หน้าแรก > เก็บมาฝาก > เก็บตกงานเสวนา “2 เดือนผ่านไป ผู้บริโภคคิดอย่างไรกับ 3G”

เก็บตกงานเสวนา “2 เดือนผ่านไป ผู้บริโภคคิดอย่างไรกับ 3G”

เมื่อวานผมแว้บไปงาน Thai Mobile Expo รอบที่สองด้วยเป้าหมายว่าจะต้องเข้าไปร่วมงานเสวนา “2 เดือนผ่านไป ผู้บริโภคคิดอย่างไรกับ 3G” ครับ จริงๆ ผมไม่ใช่ผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะงานนี้เขาไม่ค่อยได้พูดถึง Operator ที่ผมใช้อยู่ (คือ TrueMove) แต่จะเน้นไปที่ MVNO ทั้ง 5 ราย (ซึ่งได้ส่งระดับ CEO หรือระดับบริหาร มาร่วมงานด้วย) ซะมากกว่า (และมีแจมเรื่อง AIS นิดหน่อย) แต่ทำไมจะไม่ไปล่ะครับ เพราะขณะนี้ หากนับ Coverage area แล้ว ผมว่า MVNO ทั้ง 5 แหละ ครอบคลุมที่สุดในขณะนี้ (แต่ตอนนี้ผมเกี่ยวข้องแล้วนะ เพราะผมทดสอบ i-mobile 3G เมื่อคืนนี้)  ในงานได้เชิญผู้ที่มีประสบการณ์การใช้งานมาเล่าสู่กันฟังด้วย คือ อ.ดร. ยรรยง เต็มอำนวย @yunyongteng) และ คุณสว่าง ศรีสม โดยมีคุณภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ หรือคุณหมวย (@moui) เป็นผู้ดำเนินรายการ  

จากซ้ายไปขวา อ.ดร. ยรรยง, คุณภูมิจิต, คุณสว่าง

  

 เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอธิบายถึง 3G ในแบบสนุกๆ ของ อ. ดร. ยรรยง โดยท่านได้นำประสบการณ์ตามใบสั่งคุณภูมิจิตมาเล่าสู่กันฟัง มีการเอาผลการทดสอบความเร็ว ณ จุดต่างๆ มาแสดงให้ดูกันทีเดียว (ซิมที่ใช้ในการทดสอบเป็นซิมของ 365 หนึ่งใน MVNO ครับ) ใครสนใจที่จะอ่านรายละเอียดการทดสอบ ก็ไปติดตามได้ในบล็อกของอาจารย์ ละครับ  

ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจของอาจารย์ก็คือ ท่านพยายามย้ำเตือนว่า 3G นั้นไม่ใช่โลกของการสื่อสารด้วยข้อมูลเสียงธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นการสื่อสารข้อมูลขนาดมหึมาชนิดที่เรียกว่า คลิกเดียว ก็อาจจะหมายถึงการไหลของข้อมูลรดับกิกะไบต์ได้ทีเดียว ซึ่งหากการเตรียมโครงข่ายของ 3G ไม่ดีพอ อาจทำให้แม้ระบบจะสามารถให้ความเร็วสูงได้ระดับ 7.2Mbps ตามที่โฆษณา แต่เวลาใช้จริงๆ ที่มีผู้ใช้บริการเยอะๆ ก็อาจจะร่วง ใช้การไมได้ เพราะผู้ใช้งานแย่งกันใช้… ผมว่ามันก็เหมือนกับมีถนนสายหนึ่งระบุว่าวิ่งได้ 200km/hr แต่ดันมีรถวิ่ง 3 แสนคันบนถนนดังกล่าว สุดท้ายก็เลยติดแบบชนิดกระดิกไปไหนมาไหนไม่ได้นั่นเอง ใช่ไหมครับอาจารย์  

อีกจุดหนึ่งที่อาจารย์เน้นย้ำให้ระวังก็คือ การที่ผลทดสอบแสดงให้เห็นว่าความเร็วในขาขึ้น (Upstream) ของ 3G นั้นยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับความเร็วในขาลง (Downstream) ซึ่งเป็นโมเดลทางการขายแบบเดิม โดยยึดหลักที่ว่า ผู้บริโภคนั้นบริโภคข้อมูลเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นผู้ส่งเนื้อหา (Content) ดังนั้น สามารถประหยัดแบนด์วิธได้โดยการจัดสรรแบนด์วิธในส่วน Downstream มากกว่า Upstream โดยที่ไม่เกิดผลกระทบต่อผู้ใช้งานได้… สำหรับปัญหานี้ อาจารย์ได้ยกตัวอย่างของการทำ Video call ซึ่งหากมีเพียงแค่ 2 คนก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่หากมีหลายๆ คนทำ Video call พร้อมๆ กัน แบนด์วิธปัจจุบันไม่น่าเพียงพอ ตรงจุดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้บริโภคได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งแต่เดิมมีลักษณะของการเป็นผู้บริโภค Content เป็นหลัก กลายมาเป็นผู้ผลิตและแจกจ่าย Content ด้วย ดังจะเห็นได้จากบริการต่างๆ เช่น การเผยแพร่วิดีโอผ่าน YouTube/UStream/Stickam , การเผยแพร่รูปถ่ายผ่าน Facebook/Hi5/Flickr หรือแม้แต่การเป็นผู้จัดรายการวิทยุผ่าน Podcast เป็นต้น ดังนั้น ลักษณะของโครงข่ายในอนาคต จะต้องเน้นความเร็วในส่วนของ Upstream ด้วยแล้ว  

ท้ายสุด อาจารย์วางจุดยืนเอาไว้เลยครับว่า ไม่ต่อต้าน 3G แต่อยากให้รัฐทำออกมาให้ราคาไม่แพงจนเกินไป เพื่อที่จะสามารถต่อยอดได้ คือ อย่าเก็บสัมปทานให้แพงนัก เพราะจะทำให้ต้นทุนแพง ค่าบริการก็ต้องแพงตาม สุดท้ายการคืนทุนก็จะช้าและทำให้ต้องพยายามฝืนอยู่กับการใช้เทคโนโลยีเก่าจนกว่าจะคืนทุน (อาจารย์เรียกว่า เคี้ยวจนชืดก่อนถึงคายได้) และการที่เทคโนโลยีเปลี่ยนช้านี้ ก็จะส่งผลให้ประเทศชาติพลาดโอกาสในการพัฒนาในที่สุด  

@moui: “20 นาทีของอาจารย์นี้ นาฬิกาเดินช้ามาก” (ผมเห็นด้วยกับคุณหมวยนะ)  

จบ Session ของอาจารย์ ก็เป็นคิวของคุณสว่าง ที่ขึ้นมาเล่าประสบการณ์ของเขาในการใช้งาน 3G (ซึ่งดูเหมือนเขาจะใช้ของ i-mobile นะ ถ้าผมจำไม่ผิด) ซึ่งก็ต้องลงทุนสูงพอสมควรทีเดียว เพราะเห็นบอกว่า ถึงกับต้องลงทุนไปซื้อ Windows 7 ของแท้มาติดตั้ง ไม่งั้นใช้ Air card ไม่ได้… ขนาดนั้นเลย? (คุณภูมิจิตแอบแซวว่า 3G นี่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ได้ด้วย… ฮา)  

คุณสว่างมีข้อเสนอแนะในเรื่องของการที่ผู้ให้บริการควรให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นของบริษัท NTT Docomo ซึ่งหากทำแบบนี้แล้ว เชื่อว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำ Call Center ของผู้ให้บริการได้ แถมผู้ใช้บริการก็ยังได้ข้อมูลเต็มที่ สมารถค้นหาได้เอง ไม่ต้องหัวเสียกับการรอ Call Center เรียกว่า Win-Win ครับ งานนี้… ซึ่งทาง M Communication MVNO อีกราย ก็ได้แจ้งว่า อัตราค่าบริการ Call Center นั้น คิดเป็นจำนวนครั้ง ไม่ใช่จำนวนนาที ก็นับว่าเป็นเรื่องดีครับ (ค่าบริการครั้งละ 1.5 บาท) ตัวอย่างการให้ข้อมูลของ NTT Docomo  

ตัวอย่างการให้ข้อมูลของ NTT Docomo

  

เสียดาย Session นี้ผมพลาดไปช่วงหนึ่ง เพราะแบตเตอรี่ของเจ้า iPhone ผมจะหมด เดี๋ยวจะ Tweet รายงานข่าวไม่ได้ ก็เลยต้องแว้บออกไปหาซื้อ Charger มาก่อน เลยพลาดไปช่วงหนึ่งครับ แหะ แหะ แต่โดยรวมนั้น คุณสว่างได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับโดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นคนพิการครับ  

จุดหนึ่งที่คุณสว่างตั้งข้อสงสัยก็คือ เรื่องของการคิดค่าใช้จ่าย ซึ่งในกรณีของ 3G นั้น เปลี่ยนกลับไปใช้โมเดลการคิดค่าบริการตามปริมาณข้อมูลการใช้งาน เป็นเมกะไบต์ พร้อมยกตัวอย่างแพ็กเกจ Internet SIM แบบรายเดือนของ i-mobile ให้ดู เปรียบเทียบราคา 3G (i-mobile) กับ ADSL (True)  

เปรียบเทียบราคา 3G (i-mobile) กับ ADSL (True)

  

ถ้าเทียบที่ความเร็วแล้ว ราคาของ 3G ไม่ถือว่าแพงกว่าของ True นะครับ หากได้ความเร็วสูงสุดถึง 7.2Mbps แล้ว ราคาสูงสุดอยู่ที่ 799 บาท/เดือน ก็ถูกกว่า True อยู่พอสมควร เพียงแต่ปริมาณการรับส่งข้อมูลจำกัดอยู่ที่ 6GB เท่านั้น ในขณะที่ True ไม่จำกัด ซึ่งตรงจุดนี้ ทาง M Consultant ได้ชี้แจงว่า ที่ต้องจำกัดปริมาณการรับส่งข้อมูล ก็เพราะว่าแบนด์วิธที่จำกัดนั่นเอง ตรงนี้เข้าใจได้ว่า หากไม่มีการจำกัดการใช้งานเอาไว้ เวลาที่มีคนใช้งานเป็นจำนวนมากๆ ก็จะทำให้ความเร็วของการใช้งานลดลงอาจจนถึงขนาดที่ไม่สามารถใช้งานได้เลย (ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนะครับ ในอเมริกานั้น ในบางพื้นที่มีการใช้งาน 3G มากเสียจนขนาดที่โทรศัพท์กันไม่ได้เลย เพราะช่องสัญญาณเต็ม [ความเห็นเพิ่มเติมของผม]) จุดนี้ คุณสุรินทร์ (@seeyoualsoon) CEO ของ 365  ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า T-Mobile มีการนำเสนอข้อมูลสถิติพบว่า 3% ของผู้ใช้งานซึ่งเป็นผู้ใช้งาน Smartphone นั้น มีการใช้งานเครือข่ายคิดเป็น 50% ของ Capacity ทั้งหมดของระบบ!  

คุณสุรินทร์ CEO หนุ่มของ 365

  

ถึงตรงนี้ คุณสุรินทร์ได้ฝากให้ผู้บริโภคทุกท่าน อย่าได้มีความคาดหวังต่อ 3G ในช่วงเฟสแรกๆ (ที่ทาง M Consultant บอกว่าเฟสนี้เรียกว่า เฟสศูนย์) ให้มากนัก เพราะจากจำนวน Base station ทั้งสิ้น 551 สถานี ย่อมอาจมีปัญหาเรื่องของความครอบคลุมของสัญญาณอยู่บ้าง (ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยแถวบ้านผมก็มีสัญญาณ อิอิ @kafaak) โดยคุณสุรินทร์แจ้งว่า ณ ตอนนี้บริการ 3G จากทาง 365 นั้น จะเป็นการให้ใช้ฟรีก่อน ซึ่งอาจจะฟรีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมั่นใจว่าระบบจะสามารถใช้งานจริงได้ในเชิงพาณิชย์ (ตรงนี้ผมเข้าใจว่าคือพอใช้ได้โดยไม่เกิดปัญหากับผู้บริโภคมากเกินควร แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า ซิมที่แจกนั้นระบุว่าฟรี 30 วันครับ… แต่ก็นับว่าเป็นโปรโมชันที่แรงมากทีเดียว เพราะขนาด i-mobile ยังให้ลองใช้แค่ 50 บาทเอง) ทว่า ซิมของ 365 นั้นจะขาดความสามารถบางอย่าง เช่น Roaming service และ การโทรข้ามเครือข่าย ที่ถูกตัดออกไป ทั้งนี้เพราะการแจกซิมฟรีครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้บริการทดสอบเครือข่าย 3G แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่ผู้บริโภคบ่นกันเข้ามา ส่วนใหญ่ที่บ่นเข้ามานั้นจะเป็นเรื่องของพื้นที่ให้บริการไม่ครอบคลุม และ ไม่สามารถตรวจสอบการใช้บริการของตนได้  

คุณวินัย แก้วสวรรค์ ซึ่งเป็น IT จาก TOT ได้ชี้แจงเรื่องของการตรวจสอบการใช้บริการว่า ณ ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบปริมาณข้อมูลที่ใช้ไปและปริมาณข้อมูลที่เหลืออยู่ เพราะระบบถูกกำหนดให้หน่วยเป็นเงินบาท ดังนั้นเวลาที่สอบถามว่าใช้ข้อมูลไปในปริมาณใดแล้ว ระบบจะทำการแปลงหน่วยจาก MB ที่เหลืออยู่เป็นจำนวนเงินแทน ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสับสนได้ อย่างไรก็ดีขณะนี้ทาง TOT กำลังทำการปรับแต่งระบบ เพื่อให้การแจ้งข้อมูลออกมาในรูปของหน่วยข้อมูลเป็น MB (หรือ KB) แทน  

ทาง Loxley ให้ข้อมูลเรื่องแพ็กเกจ 3G ของ i-Kool

  

ทาง Loxley ก็แจ้งว่า i-Kool ของ Loxley นั้นจะมีแพ็กเกจ Internet 3G แบบ 499 บาทใช้ได้ 5GB (ค่าบริการกรณีเกินคือ 0.20 บาn/1MB… อันนี้ผมลองไปดูที่เว็บไซต์ i-kool มาแล้ว พบว่ามีการพิมพ์ผิดเป็น 0.20bht/นาที นะครับ รบกวนผู้เกี่ยวข้องแก้ไขด้วยนะครับ) เท่าที่ดูนี่ ของ Loxley ถูกที่สุดแล้วครับ ณ ขณะนี้  

แถมให้อีกนิด ผมลองไปหาแพ็กเกจของอีกเจ้าของ IEC ที่มาเปิดตัวในงานเหมือนกันครับ ดูเหมือนว่าหากเน้นใช้งาน Internet 3G แล้ว แพ็กเกจแบบ 399 บาท ใช้ได้ 3GB จะดูดีที่สุด ซึ่ง IEC มีจุดเด่นอย่างหนึ่งก็คือ สามารถที่จะพ่วงเบอร์อีก 1 เบอร์เข้ามาใช้งานร่วมกันได้ คือ จ่าย 399 บาท ใช้ 3G ได้ 3GB ทั้งสองเบอร์ (ใช้ร่วมกัน) แต่ตรงนี้เจ้าหน้าที่หน้างานเสนอแนะว่า หากใช้งานหมดแล้ว ควรซื้อเบอร์ใหม่ใช้เลย เพื่อเริ่มแพ็กเกจ 399 ใหม่ ซึ่งจะได้ 3GB ใหม่ จะประหยัดกว่าการเติมเงิน เพราะเติมเงินจะคิดอัตราปรกติคือ 50 สตางค์/MB (กรณีของเติมเงิน)… อ้าวๆ ไหงงั้น แสดงว่าผมต้องเปลี่ยนเบอร์ใหม่ทุกๆ ครั้งที่ใช้หมดเหรอเนี่ย 555  

ช่วงท้ายก็เป็นการแสดงความเห็นของผู้ใช้งาน ผู้บริโภคในห้อง ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว เช่น คุณเอกสิทธิ์ ซึ่งอยากให้มีการกำหนดมาตรฐาน Minimum speed ในการให้บริการ เช่น 256Kbps เป็นต้น นั่นคือ แม้จะบอกว่า 3G จะเชื่อมต่อได้สูงสุดที่ 3.6Mbps หรือ 7.2Mbps ก็ตามแต่ (อ้อ! คุณสุรินทร์บอกว่า ต่างจังหวัดจะมีข่าวดีกว่า คือ ความเร็วสูงสุดอาจได้ถึง 14.4Mbps เลยทีเดียว เร็วกว่าใน กทม. 2 เท่า แหมน่าอิจฉาแฮะ)  

บรรยากาศของการแชร์ข้อมูลระหว่างผู้บริโภค

  

มีข้อเสนอด้วยเช่นกันว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่บริการ 3G นั้นจะทำเหมือน ADSL คือ แบ่ง Solution ไปตามความเร็ว เช่น หากต้องการแค่ 1Mbps ก็ราคานึง แต่ถ้าต้องการ 2Mbps ก็อีกราคานึง เป็นต้น อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำให้ได้ไหมอ่ะนะครับ  

ปิดท้าย อาจารย์ยรรยงค์ก็ฝากข้อคิดว่า รัฐไม่ควรไปสร้างความขาดแคลนให้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ตรงนั้นไม่มีความขาดแคลนและสามารถพัฒนาต่อยอดไปได้ วงการโทรคมนาคมปัจจุบันยังคงตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Business model แบบเดิมๆ อยู่ ซึ่งสมัยนั้นจะเห็นว่า ค่าโทร ค่าส่ง SMS จะแพงมาก (ตรงนี้อยากบอกว่า คุณรู้ไหมว่า SMS คือ การส่งข้อมูลที่แพงที่สุดในโลก ลองคิดดูสิครับ การส่งข้อมูลขนาด 144 ตัวอักษร บางแพ็กเกจคิดราคา 1 บาท หรือก็คือประมาณ 7,000 บาท/1MB เลยทีเดียวเชียวนะครับ!!!)  

ก็ขอจบรายงานเก็บตกงานเสวนาแต่เพียงเท่านี้ครับ

Advertisements
หมวดหมู่:เก็บมาฝาก ป้ายกำกับ:, , ,
  1. kafaak
    กุมภาพันธ์ 7, 2010 ที่ 18:31

    มีคนถามว่า ผมคิดยังไงกับการใช้ 3G (คือตอนเสวนานั้น ผมนั่งเงียบๆ ครับ ฟัง จด และ tweet รายงานอย่างเดียว… เพราะผมใช้ TrueMove ซึ่ง 3G ยังไม่ครอบคลุมเท่าไหร่) ผมขอตอบว่า 3G เร็วดีครับ ไม่ว่าจะใช้ค่ายไหน ผมลอง TrueMove และ i-mobile 3GX แล้ว เพียงแต่ยังหวั่นๆ กับเรื่องของความเสถียรของความเร็วอยู่ เหมือนที่อาจารย์ยรรยงท่านตั้งข้อสังเกตนั่นแหละ

    ทำไมผมคิดแบบนั้น? เพราะปัจจุบัน แค่ EDGE ที่เขาโม้ๆ กันว่า ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 460Kbps แต่ปัจจุบนขนาด DTAC ก็ยังอยู่แค่ประมาณ 110Kbps เท่านั้น (TrueMove ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เมื่อเช้าผมใช้ได้แค่ที่ 50Kbps เท่านั้น เร็วพอๆ กับ GPRS เอง) แสดงให้เห็นชัดเจนว่า โครงข่ายที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถแสดงศักยภาพของระบบได้อย่างเต็มที่

    ดังนั้นไม่ต้องไปคิดอะไรมากเรื่อง 3G หรอกครับ เอา EDGE ให้เร็วสมกับที่เป็น EDGE ก่อนก็พอแล้ว

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: