หน้าแรก > คอมพิวเตอร์ > It’s backup time! สำรองไฟล์ไว้ ก่อนสายเกินแก้! (ตอนที่ 1)

It’s backup time! สำรองไฟล์ไว้ ก่อนสายเกินแก้! (ตอนที่ 1)

ด้วยความที่ว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการ Search engine อย่าง Google มีจำนวน Server อยู่มาก และแน่นอนว่ามีข้อมูลอยู่เยอะมากด้วย (ทั้งนี้เพราะคุณพี่เขาให้บริการทั้ง Picasa, Gmail, Google Docs ฯลฯ ที่ต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลเยอะๆ ทั้งนั้น) จึงทำให้ Google มีศักยภาพในการทำการวิจัยที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ แนวโน้มการเสียของฮาร์ดดิสก์ ครับ งานวิจัยฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่น่าตกใจอย่างหนึ่งครับ นั่นคือ แม้ว่าโอกาสเสียของฮาร์ดดิสก์จะสูงขึ้นตามอายุการใช้งาน (อายุงาน 3 ปี จะเสียมากกว่า 8%) แต่เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ที่ฮาร์ดดิสก์อายุงาน 3 เดือน และ 6 เดือน กลับมีอัตราการเสียสูงถึง 3% และ 1.7% ตามลำดับ!

อัตราเสียของฮาร์ดดิสก์สูงขึ้นตามระยะเวลาหลังจาก 1 ปีผ่านไป แต่ช่วง 6 เดือนแรกก็มีอัตราการเสียที่น่าตกใจเช่นกัน

อัตราเสียของฮาร์ดดิสก์สูงขึ้นตามระยะเวลาหลังจาก 1 ปีผ่านไป แต่ช่วง 6 เดือนแรกก็มีอัตราการเสียที่น่าตกใจเช่นกัน

ในฐานะที่ทำงานด้าน IT มาระยะหนึ่ง และเป็นที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ให้เพื่อนๆ หลายคน บ่อยครั้งที่ผมจะเจอปัญหาฮาร์ดดิสก์เจ๊ง ไม่สามารถบูตเครื่องเข้าระบบปฏิบัติการได้ และเพื่อนๆ ก็ต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้ อยากให้หาทางกู้ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์กลับมา ผมจึงอยากเขียนบล็อกไว้ซักซีรี่ส์นึง ที่จะกล่าวถึงการป้องกันข้อมูลสูญหาย (ผมอยากเขียนเรื่องนี้มากกว่าการกู้ข้อมูลอีก เพราะว่าหากข้อมูลสูญหายแล้ว โอกาสกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้ มันก็ริบหรี่ๆ เหลือเกิน… ถ้าจะให้กู้ได้ชัวร์ๆ ก็คงต้องไปเข้าศูนย์รับกู้ข้อมูลโดยเฉพาะ ซึ่งราคาแพงใช่หยอก… แต่ถ้าคุณมีข้อมูลที่สำคัญชนิดประเมินค่าไม่ได้เลย และพร้อมยอมจ่ายเพื่อให้ได้มันคืนมา ก็ลองใช้บริการที่ IDR Lab ดูนะครับ เป็นศูนย์บริการของคนไทยเราเอง)

การสำรองข้อมูลแบบดั้งเดิม (Traditional backup strategy)

ในแบบดั้งเดิมนั้น ก็เป็นแค่การทำสำเนาไฟล์ที่เราอยากเก็บเอาไว้เฉยๆ บางคนก็จะเลือกที่จะแบ่งพาร์ติชั่น (Partition) ของฮาร์ดดิสก์ออกเป็นหลายๆ พาร์ติชั่น เช่น C:, D:, E: เป็นต้น แล้วเวลาสำรองข้อมูล ก็จะ copy ไฟล์จาก D: ไปไว้ที่ E: ด้วย วิธีนี้ ช่วยป้องกันปัญหากรณีเผลอลบไฟล์ได้ในระดับหนึ่งครับ แต่ก็มีปัญหาได้หากฮาร์ดดิสก์เจ๊งทั้งลูก เพราะไม่ว่าจะ C:, D: หรือ E: ต่างก็อยู่บนฮาร์ดดิสก์ลูกเดียวกัน

แบบที่พัฒนาขึ้นมาหน่อย เขาก็จะทำสำเนาไฟล์เอาไว้ที่ฮาร์ดดิสก์อีกลูกเลย ทีนี้ก็ตัดปัญหาไปได้ว่าฮาร์ดดิสก์เจ๊งแล้ว ไฟล์สำรองก็เจ๊งตาม บางคนก็เลือกที่จะเขียนไฟล์เก็บไว้ลงสื่อบันทึกข้อมูลอย่าง CD หรือ DVD หรือใครทุนหนาหน่อยก็ลง BRD (Bluray Disc) ไปเลย แต่วิธีการเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดอยู่พอสมควรครับ นั่นคือ

  • การสำเนาไฟล์ ต้องทำด้วยตนเอง แต่บางไฟล์มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง หากลืมสำเนาไว้ทุกครั้ง เวลาที่ไฟล์สูญหายไป ข้อมูลที่กู้กลับมาก็มักจะไม่ทันสมัย… วิธีนี้ปัจจุบันสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยโปรแกรม Sync ต่างๆ เช่น Allway Sync หรือ SyncToy ของ Microsoft ครับ ซึ่งโปรแกรมพวกนี้เป็นฟรีแวร์ สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ
  • การบันทึกข้อมูลลงแผ่น CD/DVD/BRD ก็สิ้นเปลือง เพราะต้องใช้บ่อยๆ บางคนใช้แบบ RW คือ นำกลับมาเขียนใหม่ได้ แต่ก็มีปัญหาเรื่องของความจุอีก เพราะปัจจุบันฮาร์ดดิสก์มีขนาดใหญ่มาก สื่อบันทึกพวกนี้เก็บไว้ได้ไม่หมด ที่สำคัญคือ สื่อบันทึกพวกนี้ก็มีอายุของมันนะครับ เก็บไว้แม้จะไม่ได้ใช้ แต่นานๆ เข้าก็อาจเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเปิดเรียกข้อมูลได้ก็มี… ที่สำคัญที่สุดคือ นึกว่าสำรองข้อมูลลงแผ่นบันทึกเหล่านี้แล้ว มันจะอยู่กับเราไปตลอดไม่สูญหายไปไหน ก็เลยลบไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ซะ… พึงระลึกเอาไว้เสมอว่า หากคุณไม่มีไฟล์เดียวกันไว้ 2 ชุดละก็ นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณมีไฟล์สำรองเลย… เพราะไฟล์เดียวที่คุณมีนั่นแหละ คือ ไฟล์ต้นฉบับ!

พวกที่มีเงินหน่อย ก็จะมีวิธีสำรองข้อมูลที่แตกต่างไปอีกนิดหนึ่งครับ ที่เห็นได้ชัดๆ ก็เห็นจะเป็น

  • การทำ RAID (Redundant Array of Inexpensive Disk) ซึ่งก็มีหลากหลายรูปแบบมาก แต่ที่เห็นบ่อยๆ ก็เห็นจะเป็น
    • RAID 1 คือ เวลาเขียนไฟล์ใดๆ ลงฮาร์ดดิสก์ ก็จะเขียนลงทั้งสองลูกพร้อมๆ กัน (นั่นคือ ฮาร์ดดิสก์ลูกหนึ่งจะทำหน้าที่เป็น Master ในขณะที่อีกลูกนั้นจะเป็น Mirror) RAID ประเภทนี้จะสามารถป้องกันการสูญหายของข้อมูลในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ลูกใดลูกหนึ่งเสียหายได้ เวลาจะกู้ข้อมูลกลับมาใช้ก็ง่ายมาก เพียงแค่ถอดฮาร์ดดิสก์ลูกที่เสียออก แล้วใส่ลูก Mirror เข้าไปแทนที่ ก็พร้อมใช้งานแล้ว… อย่างไรก็ดี หากเกิดปัญหาไวรัส หรือ ไฟไหม้ RAID แบบนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ครับ… และหากเกิดซวยจริงๆ ไฟฟ้าลัดวงจร ฮาร์ดดิสก์พังทั้งสองลูก ก็มีความเป็นไปได้อยู่… ที่สำคัญก็คื ประสิทธิภาพการทำงานลดลงกึ่งหนึ่ง เพราะเวลาเขียนข้อมูล ต้องเขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ 2 ลูกพร้อมๆ กัน จึงมีคนพัฒนาเป็น RAID0+1 คือ ใช้ฮาร์ดดิสก์ 4 ลูกในการเก็บข้อมูล โดยใช้ 2 ลูกต่อพ่วงกันด้วย RAID0 แล้วใช้อีก 2 ลูกมาทำ RAID1 เพื่อสำรองข้อมูล แบบนี้ก็จะไม่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง แต่เปลืองฮาร์ดดิสก์สุดๆ ครับ
    • RAID5 แบบนี้เป็นที่นิยมมากกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องหาฮาร์ดดิสก์มาอีกชุดหนึ่งเพื่อสำรองข้อมูล แต่ระบบนี้จะใช้วิธีการเขียนข้อมูลบางส่วนที่จะใช้ในการกู้ข้อมูลฮาร์ดดิสก์ลูกอื่นๆ ไว้บนฮาร์ดดิสก์ทุกลูก เผื่อว่าลูกใดลูกหนึ่งเสียหาย ก็สามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้สบาย แถมประสิทธิภาพไม่ลดลงด้วยนะครับ เพราะเอาฮาร์ดดิสก์หลายๆ ลูกมาต่อเข้าด้วยกันเหมือน RAID0 เลยทำให้ประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลยิ่งดีขึ้นด้วย แต่ข้อเสียก็ยังเหมือนกับ RAID ทั่วๆ ไป นั่นก็คือ หากไฟไหม  มีไวรัสมาทำลายข้อมูล หรือเกิดอะไรขึ้นกับฮาร์ดดิสก์ชนิดพร้อมๆ กัน ข้อมูลก็ยังสูญหายอยู่ดี
  • การทำ Tape backup เป็นการสำรองข้อมูลลงบนเทปบันทึกข้อมูล เหมาะกับการสำรองข้อมูลที่เป็นไฟล์งาน หรือฐานข้อมูล ไม่ใช่การสำเนาฮาร์ดดิสก์ทั้งลูกเอาไว้ ต้องมีซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่มาช่วยในการสำรองข้อมูล (สำหรับ Microsoft Windows จะมีโปรแกรม Backup มาให้อยู่แล้ว) ด้วย ราคาก็จะค่อนข้างสูงหน่อย (ถึงได้บอกว่าสำหรับพวกมีเงินไงครับ) ข้อดีคือ สำเนาพวกนี้ จะเหมือนกับใช้แผ่น CD/DVD/BRD เลย แต่สามารถนำมาเขียนทับใหม่ได้ ดังนั้นแม้จะระบบจะถูกไวรัสก่อกวน ข้อมูลในเทปก็จะไม่โดนไปด้วย สามารถนำมาใช้กู้ข้อมูลได้ และหากเก็บเทปไว้คนละที่กับระบบแล้ว (เช่น ในบางองค์การที่เป็นแบบครอบครัว ก็จะมีการให้ผู้บริหารระดับสูง นำเทปสำรองข้อมูลกลับบ้านไปเก็บ) แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ ไม่เหมาะในการนำมาใช้กู้ระบบ และเนื่องจากเทปบันทึกข้อมูลค่อนข้างมีราคาสูง จึงทำให้ไม่เหมาะที่จะใช้สำรองข้อมูลถี่จนเกินควร อย่างเก่งก็คือ สำรองวันละ 1 ครั้งเท่านั้น

วิธีของพวกมีเงินพวกนี้ ก็มักจะเป็นพวกระดับองค์การที่มีเงินลงทุนหน่อย และมักถูกนำไปใช้ในการสำรองข้อมูลที่สำคัญๆ จริงๆ ขององค์การ

แล้วสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่เงินน้อยล่ะ จะทำยังไง? จะใช้การเก็บลงฮาร์ดดิสก์แบบพกพา หรือ Flash drive หรือจะเขียนลง CD/DVD/BRD ก็กลัวจะลืมทำสำเนา หรือไม่ก็กลัวสื่อบันทึกข้อมูลจะเสีย… ตอนหน้าผมจะมาแนะนำแนวทางใหม่ในการสำรองข้อมูลครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: