หน้าแรก > คอมพิวเตอร์ > ขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

ขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวจุดประกายของการเขียนบล็อกตอนนี้ก็คือประเด็นเรื่องที่ ICT ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการติดตั้งตัวดักจับข้อมูล หรือที่เรียกกันว่า Sniffer โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามในเชิงรุกจนเป็นเหตุให้เกิดกระแส #thainosniff ขึ้นมาทั้งใน Twitter และ Facebook

ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยครับ เพราะคิดว่ามีวิธีอื่นอีกมากที่หน่วยงานของรัฐสามารถทำได้ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างเช่น ในแง่ของจิตวิทยาสายพฤติกรรมศาสตร์แล้ว หากเรามองว่าการใช้งานซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แทนที่เราจะลงโทษหรือจับผิด (แบบที่ ICT วางแผนจะทำ) ซึ่งรังแต่จะให้ผลสะท้อนไม่ดีกลับมา และเป็นการแก้ที่ไม่ยั่งยืน เพราะหากการปราบปรามขาดความเข้มแข็งจริงจัง หรือเมื่อใดที่สบโอกาสพ้นหูพ้นตา การละเมิดลิขสิทธิ์ก็จะกลับมา

จากที่ผมได้สัมผัสมา ผมสรุปปัจจัยที่ทำให้คนเรายังละเมิดลิขสิทธิ์กันอยู่จนถึงตอนนี้ว่าเกิดจาก

1. ขาดความรู้ความเข้าใจว่าอะไรคือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ได้พูดเล่นนะครับ คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ โดยมีความเชื่อว่าโปรแกรมที่ร้านลงมาให้นั้นคือของแท้ (เพราะถ้าละเมิดลิขสิทธิ์ ร้านก็น่าจะโดนจับไปแล้ว)

2. สู้ราคาซอฟต์แวร์ของแท้ไม่ไหว จริงอยู่ที่ระบบปฏิบัติการมักแถมมากับคอมฯ เครื่องใหม่ แต่ผู้ขายก็มักจะมีทางเลือกแบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการติดตั้งไว้ให้เลือกด้วย ทำให้ราคาถูกลงได้อีกประมาณ 1,000 บาท ตรงนี้ต้องพึงระลึกเอาไว้เสมอนะครับว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มีเงินพอแค่ซื้อคอมฯ แต่จะให้ซื้อซอฟต์แวร์ด้วย ไม่ไหวหรอก (นึกถึง Microsoft Office Student & Home Edition แบบ OEM ก็ 3,xxx นะครับ หากเป็นเวอร์ชัน Standard ดูเหมือนจะแปดพันกว่า)

3. ขาดความรู้รอบตัวว่าแท้จริงแล้วในโลกใบนี้ก็มีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าฟรีแวร์ ที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ และโอเพ่นซอร์สที่ทั้งฟรีแถมเรายังเอาไว้ใช้ศึกษาเขียนโปรแกรมได้อีก

4. ใช้ Windows กันมาอย่างยาวนาน ใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์กันมานาน เกิดภาวะที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Status quo คือเกิดความรู้สึกสบายใจกับพฤติกรรมเดิมๆ สภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็เลยยากที่จะเปลี่ยน

5. ใช้ฟรีแวร์หรือโอเพ่นซอร์สแล้วมันใช้ร่วมงานกับคนอื่นไม่ได้ เกิดบ่อยกับโปรแกรมประเภทออฟฟิศครับ คือหากเราทำเอกสารในโปรแกรมอย่าง Openoffice.org แล้ว เวลาไปเปิดบน Microsoft Office มักจะเพี้ยน

พิจารณาจลกปัจจัยดังกล่าวแล้ว หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นเป็นเรื่องนี้เป็นวาระของชาติ ก็อยากเสนอว่า น่าจะมีการร่วมมือกับผู้ผลิตคอมฯ ทั้งหลาย จัดโครงการประมาณซอฟต์แวร์เอื้ออาทร (ขออภัยที่ใช้สำนวนชื่อโครงการของรัฐบาลก่อนนู้น แต่ชื่อนี้มันเตะตาคนหาเช้ากินค่ำจริงๆ) ขึ้นมา โดยรัฐช่วยสนับสนุนในการเจรจาซื้อซอฟต์แวร์จำเป็นอย่างระบบปฏิบัติการ Windows กับ Office มาติดตั้งพร้อมใช้บนคอมฯ เครื่องใหม่ในราคาถูก (หรือจะให้ดีคือ ฟรีไปเลย) ผมว่าน่าจะพอทำได้ เพราะเห็นโครงการประชานิยมลดแลกแจกเงินมาหลายแล้ว ไหนจะเรียนฟรี เช็คช่วยชาติ กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ เพียงแต่โครงการนี้คนได้ประโยชน์อาจจำกัดวงอยู่ที่ผู้ใช้งานคอมฯ แต่นั่นก็จำนวนหลายอยู่นะครับ

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมผมไม่สนับสนุนให้ไปกระตุ้นให้ใช้ระบบปฏิบัติการฟรีอย่าง Linux ไปเลย ผมขอตอบว่าเป็นเพราะปัจจัยในข้อ 4 และ 5 ครับ เชื่อเถอะ หากหักดิบไปใช้ Linux ละก็ คนเราก็หันไปใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์เหมือนเดิม

สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ผมก็เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยที่ใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ พวกนี้น่าสงสารครับ เพราะจำนวนคอมฯ น้อย ถ้าจะซื้อซอฟต์แวร์จริงก็จะขาดอำนาจต่อรอง ดังนั้นเลยหันไปวัดดวงใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ดีกว่า ก็อยากให้หน่วยงานรัฐนี่แหละเป็นแกนนำในการรวมตัว SMEs ทั้งหลาย เพื่อเจรจาต่อรองซื้อเป็น Volume license แบบนี้ Win-Win ครับ หน่วยงานรัฐได้ผลงาน เจ้าของลิขสิทธิ์ได้รายได้คืนมา (แม้จะบางส่วน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เลยเพราะเขาใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์) ส่วน SMEs ทั้งหลายก็สบายใจ เพราะไม่ต้องพะวงกับการถูกตรวจจับลิขสิทธิ์อีก

ผมอาจจะฝันลมๆ แล้งๆ อยู่ก็ได้นะครับ แต่ก็อยากออกไอเดียไว้ให้พิจารณากัน

เดี๋ยวจะเขียนบล็อกอีกตอน จะแนะนำวิธีใช้ชีวิตบน Windows แบบถูกลิขสิทธิ์และฟรี โดยที่เรายังสามารถทำงานพื้นฐานทั้งหลายได้เหมือนเดิมอีกด้วย

สำหรับตอนนี้ต้องขอตัวไปก่อน เพราะพิมพ์บน iPhone จนปวดมือแล้วล่ะครับ

Advertisements
  1. มกราคม 27, 2010 ที่ 09:04

    OpenOffice.org ใช้ทดแทน MS Office ได้ดีครับ ไม่ว่าจะคนธรรมดาหรือองค์กรขนาดเป็นหมื่น user ในเมืองไทยมีบริษัท ธนาคาร รัฐวิสาหกิจ เปลี่ยนมาใช้กันเป็นเรื่องปรกติ แต่ OpenOffice.org ก็มีข้อจำกัดเช่นแปลงเอกสารแล้วเนื้อหามาครบแต่ฟอร์แมตอาจเพี้ยน เพราะฟอร์แมต MS Office มันปิดไงครับ ไม่มีใครรู้ โปรแกรมเมอร์ต้องมาแกะๆ เอา

    แต่สำหรับองค์กรเรื่องข้อจำกัดทางเทคนิคไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่ครับ เพราะบริหารจัดการให้เหมาะสมได้เช่น ให้ใช้ OpenOffice.org เฉพาะคนที่ประเมินแล้วว่าใช้ได้จริงๆ ซึ่งจะมีสัก 80% ที่สามารถถอน MS Office ได้ ประหยัดไปได้มโหฬาร

    ปัญหาจริงๆ คือหนักงานไม่ยอมเปลี่ยนหรือต่อต้าน ซึ่งต้องมีการจัดการการเปลี่ยนแปลงให้ดีตั้งแต่ต้น สำหรับองค์กร 100 user ขึ้นไปควรใช้ที่ปรึกษาซึ่งเสียค่าใช้จ่ายไม่ถึง 10% ของที่ประหยัดได้ แต่ประกันได้ว่าเปลี่ยนแล้วจะไม่ล้มเหลวเพราะจะมีการวางแผน ประเมิน อบรม และ support อย่างครบถ้วน

    สำหรับ user ทั่วไปนั้นง่ายมาก มีหนังสือ/flash trainging ฟรีมากมาย ทั้งสามารถหาข้อมูลหรือปรึกษา community เช่น OpenOffice Club – http://openoffice.in.th/ – ซึ่งจะมี Blog, FAQ และ Forum ที่มีคนคอยมาตอบคำถามให้ตลอดเวลา

    OpenOffice.org ยิ่งใช้ ยิ่งรวย \o/

    • kafaak
      มกราคม 27, 2010 ที่ 09:24

      เห็นด้วยกับที่กล่าวมาครับ ประเด็นสำคัญคือการปรับให้คนยอมออกจาก Status quo ของพวกเขา (ไว้ผมจะเขียนถึงเรื่องนี้ในหมวดจิตวิทยา) และหน่วยงานรัฐต้องรณรงค์ช่วยเหลือให้มากกว่านี้ ทั้งด้านเงินสนับสนุนและความรู้ เพราะเท่าที่เห็น หน่วยงานที่ลงแรงมักเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิด user หรือไม่ก็ user group กันเอง แต่หน่วยงานที่คุมนโยบายกลับไม่ค่อยได้มายุ่งเกี่ยวเท่าไหร่

  2. hack
    กรกฎาคม 3, 2014 ที่ 11:06

    ดีๆ

  3. hack
    กรกฎาคม 3, 2014 ที่ 11:08

    เข้าใจคิดนะครับ เป็นตัวอย่างที่ดี

  4. hack
    กรกฎาคม 3, 2014 ที่ 11:45

    เห็นด้วยกับที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวไม่ค่อยมายุ่งแต่จะปล่อยละเลย ส่วนที่มาณรงค์ก็มีน้อย

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: