หน้าแรก > เขียนตามกระแส > ความเห็นของผมเกี่ยวกับ #GT200

ความเห็นของผมเกี่ยวกับ #GT200

ประเด็นเรื่อง GT200 ตอนนี้กำลังท็อปฮิตอยู่พอสมควร ในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็มีการแลกเปลี่ยนความรู้กันมากมาย เกี่ยวกับเรื่อง GT200 นี้ ใครที่ยังไม่คุ้นกับชื่อ GT200 ผมแนะนำให้ไปอ่านข้อมูลเพิ่มจาก http://www.gt200.org/ ก่อนครับ ผมจะไม่ขอเล่าประเด็นซ้ำ เพราะเสียเวลาพิมพ์ (ฮา) ใครสนใจร่วมออกความเห็น และติดตามข่าวสาร ก็อาจใช้ช่องทาง Twitter โดย search หา #GT200 ได้ครับ

เท่าที่จับใจความได้จากข่าวที่หลายๆ ฝ่ายให้มา เจ้า GT200 นี่เหมือนจะเป็นพี่น้องต่างมารดากับ ADE651 ที่เป็นข่าวครึกโครมในอังกฤษอยู่ตอนนี้ ว่าเป็นอุปกรณ์ลวงโลก ใช้หลักการดาวซิ่งในการตรวจจับ ไอ้การ์ดที่ว่าใช้เพื่อระบุสิ่งต้องการจะค้นหา จริงๆ ก็คือพลาสติกเคลือบลามิเนตธรรมดาๆ ที่ข้างในมีลวดนำไฟฟ้าสำหรับใช้ป้องกันคนขโมยของออกจากร้าน (ดีแฮะ ใครจะขโมยการ์ดนี้ออกจากหน่วยงานละก็รู้หมดเลย) และถ้ายิ่งดูหลักการทำงาน บวกกับองค์ประกอบของอุปกรณ์แล้วด้วยละก็ แหม มันเหมือนกับ GT200 เราดีๆ นี่เอง ทำให้ยิ่งต้องชวนคิดว่า เจ้า GT200 นี่มันลวงโลกไปกับเขาด้วยรึเปล่า

ข้อสงสัยประการหนึ่งที่สำคัญมากเกี่ยวกับการทำงานของเจ้า GT200 นี่ก็คือ เรื่องของแหล่งพลังงานของอุปกรณ์ครับ คือ ทางผู้ผลิตและผู้ขาย พยายามทำให้ไอ้อุปกรณ์ตัวนี้เป็นเหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ประเภทมิเตอร์ หรือเครื่องมือตรวจจับ แต่กลับบอกว่า แหล่งพลังงานของอุปกรณ์นี้คือ ไฟฟ้าสถิตย์ที่ได้จากร่างกายคนเรา และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์แปรผันกับสภาพร่างกายของผู้ใช้งาน (ซึ่งท่านนายกบอกว่าจะหารุ่นที่เป็นแบตเตอรี่มาใช้แทน… โธ่! ท่านครับ ดูโบรชัวร์ให้ดีๆ ซะก่อน เขาไม่ได้ทำรุ่นใช้แบตออกมาเลยครับ) ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ผมว่าแปลกครับ เพราะโดยหลักวิทยาศาสตร์และสถิติแล้ว ในเรื่องประสิทธิภาพของเครื่องมือวัดเขาจะเน้นมากในส่วนของสิ่งที่เรียกว่า ความเที่ยง (Reliability) และ ความตรง (Validity)

นั่นคือ เครื่องมือที่ใช้วัด หากนำไปวัดสิ่งใดซ้ำๆ แล้ว ค่าที่วัดได้จะต้องเท่าเดิม หรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด เช่น หากเราเอาตาชั่งน้ำหนักมาชั่งน้ำหนักตัวของเรา สมมติว่าครั้งแรกชั่งได้ 75kg จากนั้นจะชั่งซ้ำๆ กี่ครั้ง มันก็ควรจะได้ 75kg แบบนี้ถึงเรียกว่ามีความเที่ยง (Reliability) ส่วนความตรงนั้นคือ อุปกรณ์หรือเครื่องมือวัดนั้นจะต้องวัดในสิ่งที่เราต้องการวัดได้ เช่น หากเราเอาตาชั่งน้ำหนักมาชั่งน้ำหนักของเรา แล้วผลที่ได้คือน้ำหนักของเรา แบบนี้ก็คือมี ความตรง (Validity) แต่หากเราเอาตาชั่งน้ำหนักไปวัดส่วนสูง แบบนี้เรียกว่าไม่มีความตรงครับ

ดังนั้น GT200 ที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าสถิตย์นี่ ผมไม่แน่ใจเรื่องความตรง (Validity) หรอกนะครับว่าตรวจสอบได้จริงไหม แต่ผมขอตั้งข้อสงสัยเรื่องความเที่ยง (Reliability) ครับ เหตุใดผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่เห็นด้วยกับประสิทธิภาพของเจ้าเครื่องนี้ (ขอไม่เอ่ยนาม ไม่อยากถูกฟ้องหมิ่นประมาท… ฮา) ซึ่งจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก (และน่าจะมากกว่าผม) จึงไม่กังขาในเรื่องนี้เลย?

คำถามต่อมาที่ผมสงสัย (ฮั่นแน่! ความขี้สงสัยเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักวิทยาศาสตร์… อ๊ะ! นี่เราก็กำลังจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เหรอเนี่ย?) ก็คือ จริงๆ แล้ว กระแสไฟฟ้าสถิตย์ในตัวคนเราเนี่ย มันมากพอที่จะขับเคลื่อนอุปกรณ์นี่ได้ดังที่เขากล่าวอ้างหรือไม่? เรื่องนี้เล่ากันยาว…

จริงๆ แล้ว มีหลายหน่วยงานในต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน คิดว่าเราน่าจะสามารถสร้างพลังงานจากตัวมนุษย์ได้ แนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ปี 2001 เห็นจะได้ และนักวิจัยชาวญี่ปุ่นของ Panasonic ก็มีแนวคิดที่จะทำแบตเตอรี่จากเลือดของมนุษย์ ซึ่งจากข้อมูลความคืบหน้า ในปี 2007 ดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มทำตัวต้นแบบออกมาได้บ้างแล้ว 1 แต่ว่ากว่าจะใช้ได้จริงคงต้องรออีกพักใหญ่ๆ ครับ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากคุณสมบัติปรกติของร่างกายมนุษย์แล้ว เราจะมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายครับ ทั้งนี้กระแสไฟฟ้าดังกล่าวนั้นเป็นตัวนำคลื่นสัญญาณสั่งการทำงานจากสมองไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งหากวัดแล้ว ร่างกายคนเราก็จะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าที่มีแรงดันอยู่ที่ระหว่าง 10-100 มิลลิโวลต์ออกมาได้ แต่นั่นไม่ได้มากพอที่จะทำให้หลอดไฟฉายสว่างเลยด้วยซ้ำ (หลอดไฟฉายต้องการแรงดัน 1.5 โวลต์) ไม่ต้องพูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เลยนะครับ

แต่นั่นก็คือ กระแสไฟฟ้าภายในตัวคน ยังไม่ใช่กระแสไฟฟ้าสถิตย์… แล้วกระแสไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดในร่างกายมนุษย์เรานี่ จะขับเคลื่อนอุปกรณ์ได้ไหม? หากพิจารณาเฉพาะแรงดันที่เกิดขึ้นจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์ละก็ คงจะมีคนโม้เอาว่า “ได้” แน่นอน ทั้งนี้เพราะใครที่ทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะรู้ดีครับว่า ไฟฟ้าสถิตย์ในร่างกายคนเรานั้นสูงมากจนเป็นอันตรายกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด (กระบวนการนี้เรียกว่า Electrostatic Discharge หรือ ESD) ได้เลยทีเดียว แรงดันไฟฟ้าที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าสถิตย์นั้น เชื่อหรือไม่ว่าสูงถึง 2,000 โวลต์เลยทีเดียว! 2

ยัง! อย่าเพิ่งตกใจครับ แม้ว่าแรงดันมันจะสูงขนาดช็อตคนตายได้ แต่ก็เห็นอยู่ว่าเราไม่ตายเพราะกระแสไฟฟ้าสถิตย์ซะที ทั้งนี้เพราะว่ามันเกิดขึ้นเพียบวูบเดียว คำว่าวูบเดียวของผมนี่ หมายความว่า มันแป๊บเดียวมากเลยนะครับ ระดับนาโนวินาที(1 นาโนวินาที = 1 ส่วนในพันล้านส่วนของวินาที) เลยทีเดียว ดังนั้นแม้มันจะสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันก็จะไม่ทำอันตรายกับมนุษย์ครับ อย่างเก่งก็ทำให้เราสะดุ้งเท่านั้นเองครับ

IEC 801-2 Human Body Waveform (2kV)

ดูจากรูปข้างต้นแล้ว จะเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียบชั่วครู่ กระแสไฟฟ้าจากไฟฟ้าสถิตย์ก็จะตกลงมาเหลือไม่ถึง 10% และหายไปในที่สุด ดังนั้นแม้ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะไม่ถูกย่างสดไปด้วย ESD ไปซะก่อน ก็ย่อมไม่เหลือกระแสไฟฟ้าใดๆ ให้ไปขับเคลื่อนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แล้วล่ะครับ

แล้วเครื่องมือวัดที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าให้การขับเคลื่อนให้ทำงาน แต่ยังสามารถทำงานอยู่ได้นี่ มันใช้อะไรเป็นแหล่งพลังงานหนอ? ผมอ่านใน Twitter มีคนแซวว่า ใช้ศรัทธา เป็นตัวให้พลังงาน (ฮา)

อ้างอิง
1. Beyond Batteries: Storing Power in a Sheet of Paper (http://news.rpi.edu/update.do?artcenterkey=2280)
2. An Investigation of Human Body Electrostatic Discharge (http://www.aecouncil.com/Papers/aec1.pdf)

Advertisements
  1. ภาวิทย์ วนัปติกุล
    กุมภาพันธ์ 2, 2010 ที่ 19:14

    พลังงานที่ใช้ใน GT 200 มาจากในร่างกายของผู้ใช้ครับ แต่ผู้ใช้ต้องเป็นอัศวินเจได ถึงจะมี Force ในตัวเป็นพลังงานให้กับไอ้เครื่องลวงโลกนี้

  1. กุมภาพันธ์ 4, 2010 ที่ 22:24

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: