อยๆ ครั้ง ก็พยายามอย่าให้อารมณ์เสียบ่อยครั้ง ก็เท่านั้น

โชคดีอยู่กับผู้สูงอายุครับ เพราะงานวิจัยทางจิตวิทยาได้พบว่า คนที่สูงอายุ โดยเฉพาะคนที่แต่งงานแล้ว มีความสุขมากกว่าคนทั่วๆ ไป (Mroczek & Kolarz, 1998) ทั้งนี้เชื่อว่า คนที่สูงอายุนั้น มีความสามารถในการบริหารจัดการกับอารมณ์ได้ดีกว่าคนที่อายุน้อยกว่านั่นเอง

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า คนอายุน้อยๆ จะะไม่สามารถมีความสุขได้นะครับ เพียงแต่คุณต้องทำความเข้าใจก่อนเกี่ยวกับเรื่องของความสุขครับ

สุขใครสุขมัน
โดยส่วนใหญ่แล้ว คนเราพิจารณาว่า ตนเองนั้นมีความสุขหรือไม่อย่างไร… หลายคนคิดว่า หากมีเรื่องดีๆ เิกิดขึ้นกับเรา เมื่อนั้นเราก็จะมีความสุข แต่ผมอยากให้มองลงไปลึกอีกนิดครับ ว่า ตัวเราแต่ละคนนั้น มีการตั้งเกณฑ์ในเรื่องของความสุขที่แตกต่างกันออกไป หากเรื่องดีๆ นั้น ไม่ได้ดีไปกว่าเกณฑ์ที่เราคาดหวังเอาไว้ ตัวเราก็จะไม่รู้สึกมีความสุขอย่างที่ควร

นั่นจึงไม่แปลก ที่ทำไมเรื่องบางเรื่องทำให้คนบางคนสุขล้นเสียเหลือเกิน ในขณะที่บางคนกลับไม่รู้สึกมีความสุขเลย เช่น พ่อค้าขายหมูในตลาดสดแถวบ้าน หากถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 4 ล้านบาท เขาคงดีใจอย่างสุดๆ เป็นแน่แท้ แต่หากระดับเจ้าสัวใหญ่ ที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ถูกรางวัลที่ 1 มูลค่าเท่ากัน เขาคงรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไรมากมาย

สุขนั้นไม่จีรัง
ความรู้ึสึกเป็นสุขนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากการที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาเหตุการณ์หนึ่ง กลายเป็นสิ่งเร้า ที่ทำให้ตัวเราตอบสนอง เกิดอารมณ์ทางบวก กลายเป็นความสุขขึ้นมา ร่างกายคนเรานี่แปลกครับ หากได้รับสิ่งเร้าเข้ามาแล้ว มันก็จะสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งเร้านั้นขึ้นมา โดยไม่สนใจว่าสิ่งเร้านั้นดีต่อร่างกายหรือไม่ดีต่อร่างกาย ดังนั้นเมื่อได้รับสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความสุขไปนานๆ ความสุขที่ได้รับมาก็จะค่อยๆ เสื่อมลง ถอยลงไปเองตามกาลเวลา… หากเราถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เราอาจจะมีความสุขอยู่ได้นานหลายเดือน แต่เมื่อเลยจุดสูงสุดของความสุขไปแล้ว เราก็จะกลับมารู้สึกเฉยๆ เหมือนเดิม

เชื่อหรือไม่ว่า ในปี  ค.ศ. 1978 นั้น นักจิตวิทยา (Brickman P., Coates D, & Janoff-Bulman R., 1978) ได้ศึกษาพบว่า แท้จริงแล้ว คนที่ถูำกรางวัลล็อตเตอรี่ก็ไม่ได้มีความสุขมากไปกว่าคนทั่วๆ ไปเลย ส่วนคนไ้ข้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ก็ไม่ได้ทุกข์ไปกว่าคนทั่วๆ ไปเช่นกัน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเกิดความชินกับ ความสุขที่ได้จากการถูกรางวัล หรือความทุกข์อันเกิดจากอุบัติเหตุไปในที่สุด

วัฒนธรรมต่างที่ ความสุขนี้ก็ต่างกัน
นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่น (Uchida Y., & Kitayama S., 2009) ได้ศึกษาเปรียบเทียบถึงธีมของความสุข (Happiness) และความทุกข์ (Unhappiness)  ที่แตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรม โดยเปรียบเทียบระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา

วัฒนธรรมของโลกซีกตะวันตก ทางจิตวิทยาเรียกว่าแบบ Individualism หรือ เน้นปัจเจกบุคคลเป็นสำคัญ Uchida และ Kitayama พบว่า สิ่งที่ทำให้คนในโลกซีกตะวันตกมีความสุขได้นั้น คือ ความสำเร็จของตัวบุคคล ในขณะที่วัฒนธรรมทางโลกตะวันออก (เช่น ชาวเอเชีย) นั้นจะเป็นแบบ Colletivism หรือเน้นพวกพ้องเป็นสำคัญ นั้น Uchida และ Kitayama พบว่า ความปรองดองสมานฉันท์ เป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้แก่บุคคลในวัฒนธรรมแบบ Collectivism (เลยไม่น่าแปลกใจว่า ความขัดแยกที่เกิดขึ้นทางการเมืองในปัจจุบัน และ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้คนไทยเรามีความสุขน้อยลง)

วัฒนธรรมต่างเมือง การเปลื้องทุกข์ก็ต่างไป
วิธีที่ใช้ในการแก้ไขเมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา ก็แตกต่างกันออกไปตามวัฒนธรรม อย่างในอเมริกานั้น มันมักลงเอยที่การโทษปัจจัยภายนอก การแสดงออกถึงอารมณ์โกรธ และการมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แต่ในญี่ปุ่นนั้น จะเน้นไปที่การปรับปรุงและพัฒนาตนเอง (เห็นความแตกต่างแบบนี้แล้ว ผมเลยรู้สึกแปลกใจว่า คนไทยเรานั้นมีวัฒนธรรมแบบ Collectivism แต่เวลาที่เกิดความขัดแย้งกันในสังคม เรากลับหาทางออกแบบอเมริกา ที่เป็น Individualism เรื่องมันถึงไ้ด้ไม่จบซักทีนี่เอง)

หากเข้าใจได้ถึงความหมายของความสุข ลักษณะเฉพาะตัวของความสุข และหนทางในการปลดเปลื้องทุกข์แล้ว ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะสามารถมีความสุขได้มากขึ้นกว่านี้อีกเยอะครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Brickman P.,  Coates D., & Janoff-Bulman R. (1978) Lotter Winners and Accident Victims: Is Happiness Relative? Journal of Personality and Social Psychology Vol. 36 (8) p.917-927.
  • Lyubomirsky S., King L., & Diener E. (2005) The Benefits of Frequent Possitive Affect: Does Happiness Lead to Success. Psychological Bulletin Vol. 131 (6) p.803-855.
  • Mroczek D.l K., Kolarz C. M. (1998) The Effect of Age on Positive and Negative Affect: A Development Perspective on Happiness. Journal of Personality and Social Psychology Vol. 75 (5) p.1333-1349.
  • Uchida Y., Kitayama S. (2009) Happiness and Unhappiness in East and West: Themes and Variations. Emotion Vol. 9 (4) p.441-456.
Advertisements
  1. sithichoke
    กันยายน 12, 2009 ที่ 17:28

    คนเราจะมี Adaptation level ที่จะรับรู้สัมผัส เมื่ออยู่กับมันระยะเวลาหนึ่ง มันจะกลายเป็นธรรมดา เราเรียกมันว่า Anchor
    ดังนั้นถ้าปีกลายเราถูกลอตเตอรี่ เราจะใช้เงินไปแสวงหาความสุขกับสิ้งที่เราคิดว่ามันนำมาซึ่งความรู้สึกเป้นสุข เราจะเป้นสุขจริงเพราะเราเปรียบเทียบกับ Anchor ของปีที่ผ่านมาแล้วมันได้ทุกอย่างทีเราอยากได้อยากทำ
    นานเข้าความรู้สึกตื่นเต้นเป็นสุขจะกลายเป้นธรรมดา Anchor ของเราย้ายที่มาเป็นความรู้สึกเป็นสุขหลังจากถูกลอตเตอรรี่ พอเราไม่สามารถหาสิ่งที่ทำให้ความรู้สึกเป็นสุขได้มากกว่า Anchor อันหลังนี้ ความสุขของเราจึงชืดชาไป ประมาณว่า หูฉลามวันแรกก็อร่อยมาก ถ้าได้กินทุกวันมันกลายเป็นธรรมดา หลายวันต่อมาการกินหูฉลามกลายเป็นความทุกข์ไปเสียแล้ว

  2. kafaak
    กันยายน 12, 2009 ที่ 22:20

    ขอบคุณสำหรับ comment ครับอาจารย์ ช่วยเสริมสิ่งที่ผมตกหล่นไปได้พอดีทีเดียว
    เป็นอย่างที่อาจารย์พูดครับ ความสุขที่มากเกินพอดี บางครั้งกลับเป็นโทษ คือ ทำให้สิ่งที่เป็นความสุขน้อยกว่านั้น กลายเป็นทุกข์ถนัด

    ถ้าจะให้ยกตัวอย่างใกล้เคียงกับชีวิตการทำงาน ก็เห็นจะเป็น หากเราได้ขึ้นเงินเดือนจำนวนมากๆ หรือได้โบนัสเยอะๆ ทุกปี แล้วอยู่มาปีหนึ่ง กลับได้น้อยลงกว่าเดิม แทนที่เราจะมีความสุขกับการได้ขึ้นเงินเดือน หรือได้โบนัส มันกลับทำให้เราทุกข์… ทุกข์เพราะได้น้อยกว่าเขา, ทุกข์เพราะได้ไม่เท่าเก่า ดีไม่ดี อาจจะคิดว่า ตัวเองทำอะไรผิดหนอ จึงทำให้ปีนี้ได้น้อยกว่าปีก่อนๆ (หรือได้น้อยกว่าคนอื่น)

  3. ธันวาคม 28, 2010 ที่ 09:57

    The bitterest thing in our today’s sorrow
    is the memory of yesterday’s joy.

    (Kahlil Gibran)

    สิ่งที่ขมขื่นที่สุดในความเศร้าสลดของเราวันนี้
    คือความทรงจำถึงความปราโมทย์เมื่อวันวานของเรา

    ระวี ภาวิไล(ถอดความ)

    • นายกาฝาก
      ธันวาคม 28, 2010 ที่ 10:00

      ขอบคุณครับ… เป็นข้อความที่ดีมากเลย

  4. น้ำ (คนขี้เหงา)
    ธันวาคม 29, 2010 ที่ 15:21

    เป็นข้อความที่ดีมากเลยค่ะอีกทั้งยังให้ความรู้มากมาย…ขอบคุณมากค่ะ

  5. กุมภาพันธ์ 7, 2011 ที่ 16:36

    เป็นข้อความที่ดีมากเลยคะ
    อ่านข้อความนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นค่ะ
    ขอบคุณมากค่ะ

  6. NuBo
    กุมภาพันธ์ 26, 2011 ที่ 10:54

    ขอบคุณมากๆสำหรับบทความดีๆคะ รู้สึกดีมากๆหลังจากที่เจอเรื่องร้ายๆ แย่ๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้วคะ

    ขอบคุณมากคะ

  7. preeyanun
    ตุลาคม 1, 2011 ที่ 20:09

    รู้ให้เท่าทันอารมณ์ แล้วฝึกกำหนดจิตให้ได้ ก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะมีความสุข หรือ ทุกข์ ( ไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรม ..เคยได้ยินมา ..เมื่อได้มีโอกาสผ่านความทุกข์มหันต์ มาแล้ว มักจะทำอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้อย่างง่ายดาย …. ความคิด ความเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก มีผลมาจากการเชื่่อมโยงประสบการณ์เดิม และประสบการณ์ใหม่่ จริง จริง )

  1. พฤศจิกายน 10, 2010 ที่ 16:06

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: