หน้าแรก > คอมพิวเตอร์, บริหาร, เขียนตามกระแส > Amazon vs Macmillan สงครามนี้เพื่อใคร?

Amazon vs Macmillan สงครามนี้เพื่อใคร?

เมื่อเร็วๆ นี้เกิดการปะทะกันระหว่างยักษ์ใหญ่แห่งวงการหนังสืออเมริกา ฝ่ายหนึ่งคือสำนักพิมพ์ Macmillan ซึ่งเป็น 1 ใน 6 สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ส่วนอีกฝ่ายคือ Amazon.com ซึ่งก็เป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด (อาจจะไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่อาจจะเป็นในโลกเลยก็ได้)

เรื่องนี้เป็นข่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ Apple ประกาศเปิดตัว iPad ได้ไม่กี่วัน ก็ปรากฎว่า สำนักพิมพ์ Macmillan ซึ่งเพิ่งจะเจรจาเป็นพันธมิตรกับ Apple ในการจำหน่าย e-book บน iPad ผ่านทาง iBook ก็ขอเจรจากับ Amazon.com เพื่อขอให้ขึ้นราคาขาย e-book ของสำนักพิมพ์ของตน ที่จะลง Kindle จากเดิมที่อั้นไว้ที่ $9.99 ไปเป็นระหว่าง $12.99 – $14.99 แทน ซึ่งจริงๆ ปัญหาในประเด็นดังกล่าวก็มีเกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งนี้เนื่องจาก Amazon.com นั้นทำสัญญาแบ่งรายได้จากการขาย e-book เป็นอัตราส่วน 70-30 กล่าวคือ Amazon.com จะได้ส่วนแบ่ง 70% จากราคาขาย ในขณะที่สำนักพิมพ์ก็จะได้ 30% ปัญหาก็คือ ตัว Amazon.com เป็นผู้กำหนดราคาขาย ซึ่งมักจะอยู่ที่ $9.99 หรือบ่อยครั้งคือ ต่ำกว่าราคาดังกล่าว ส่งผลให้ส่วนแบ่งที่จะไปถึงตัวสำนักพิมพ์น้อยมาก (ตรงนี้ต้องไม่ลืมนะครับว่า รายได้ที่ถึงมือสำนักพิมพ์นั้น ยังต้องนำไปแบ่งกับนักเขียนอีกต่อหนึ่ง ในขณะที่ Amazon.com รับไปเนื้อๆ) ซึ่งจากความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้สำนักพิมพ์จงใจที่จะออกหนังสอเวอร์ชันบน Kindle ช้ากว่าเวอร์ชันรูปเล่มที่เป็นกระดาษหลายเดือนทีเดียว

ดูเหมือนว่า iPad ของ Apple จะมาทำให้ถึงจุดแตกหัก อาจเป็นไปได้เพราะ Apple นั้นยอมให้สำนักพิมพ์ตั้งราคาขายได้สูงกว่า $9.99 เมื่อเจอข้อเปรียบเทียบแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่สำนักพิมพ์จะต้องออกโรงเจรจากับทาง Amazon.com ทว่าผลที่ได้คือ เมื่อสองวันก่อนนั้น Amazon.com สวนกลับด้วยการถอดรายการหนังสือของสำนักพิมพ์ Macmillan ออกจากรายการขายใน Amazon.com ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น e-book หรือหนังสือรูปเล่ม หากใครต้องการจะหาหนังสือของ Macmillan ก็ต้องไปหาในมุมหนังสือมือสอง หรือที่ขายผ่านทาง Third party เท่านั้น

จนถึงเมื่อวานนี้แหละครับที่ Amazon.com ก็ยอมอ่อนข้อให้ อันนี้อาจเป็นไปได้เพราะว่า Macmillan เป็นสำนักพิมพ์ขาใหญ่ หากไม่ยอมเอามาพิมพ์ Amazon.com จะซวยมากกว่า เพราะตัวเลือกในการขายจะหายไปเยอะ แต่ก็ไม่วายที่ Amazon.com จะมาออกแถลงการณ์ในกรณีนี้ ใจความพอสรุปได้ว่า “Macmillan นั้นพยายามที่จะเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจโดยไม่แยแสต่อมุมมองของ Amazon.com และจะขาย e-book ในราคาแพง ซึ่งทาง Amazon.com นั้นก็ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนแล้ว โดยการถอดหนังสือของ Macmillan ออกเป็นการชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำได้โดยตลอด เพราะธุรกิจหนังสือเป็นแบบ Monopoly1 จึงทำให้ Amazon.com ต้องยอมทำตามข้อเสนอของ Macmillan ในที่สุด แต่สุดท้ายก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าคุ้มแล้วหรือไม่ที่จะต้องจ่ายแพงถึง $14.99 โดยไม่จำเป็น”

แน่ะ! มีการทิ้งท้ายออดอ้อนขอความเห็นใจจากผู้อ่านให้คล้อยตาม

งานนี้ต้องบอกว่าได้ใจผู้อ่านไปไม่น้อยทีเดียว เพราะใครๆ ก็ชอบของถูกด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ จริงไหม โดยส่วนตัวผมเองยังคิดเลยด้วยซ้ำว่า e-book ราคาตั้ง $9.99 นี่ยังถือว่าแพงเลย เพราะสำนักพิมพ์กับคนขายไม่ต้องมีต้นทุนในการพิมพ์แม้แต่น้อย มีไฟล์เดียวก็ให้ดาวน์โหลดได้แบบไม่จำกัดแล้ว… แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ว่าการขาย e-book จะไม่มีต้นทุนเลยซะที่ไหนกันล่ะ ไหนจะต้องมีค่าเซิร์ฟเวอร์ ไหนจะต้องมีค่าพื้นที่เก็บข้อมูล ไหนจะต้องมีค่าบำรุงรักษา ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล ฯลฯ ดังนั้นจึงทำให้ราคาของ e-book ไม่ต่างจากหนังสือปรกติเท่าใดนัก การเลือกซื้อหา e-book มา จึงอาจอยู่ที่เพราะ เราไม่ต้องการเปลืองที่จัดเก็บ และการจัดเก็บ e-book ก็สามารถทำได้ง่ายกว่า การพกพาไปไหนต่อไหนก็สะดวกกว่านั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็อยากให้เรามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ในลักษณะของการเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย เพราะสำนักพิมพ์ก็ใช่ว่าจะไม่มีต้นทุนเลยซะเมื่อไหร่ ที่แน่ๆ คือ เขาก็จะต้องมีต้นทุนในการจัดแปลงหนังสือให้อยู่ในรูปของไฟล์ดิจิตอล และค่าใช้จ่าย overhead กับ fixed cost ต่างๆ ของเขา ซึ่งจะต้องผนวกเข้าไปในหนังสือแต่ละเล่มอยู่แล้ว และที่สำคัญก็จะต้องมีค่าผลตอบแทนในการเขียนให้แก่นักเขียนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อ Amazon.com จัดส่วนแบ่งเค้กมาให้น้อยนิด แถมยังกดราคาขายลงไปอีก (โดยเฉพาะเมื่อมีโปรโมชั่นลดราคาอีก 10-20%) ก็ยิ่งทำให้รายได้ของสำนักพิมพ์ที่จะต้องไปแบ่งกับนักเขียนลดลง ในบล็อก Amazon, Macmill, and Future of Publishing เขียนโดย Sabrina Sumsion ได้ยกตัวอย่างการแบ่งรายได้ระหว่าง Amazon – สำนักพิมพ์ – นักเขียน เอาไว้ค่อนข้างชัดเจน

แน่นอนครับ สำนักพิมพ์และผู้เขียน ก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองก่อน แต่ก็เป็นคำตอบที่ยอมรับได้ เพราะการจะเขียนหนังสือให้ได้ซักเล่มนั้น ไม่ใช่เขียนกันแป๊บๆ นะครับ ไหนจะต้องหาข้อมูล ไหนจะต้องศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ ขนาดงานแปลหนังสือ บางเล่มยังใช้เวลาหลายเดือนเลย ซึ่งนั่นหมายความว่า ต้นทุนของการผลิตหนังสือต่อเล่มจึงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือตำราวิชาการ (เพราะผู้แต่งจะค่าตัวค่อนข้างสูงอยู่แล้ว) และ หนังสือนิยามประเภทขายดี (Bestsellers)

แต่ผมก็อยากให้ผู้บริโภคอย่างเราถามก่อนว่า การที่ Amazon.com ทำเช่นนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคหรือไม่ เพราะหากดูในแง่ของโมเดลธุรกิจแล้ว น่ากลัวครับ ในมุมมองของผู้บริโภค Amazon.com แทบจะเรียกว่าเป็นผู้ขายหนึ่งในไม่กี่รายที่ขายหนังสือไปแบบทั่วโลก (พูดง่ายๆ คืออยากได้หนังสือชาติไหน หาผ่าน Amazon.com ได้) ดังนั้น ในมุมมองนี้ Amazon.com ก็จะเป็นผู้ขายที่มีอยู่น้อยนิดท่ามกลางผู้ซื้อมากมาย นั่นคือ Supply น้อยกว่า Demand ในขณะเดียวกัน หากดูจากมุมมองสำนักพิมพ์แล้ว Amazon.com ก็จะเป็นผู้ซื้นหนึ่งในไม่กี่ราย ที่จะรับซื้อหนังสือเป็นล็อตใหญ่ๆ ได้ ซึ่งในมุมมองนี้ Demand จะน้อยกว่า Supply

ดังนั้น ทั้งขึ้นทั้งล่องครับ Amazon ก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจในตลาดขายหนังสือและ e-book อยู่ดี แม้ในขณะนี้มันจะมีผลดีต่อผู้บริโภค (เพราะเราได้ซื้อ e-book ในราคาถูก) แต่ในอนาคตหาก Amazon.com มีอำนาจต่อรองมากกว่านี้มากๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าจะมีอะไรมารับประกันเราได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโมเดลทางธุรกิจ และราคาของ e-book

ยังไซะ ตลาดที่แข่งขันกันเสรี ก็ย่อมให้ประโยชน์กับผู้บริโภคมากกว่าล่ะครับ

หมายเหตุ
1. ที่ว่าธุรกิจหนังสือเป็นแบบ Monopoly ก็เพราะว่า สำนักพิมพ์จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของหนังสือนั่นเอง ดังนั้น Amazon.com จึงไม่สามารถไปหาหนังสือของสำนักพิมพ์ Macmillan จากที่อื่นได้

Advertisements
  1. kafaak
    กุมภาพันธ์ 3, 2010 ที่ 09:55

    อัพเดตล่าสุด… ดูเหมือนการที่ Macmillan ออกโรงแข็งข้อกับ Amazon.com ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้แต่งหนังสือทั้งหลาย มีแรงฮึดครับ ล่าสุดก็จัดตั้งเป็น Guild ขึ้นมาแล้ว ไปดูเว็บเขาได้ที่ http://www.authorsguild.org/

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: