หน้าแรก > จิตวิทยา > คิดอย่างไร จึงได้ตัดสินใจกันผิดๆ? ภาคต้น

คิดอย่างไร จึงได้ตัดสินใจกันผิดๆ? ภาคต้น

กระบวนการตัดสินใจ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างจากสัตว์ ทั้งนี้เพราะว่า คนเรามีความสามารถที่จะคาดการณ์ถึงผลที่ตามมาของการกระทำของตนได้ ดังนั้นเมื่อคนเราได้รับสิ่งเรา (Stimuli) เราจึงสามารถเลือกได้ว่าจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าดังกล่าวหรือไม่ ผิดกับสัตว์ที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าดังกล่าวในทันที จึงมีคำกล่าวที่ว่า คนเรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุมีผล (Rational being)

เชื่อกันว่า หากคนเราตัดสินใจโดยเลือกพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ และมีความเป็นปรนัย (Objective) สูง กล่าวคือ พิจารณาผลดีและผลเสียอย่างถ้วนถี่ และให้น้ำหนักแก่ผลดีและผลเสียอย่างเป็นธรรมแล้วละก็ เราจะไม่มีทางตัดสินใจอะไรผิดพลาดได้เลย

แต่เอาเข้าจริง ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจขึ้นมา เราก็มักจะตัดสินใจผิดกันอยู่บ่อยๆ มันเป็นเพราะอะไรกันล่ะ? ผมไม่ได้หมายถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคุณอย่างลำเอียง อย่างเช่น เงินสินบน หรือ การข่มขู่นะครับ ผมกำลังหมายถึง ปัจจัยที่เกิดจากตัวคุณเองล้วนๆ

จอห์น แฮมมอนด์, ราล์ฟ คีนเน่ย์ และ โฮวาร์ด เรฟฟา ได้พูดถึงกับดักทางจิตใจที่ส่งผลทำให้คนเราตัดสินใจกันอย่างผิดพลาดเอาไว้ใน Harvard Business Review ที่ชื่อว่า Hidden Traps in Decision Making พวกเขาได้นำเสนอเอาไว้ด้วยกัน 8 กับดัก ได้แก่

The Anchoring Trap (ยึดติดกับข้อมูล)
คำว่า anchor แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ที่ยึดติด หรือที่ยึดเหนี่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะของกับดักนี้เลยว่า การตัดสินใจที่ผิดพลาดนั้น เกิดขึ้นเพราะว่าคนเราเกิดไปยึดติดกับข้อมูลบางอย่าง จนทำให้การประเมินสถานการณ์หรือการประเมินคุณค่าของข้อมูลนั้นผิดไป ที่เห็นได้ชัด ก็อย่างเช่น เมื่อเราไปซื้อของจากพ่อค้าแม่ค้าในคลองถม พอเราถามว่าของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ ราคาที่พ่อค้าหรือแม่ค้าคนนั้นตอบกลับมา ก็จะกลายเป็นเหมือนกับ anchor สำหรับตัวเรา เวลาที่เราจะต่อราคาต่อไป เช่น โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะต่อราคาโดยลดลงจากราคาเดิมของสินค้าประมาณ 10-20% และคิดว่าหากสามารถต่อราคาลดลงไปได้ถึง 30% ก็ถือว่าเราได้ของถูกแล้ว ดังนั้น หากพ่อค้าหรือแม่ค้านั้นบอกเราว่า ของชิ้นนี้มีราคา 200 บาท เราก็มักจะต่อราคาลงไปอยู่ที่ประมาณ 160-180 บาท และหากเขายอมลดให้เราเหลือซัก 140 บาท เราก็มักจะตกลงซื้อไปในทันที พร้อมกับกระหยิ่มคิดในใจว่า “เราได้ของถูกแล้ว อิอิ” แต่ในขณะเดียวกันนั้น พ่อค้าหรือแม่ค้าคนนั้นอาจคิดว่า “ไอ้โง่! ของชิ้นนี้ชั้นรับมาแค่ 50 บาทเอง กำไรเหนาะๆ”

The Status Quo Trap (แบบเดิมๆ ก็ดีอยู่แล้ว… ไม่ใช่เหรอ?)
เชื่อหรือไม่ว่าคนเราทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัวอยู่ส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า Comfort zone หรือ บริเวณที่อยู่แล้วรู้สึกสบาย และคนเรานั้นก็ไม่ค่อยอยากออกไปนอก Comfort zone นี้ซักเท่าไหร่ บริเวณดังกล่าวคือสิ่งเดิมๆ สิ่งที่คนเราคุ้นเคย คนเราหากได้อยู่กับอะไรที่คุ้นเคยจะรู้สึกสบายครับ ไม่ต้องมาเครียด มาเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา ดังนั้น หากเมื่อต้องตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เราต้องออกจาก Comfort zone ของเรา เราก็มักจะไม่ทำ หรือไม่ก็บอกกับตัวเองว่าจะรับไว้พิจารณา (เป็นการต้อนรับขับสู้เอาไว้ก่อน แต่ถึงเวลาจริงๆ คำตอบก็คือ “ไม่” อยู่ดี) เช่น การที่เราเคยชินกับการใช้งาน Microsoft Word 2003 ทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนไปใช้ Microsoft Word 2007 ที่มีหน้าตาของโปรแกรมที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่ Microsoft Word 2007 มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีกว่าเวอร์ชัน 2003 อย่างมาก เป็นต้น

ขอขยายความอีกนิด เพราะเชื่อว่าในที่นี้ หลายท่านคงจะเถียงผมว่า คุณสมบัติที่ใช้อยู่นั้นแค่ Microsoft Word 2003 ก็สามารถตอบสนองได้หมดแล้ว เวอร์ชัน 2007 เป็นเหมือนกับการขี่ช้างจับตั๊กแตน แต่หากเราพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้ว สุดท้ายการพัฒนาโปรแกรมก็จะก้าวไปในทางที่ไปข้างหน้ามากขึ้น และทาง Microsoft เองก็สรุป(เอาเอง)แล้วว่า ส่วนติดต่อผู้ใช้งานแบบ Ribbon (ซึ่งก็คือหน้าเมนูประหลาดๆ ที่ผู้ใช้ Microsoft Office 2003 ไม่ถนัดอย่างยิ่ง) เป็นรูปแบบที่เหมาะสมมาก (และผมก็คิดว่าอีกหลายๆ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์อีกหลายๆ ค่ายก็คิดเช่นนั้น โดยดูได้จากหลายๆ โปรแกรมเริ่มออกมาในหน้าตา Ribbon ดังกล่าวมากขึ้น)

ribbon_menu_word

เมนูแบบ Ribbon ใน Microsoft Word 2007

The Sunk Cost Trap (ต้นทุนจม)
กับดักนี้ ใครเรียนเศรษฐศาสตร์มาน่าจะรู้จักกันดีครับ ผมชอบเรียกมันว่า “ต้นทุนจม” คือ เมื่อเราได้ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างลงไปแล้ว ก็คือเราได้ลงทุนไปแล้ว แต่ปรากฏว่าต่อมาเราพบว่า สิ่งที่ได้ทำลงไปนั้นไม่ดี ไม่สำเร็จ ไม่เป็นผล แต่ด้วยความเสียดายในสิ่งที่ได้ลงทุนลงแรงลงไป ทำให้เราคิดสู้ต่อไปทั้งๆ ที่มันมีแต่จะเจ๊งกับเจ๊ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างมากที่สุด ก็คือในบ่อนการพนันครับ นักเล่นพนันที่เล่นเสียแล้ว จริงๆ ก็น่าจะรู้ดีว่าเล่นยังไงก็มีแต่เสีย (อย่างที่เขาบอกนั่นแหละ การพนันไม่ทำให้ใครรวย) แต่เอาเข้าจริงๆ สุดท้ายความคิดเดียวที่โผล่มาในสมองของพวกเขาก็คือ “ตาหน้าต้องเอาทุนคืนมาให้ได้” แต่ไอ้ความคิดเพียงแค่จะเอาทุนคืนนี่แหละครับ ที่ทำให้นักพนันต้องเสียหนักกว่าเดิมตั้งไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่

หลายท่านอาจแย้งว่า แล้วจะให้ล้มเลิกความพยายาม หลังจากที่ล้มเหลวเลยงั้นหรือ? มีตัวอย่างให้เห็นอยู่บ่อยไป ในหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จ ที่ไม่ว่าเขาจะล้มลงมากน้อยเพียงใด ก็สามารถมานะบากบั่นจนประสบความสำเร็จได้ ก็มีให้เห็นอยู่มากไม่ใช่หรือ?

ผมอยากขอให้แยกแยะให้ชัดเจนก่อนนะครับว่า กิจกรรมหรือการตัดสินใจใดที่ถูกมองว่าเป็น “ต้นทุนจม” หรือ Sunk cost นั้น จะต้องเป็นอะไรที่มันหมดหวังแล้ว ไม่เหลือความหวังใดๆ คนภายนอกมองดูยังไงๆ ก็รู้ว่าพยายามต่อไปยังไงๆ ก็ไม่รอดแน่ เหมือนอย่างกรณีของการพนันยังไงล่ะครับ แต่สำหรับบุคคลทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่เคยย่อท้อต่อความล้มเหลวเหล่านั้น ไอ้กิจกรรมที่เขาทำอยู่ มันไม่ได้เข้าข่าย “ต้นทุนจม” นะครับ เพราะว่า ตัวเขาเองนั้น มองเห็นความหวัง (Hope) ซึ่งประกอบไปด้วย Will power คือ แรงใจที่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่หวังให้ได้ และ Way power คือ การที่มองเห็นแนวทาง กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่เขาได้หวังเอาไว้

กิจกรรมอย่างการเล่นการพนัน แม้เราจะมี Will power ว่า เราจะต้องเอาทุนคืนให้ได้เป็นแม่นมั่น แต่เรากลับมองไม่เห็น Way power ใดๆ เลย เพราะเราไม่สามารถควบคุมไพ่ที่เราจะได้รับแจกมาจากเจ้ามือได้ และหากคุณเชื่อเรื่องดวงละก็ คุณก็คงรู้ดีว่าเราไม่สามารถควบคุมดวงได้ จริงไหมครับ แบบนี้จึงสรุปได้ว่า การเล่นการพนันนั้นเป็นกิจกรรมที่ Hopeless หรือ สิ้นหวัง ครับ

The Confirming-Evidence Trap (ยืนยันว่าความคิดชั้นน่ะถูกแล้ว)
อันนี้เป็นกับดักทางจิตใจอันเกิดจากการที่ มนุษย์ทุกคนอยากดูดีในสายตาคนอื่นๆ ดังนั้นเมื่อมีการตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว ก็ไม่อยากถูกคนอื่นมองว่าตัวเองตัดสินใจผิด และที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่อยากมองตัวเองว่าตัดสินใจผิดลงไป ดังนั้น เมื่อได้ตัดสินใจอะไรลงไปแล้ว เราก็มักจะมองหาหลักฐาน หรือข้อมูลอะไรก็ตาม ที่จะมายืนยันให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราได้ตัดสินใจลงไปหรือทำลงไปนั้น เป็นอะไรที่สมเหตุสมผล ถูกต้องดีอยู่แล้ว การมองหาหลักฐานหรือข้อมูลสนับสนุนดังกล่าว อาจอยู่ในรูปของการหาข้อมูลจากเอกสาร หรือจากตัวบุคคล ที่เรามั่นใจว่าจะช่วยยืนยันให้เราอย่างหนักแน่นว่าสิ่งที่เราได้ตัดสินใจลงไปหรือทำลงไปนั้นถูกต้อง และในขณะเดียวกัน เราก็มักจะเลือกรับรู้ข้อมูลต่างๆ ที่เข้ามาหาเรา ในเชิงที่จะทำให้เราหมดความมั่นใจ หรือทำให้เราเชื่อว่าการตัดสินใจของเรานั้นผิด และเชื่อไหมล่ะครับว่า หากเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงไม่รับข้อมูลดังกล่าวได้ เราก็เลือกที่จะ Discredit หรือทำลายความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว ด้วยประโยคง่ายๆ ว่า ข้อมูลดังกล่าวนั้นไม่เที่ยงตรง หรือข้อมูลดังกล่าวนั้นไม่น่าเชื่อถือ เกิดจากความลำเอียงของผู้ให้ข้อมูล… ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่น คนที่ซื้อ BlackBerry หรือ iPhone 3GS มา ด้วยราคาสองหมื่นกว่าบาท ทำให้เมื่อเราซื้อมาแล้ว เราต้องพยายามทำให้เรารู้สึกว่าการตัดสินใจของเราถูกต้อง เราก็มักจะเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมจากในเว็บบอร์ดมือถือ และเลือกอ่านเฉพาะคนที่เอ่ยชม BlackBerry หรือ iPhone มากกว่าที่จะไปอ่านกระทู้ของคนที่มีปัญหากับ BlackBerry หรือ iPhone บางครั้งเราอาจถึงกับไปตั้งกระทู้เพื่อบอกเล่าประสบการณ์ดีๆ ที่เราได้จาก BlackBerry และ iPhone ด้วยซ้ำ

ใน Confirming-evidence trap เราจะเลือกอ่านเฉพาะ review ด้านดีๆ ในวงเล็บสีแดงเท่านั้น

ใน Confirming-evidence trap เราจะเลือกอ่านเฉพาะ review ด้านดีๆ ในวงเล็บสีแดงเท่านั้น (ที่มา: http://www.siampod.com/wp/2009/06/22/first-preview-iphone3g-s/)

The Framing Trap (มุมมองที่แตกต่าง… การตัดสินใจที่แตกต่าง)
มันก็เหมือนกับการที่เรามองเห็นน้ำครึ่งแก้วเป็น น้ำเหลือครึ่งแก้ว หรือ มีน้ำตั้งครึ่งแก้ว นั่นแหละครับ บางครั้งเพียงแค่เปลี่ยนมุมมองในการมองเรื่องที่เราจะต้องตัดสินใจ ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างมหาศาลแล้ว กับดักทางจิตใจแบบนี้ เกิดได้ 2 แบบย่อยๆ ครับ คือ

1. Frames as Gains vs. Losses (งานนี้ได้หรือเสีย?) คือ มองว่าเรื่องที่เราต้องตัดสินใจนั้น เราจะได้หรือเราจะเสียผลประโยชน์? เชื่อไหมว่า คนเรานั้นไม่ค่อยคิดอะไรมากกับเรื่องการได้ผลประโยชน์ นั่นคือ ยิ่งได้ยิ่งดี ได้นิดหน่อยก็ดี ได้เยอะๆ ยิ่งดี… แต่ในทางตรงกันข้าม คนเรากลับไม่ยอมเสียผลประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ในทุกๆ การตัดสินใจ เรามักจะติดนิสัยที่เรียกว่า Loss aversion หรือ หลีกเลี่ยงการสูญเสีย ครับ มีงานวิจัยทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มแรก ทำการประเมินราคาของแก้วใบหนึ่ง สมมติว่าเขาประเมินไว้ที่ 3 เหรียญสหรัฐ จากนั้นผู้ทดลองก็ไปหาผู้เข้าร่วมการทดลองอีกกลุ่ม คราวนี้เขาก็เอาแก้วดังกล่าว ยกให้กับผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มนี้ (ยกให้ฟรีๆ เลย เอากลับบ้านได้เลยนะ) จากนั้นก็ถามว่า หากมีคนจะซื้อแก้วใบนี้ต่อจากคุณ คุณจะขายในราคาเท่าไหร่… จากแก้วที่ถูกประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ 3 เหรียญ กลับกลายเป็นว่าพอได้เป็นเจ้าของแก้วแล้ว และจะขาย ราคาของมันกลับพุ่งไปถึง 2 เท่าเลยทีเดียว

2. Framing with Different Reference Points (จุดยืนที่แตกต่างกัน ย่อมมองเห็นเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน) ถ้าจะยกตัวอย่างให้ง่าย ก็ลองสมมติตัวเองว่าเป็นพนักงานรายวันของโรงงานแห่งหนึ่ง ที่มีรายได้เพียงวันละ 205 บาท แล้วอยู่มาวันหนึ่ง กระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน 500 บาทในนั้นหล่นหาย ความรู้สึกก็คงจะสุดเซ็งใช่ไหมครับ แต่หากคุณลองสมมติตัวเองใหม่เป็นนักธุรกิจพันล้าน มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 5 ล้านบาท แล้วคุณทำกระเป๋าสตางค์ที่มีเงิน 500 บาทหล่นหายไป คุณคงจะรู้สึกเฉยๆ นึกว่าฟาดเคราะห์ไป เผื่อได้ลาภก้อนโตในวันพรุ่งนี้ เป็นต้น

The Overconfidence Trap (พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋าเกินไป)
ความมั่นใจที่มากเกินไป ก็มักจะบดบังทัศนวิสัยในการตัดสินใจของเราได้ บางครั้งเรื่องที่ต้องตัดสินใจมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงหรืออาจต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลยาวนาน แต่ด้วยความมั่นใจที่มีมากเกินไป อาจทำให้เราผลีผลามตัดสินใจโดยไม่ไตร่ตรองข้อมูลให้ถ้วนถี่ก่อนก็ได้ และที่สำคัญก็คือ ความมั่นใจเกินร้อยที่พกมาเต็มกระเป๋านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะว่าเรามีความชำนิชำนาญในเรื่องที่เราจะตัดสินใจด้วยซ้ำ บางครั้งเรากลับพบว่า คนเรากล้าที่จะตัดสินใจในเรื่องบางเรื่องอย่างมั่นใจ(จนเกินเหตุ) ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้นๆ เลย แต่อาจเป็นเพราะ จากประสบการณ์ของเขา เขาตัดสินใจเรื่องต่างๆ ยังไม่เคยผิดพลาดมาก่อน (ก็เลยเหมาเอาว่างานนี้ก็ไม่น่าพลาด)

The Prudence Trap (เผื่อเหนียวไว้หน่อยดีกว่า… ไม่ดีมั้ง!)
การเป็นคนระแวดระวังในทุกฝีก้าว ย่อมส่งผลให้การตัดสินใจของเราผิดพลาดน้อยที่สุด แต่ทุกอย่างมีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์เช่นกัน การที่ถ้วนถี่จนเกินเหตุ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ การระวังอย่างมากจนเกินพอดี เพียงเพื่อให้ “ชัวร์ไว้ก่อน” อาจส่งผลเสียหายอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคิดเผื่อไปถึง กรณีที่เกิดเหตุเลวร้ายที่สุด (Worst case scenario) เช่น เมื่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้รับยอดสั่งซื้อรถจำนวน 10,000 คันเข้ามา แต่ฝ่ายขายเล็งเห็นว่าปีที่ผ่านมานั้น ยอดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนเกินยอดผลิต เพื่อเป็นการกันไว้ก่อน จะได้ไม่พลาดโอกาสขาย จึงเปิดยอดผลิตไปเป็น 15,000 คัน โดยคิดว่า ยังไงๆ เสีย ด้วยความสามารถของฝ่ายขายมืออาชีพ ก็ต้องขายหมดแน่นอน แต่พอยอดสั่งผลิตมาถึงฝ่ายวางแผนการผลิต ฝ่ายวางแผนการผลิตก็คิดว่า ปรกติฝ่ายผลิตมักมีปัญหาจุกจิกกวนใจเยอะ หากจะให้ชัวร์ว่าผลิตได้ทันความต้องการยอดขายแน่ๆ จะต้องเพิ่มเผื่อเหนียวซัก 2,500 คัน ก็เลยเปิดใบสั่งผลิตไปให้ฝ่ายผลิตเป็น 17,500 คัน แทน แล้วพอถึงฝ่ายผลิต ด้วยเหตุว่าเคยมีประสบการณ์โดนฝ่ายขายตามทวงสินค้ายิกๆ ก็เลยผลิตเผื่อไปอีก 2,500 คัน กลายเป็นว่า ยอดสั่งซื้อ 10,000 คัน กลายมาเป็นยอดผลิต 20,000 คันไปซะแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะ กังวลกันจนเกินเหตุ เผื่อเหนียวกันจนเกินพอดีไปนั่นเอง

The Recallability Trap (ความจำเป็นเหตุ)
อีกกับดักหนึ่งที่ผู้ผลิตมักนำไปใช้หาประโยชน์จากผู้ซื้อบ่อยๆ ก็คือ Recallabiliy trap นี่แหละครับ การตัดสินใจอะไรบางอย่างนั้น เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังงานทางความคิดอย่างมาก ทั้งนี้เพราะว่าเราจะต้องทำการประมวลผลข้อมูลถึงทางเลือกต่างๆ ที่เรามีอยู่ทั้งหมด จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกันตัวต่อตัว เพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุดออกมา แต่บ่อยครั้งที่คนเราไม่สามารถทำตามกระบวนการดังกล่าวได้ตลอดรอดฝั่ง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ไม่มีความสามารถหรือแรงจูงใจที่มากพอที่จะประมวลผลตัวเลือกทั้งหมด ตัวเลือกอาจจะเยอะมากเกินไปจนไม่สามารถประเมินได้ทั้งหมด หรือเราอาจจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกภายใต้เวลาที่จำกัดอย่างมาก… ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องเลือกสั่งอาหารสำหรับเมนูอาหารกลางวันวันนี้ แม่ครัวก็กำลังรอรายการสั่งของคุณอยู่ แต่คุณอาจกำลังมองสาวขาวสวยที่กำลังเดินมา ทำให้คุณไม่มีกะจิตกะใจจะตัดสินใจว่าจะทานอะไรเป็นมื้อกลางวันดี หรือคุณอาจมีประชุมในอีก 15 นาทีข้างหน้า ทำให้คุณไม่สามารถอ้อยอิ่งดูรายการอาหารแล้วค่อยๆ เลือกได้… เมื่อเป็นเช่นนี้ รายการอาหารแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของคุณ จึงมักเป็นสิ่งที่คุณจะเลือกสั่งออกไป (ซึ่งมันมักจะเป็นอาหารสิ้นคิดที่คุณทานอยู่บ่อยๆ เช่น ข้าวผัดกระเพราะหมูสับไข่ดาว, ข้าวไข่เจียวหมูสับ, ผัดคะน้าหมูกรอบราดข้าว เป็นต้น) การที่คุณเลือกสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวนี่แหละครับ เป็นทางออกที่ช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว และไม่ใช้ทรัพยากรในกระบวนการความคิดของคุณมาก… ทว่า หากคุณได้มีเวลาคิดสักนิด คุณอาจเลือกทางเลือกที่ดีกว่าที่คุณเลือกไปในตอนแรกได้นะครับ

ยังไม่จบครับ ยังไม่จบ ยังมีต่อตอนหน้าอีกนิดหนึ่ง

(ติดตามตอนต่อไป)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Advertisements
หมวดหมู่:จิตวิทยา
  1. สิงหาคม 20, 2010 ที่ 17:30

    เคยแต่คิดมากในการเลือกอาหารจนสุดท้ายก็เอากระเพรา+ไข่ดาว, หมูกะเทียม เหตุผลง่ายๆข้อเดียวที่สนับสนุนการสั่งคือ อร่อยสุด เหมาะสม และไม่รู้สึกเบื่อ ชอบด้วยซ้ำ (ถึงแม้จะกินมาตลอดชีวิต)

    เคยยืนคิดเมนูอาหารหน้าร้านอยู่ราวๆ 5 นาทีเพื่อตัดสินใจเลือกอาหารเมนูแรก เพราะคิดว่าตัวเลือกอื่นยังไม่มีคุณค่าเพียงพอเข้ามาทดแทน 😀

  2. สิงหาคม 20, 2010 ที่ 17:39

    อีกทีครับ แล้วภาคอื่นๆ ไม่มีแล้วใช่ไหมครับ เหมือนจะครบปีแล้ว 😛

    • นายกาฝาก
      สิงหาคม 20, 2010 ที่ 22:07

      โอ้! ไม่คิดว่าจะมีคนตามอ่านแล้ว ผมก็เลยลืมเขียนตอนใหม่ไปเลยครับ

      • สิงหาคม 20, 2010 ที่ 22:53

        ตอนหลงเข้ามาก็จำทางมาไม่ได้ซะแล้ว รู้แต่ว่ามาทางเว็บบล็อกแนวไอที 😀

        ผมชอบอ่านแนวจิตวิทยา เห็นแล้วต้องกดอ่าน 🙂
        แต่จิตวิทยายากๆ ประเภททฤษฎีมาเต็มนั่นผมเข้าไม่ถึงครับ แล้วอย่างที่เห็นเขียนๆอยู่ก็หาอ่านยากอยู่เหมือนกัน T T

        😀

      • นายกาฝาก
        สิงหาคม 21, 2010 ที่ 19:49

        ช่วงนั้นผมชอบเขียนแนววิชาการครับ 555

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: