หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก, เขียนตามกระแส > อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องพัฒนาข้อสอบเลย พัฒนาการสอนก่อนเถอะครับ

อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องพัฒนาข้อสอบเลย พัฒนาการสอนก่อนเถอะครับ

ดูเหมือนผมจะโชคดีที่เกิดมาก่อนน้องๆ ในสมัยนี้หลายๆ คน… รุ่นผมถือเป็นรุ่นท้ายๆ แล้วที่ใช้ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เรียกกันว่า เอนทรานซ์ (Entrance) ก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้น้องๆ เขายังรู้จักกันไหม… หลังจากรุ่นผมไม่นาน ก็ดูเหมือนจะเอา GPA (Grade Point Average) เข้ามาร่วมคิด แล้วจากนั้นก็ดูเหมือนจะกลายเ็ป็น GAT, PAT, O-NET, A-NET อะไรต่อมิอะไรนี่แหละ ผมเองก็ชักจะสับสน เกิดผมเรียกผิดๆ ถูกๆ ก็ช่วยกันแก้ไขหน่อยแล้วกัน

ล่าสุด เห็นน้องๆ ที่สอบ O-NET หลายคนออกมาร้องเรียนเรื่องข้อสอบบางข้อ ในบางวิชา ของ O-NET ว่าไม่เหมาะสม ไม่สามารถวัดความสามารถได้ และมีเนื้อหานอกหลักสูตร… ซึ่งหลังจากน้องๆ เขาได้ไปออกรายการทั้ง เรื่องเด่นเย็นนี้ เรื่องเล่าเช้านี้ คมชัดลึก ฯลฯ ในที่สุด สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ส.ท.ศ. ก็ได้ออกมาชี้แจง และมีการเฉลยข้อสอบในส่วนที่เป็นปัญหาที่น้องๆ เขาสงสัยด้วย (ดูที่นี่)… ในตอนนี้ความเห็นก็มีหลากหลายล่ะนะครับ

ผมเองตามเรื่องมาตลอดสัปดาห์ ก็อยากจะออกความเห็นบ้างจัง… ในฐานะคนที่มีอายุพอที่จะเริ่มมีลูกได้แล้ว (แต่ผมยังโสดนะ อิอิ)

เบนจามิน บลูม นักจิตวิทยาการศึกษา ได้แจกแจงระดับของการความรู้เอาไว้เป็น 6 ระดับ ได้แก่

1. รู้จำ คือ ได้เรียนรู้ และสามารถจดจำความรู้ต่างๆ ที่ได้ร่ำเรียนมาได้… คนที่มีความรู้ในระดับนี้จะเป็นในลักษณะ ตอบตามที่ร่ำเรียนมาแบบท่องจำ ตอบคำต่อคำ แต่ไม่รู้หรอกว่าคำตอบที่ตอบไปนั้นไปยังไงมายังไง

2. เข้าใจ คือ เข้าใจถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ว่าเหตุและผลคืออะไร ผลที่ได้มานั้นเกิดจากอะไร และหากมีเหตุเช่นนี้แล้วผลจะเป็นอย่างไร

3. นำไปใช้ คือ ความรู้ในระดับที่สูงกว่าระดับที่ 2 อีกเล็กน้อย ได้แก่ สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้มา และเข้าใจถึงเหตุและผลแล้ว ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

4. วิเคราะห์ คือ นำความรู้ที่มีอยู่ในตัว มาวิเคราะห์สิ่งที่เราได้รับรู้ หาความสัมพันธ์ สามารถแยกแยะองค์ประกอบของสิ่งที่ได้รับรู้มาได้ สามารถสร้างรูปแบบหรือโครงสร้างของสิ่งที่เราเรียนรู้ขึ้นมาได้

5. สังเคราะห์ คือ ความรู้ในระดับที่สูงขึ้นมาอีก คือ สามารถนำความรู้ที่มีมา มารวมกัน ผสมผสานกัน สร้างเป็นองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ได้ ตรงนี้อาศัยทั้งพื้นฐานความรู้ 4 ระดับก่อนหน้า บวกกับความคิดสร้างสรรค์ในตัวด้วย

6. ประเมินผล คือ ความรู้ในระดับสูงสุด คือ รู้จริง รู้แจ้ง จนสามารถที่จะประเมิลผลคุณค่าของความรู้ไ้ด้ ด้วยพื้นฐานความรู้ทั้ง 5 ระดับที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ความรู้ใน 3 ระดับแรกเขาเรียกว่าความรู้ขั้นพื้นฐาน ส่วนระดับที่ 4-6 นั้นเรียกว่าความรู้ในระดับสูงครับ… เป้าหมายของการเรียนการสอนก็คือ อย่างน้อยที่สุด นักเรียนต้องมีพื้นฐานใน 3 ระดับแรกให้ได้ เพื่อที่จะได้สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ (อันนี้ได้แค่เอาตัวรอดจริงๆ นะครับ ยังพัฒนาประเทศไม่ได้) แต่เป้าหมายสูงสุดก็คือ การให้นักเรียนนักศึกษามีความรู้ในระดับสูง ซึ่งจะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไปได้

ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าได้พิจารณาถึงแนวคิดความรู้ 6 ระดับนี้มากน้อยแค่ไหนแฮะ… แต่ผมเชื่อว่าพิจารณาจากแนวข้อสอบก็พอจะสามารถเดาได้ว่าหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบันเป็นอย่างไร… พูดกันอย่างเป็นกลางนะครับ หลังจากที่ตรวจสอบดูแล้ว ท่าน อ. อุทุมพร ถือได้ว่ามีดีกรีเป็นกูรูด้านการวัดผล และการศึกษาท่านหนึ่งของเมืองไทยทีเดียว ผมจึงเชื่อว่าท่านรู้ซึ้งถึงแนวคิดของ บลูม เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าท่านย่อมรู้ดีว่า ในการสร้างข้อสอบใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นสำคัญในการพิจารณาคุณภาพของข้อสอบ (ซึ่งสามารถประเมินได้ด้่วยวิธีการทางสถิติ) มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ ซึ่งผมขอเขียนถึงในที่นี้ เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องสถิติได้เข้าใจ คือ

  • ค่าความยากง่ายของข้อสอบ (Level of Difficulty) ซึ่งพิจารณาจากอัตราส่วนจำนวนผู้ที่ตอบถูกและตอบผิดในข้อสอบข้อนั้นๆ ทั้งนี้ ข้อสอบจะต้องไม่ยากจนเกินเหตุจนแทบจะตอบกันไม่ถูก หรือง่ายจนเกินไปจนตอบถูกกันเกือบซะทุกคน
  • ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination Power) เป็นการพิจารณาว่า ข้อสอบข้อดังกล่าว สามารถแยกแยะคนที่มีความรู้ที่จะตอบข้อคำถามนั้นๆ ออกจากคนที่ไม่มีความรู้ที่จะตอบข้อคำถามนั้นๆ ได้หรือไม่
  • ค่าความตรง (Validity) นั่นคือ ข้อคำถามของข้อสอบนั้นจะต้องวัดในสิ่งที่ต้องการจะวัด เช่น หากเป็นข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ก็ต้องวัดความรู้ด้านคณิตศาสตร์ การออกข้อสอบมาถามว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 15 คนไทยคือใคร ย่อมเป็นการวัดที่ไม่ตรงประเด็น (อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ นะ ไม่เกี่ยวกับข้อสอบ O-NET แต่อย่างใดนะครับ)
  • ค่าความเที่ยง (Reliability) แม้ว่าข้อสอบจะวัดได้ตรงประเด็น แต่นั่นยังไม่เพียงพอครับ มันต้องมั่นใจขนาดว่า หากวัดซ้ำแล้วต้องได้เหมือนเดิม (เหมือนการชั่งน้ำหนัก แม้ว่าเครื่องชั่งน้ำหนักจะชั่งน้ำหนักเราได้ก็จริง แต่หากชั่ง 20 ครั้ง ได้น้ำหนักไล่ตั้งแต่ 20-100kg มันก็ดูไม่น่าเชื่อถือจริงไหมครับ)

ส่วนวิธีการคำนวณค่าต่างๆ ที่ผมพูดถึงไปข้างต้นจะทำยังไงนั้น ผมไม่ขอพูดถึงครับ เพราะพาลจะมึนเอาเปล่าๆ เอาเป็นว่า ใครสนใจจะศึกษาต่อ ก็ไปอ่านเอาจากลิงก์นี่ก็ได้ครับ http://yalor.yru.ac.th/~sirichai/4123612/unit4/test-development.html

อย่างไรก็ดี… หากดูจากแค่ตัวอย่างข้อสอบที่น้องๆ เขาพยายามจำออกมาเล่าสู่กันฟัง และดูจากข้อสอบจริงที่ทาง ส.ท.ศ. เขานำออกมาเฉลย ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า หากประเมินคุณภาพของข้อสอบดังกล่าว โดยเอาคะแนนที่น้องๆ ที่สอบในรอบนี้มาเป็นข้อมูลในการประเมิน อาจสรุปออกมาได้ว่า ด้อยคุณภาพในทางสถิตินะครับ เพราะฟังน้องๆ แต่ละคนแล้ว ส่วนใหญ่มั่ว

น้องๆ หลายคนบ่นมาเรื่องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำข้อสอบ เช่น การให้มีคำตอบมากกว่า 1 ข้อ, การให้ตอบแบบต่อเนื่อง (ข้อสอบมี 3-4 ข้อต่อเนื่อง แล้วต้องตอบให้ถูกทุกข้อ) ซึ่ง อ. อุทุมพร ให้เหตุผลว่า ในชีวิตจริงนั้น ไม่ได้มีแค่ดำกับขาว คำถามในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้มีคำตอบเดียวเสมอไป… ตรงนี้ผมเข้าใจประสงค์ของ อ. อุทุมพร ที่พยายามออกแบบข้อสอบเพื่อให้ไม่สามารถเดาคำตอบได้ง่ายๆ (เนื่องจากแบบเดิมนั้น การเดาีมีโอกาสถูก 25% ตามหลักสถิติ) แต่ผมกำลังคิดว่า หากข้อสอบมีคุณภาพที่ดีพอ มีความยากง่ายกำลังดี วัดได้ตรงตามเนื้อหาที่ต้องการจะวัด มีความเที่ยงสูง และที่สำคัญคือ สามารถจำแนกคนที่มีความรู้กับคนที่ไม่มีความรู้ (และแน่นอน คนที่กามั่ว) ออกจากกันได้ ผมว่าก็ไม่จำเป็นต้องไปกลัวคนกามั่วหรอกครับ… หากกามั่วได้ 25% แล้วยังอุตส่าห์สอบ O-NET ผ่านได้ แบบนี้มันก็แปลกๆ แล้ว

ข้อสอบมาตรฐานในต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ยังคงเป็นข้อสอบปรนัยแบบ 4 ตัวเลือกอยู่เลย

การพยายามออกข้อสอบเพื่อคัดเด็กแบบนี้ กลับทำให้ผมรู้สึกว่า O-NET เป็นการคัดแยกให้เด็กเก่งและเด็กไม่เก่งออกจากกัน เด็กเก่งก็จะได้มีอนาคต ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เด็กไม่เก่งก็เหมือนถูกตัดหางปล่อยวัดกันไปเลยทีเดียว

ผมว่าบ้านเราเดินมาผิดทางครับ สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การพัฒนาข้อสอบเพื่อให้สามารถคัดแยกเด็กเก่งๆ เข้าไปเรียนมหาวิทยาลับ แต่ควรจะเป็นการพัฒนาทั้งตัวครูบาอาจารย์และนักเรียน ให้มีคุณภาพมากขึ้น เรื่องนี้สำคัญครับ ดูๆ ไปแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า รายได้ของครูน้อยมาก (ไม่นับพวกครูตามสถาบันกวดวิชา หรือ ครูที่รับจ๊อบกวดวิชานะ) แบบนี้ใครเขาจะอยากเรียนเป็นครูล่ะ และใครจะอยากมาเป็นครูล่ะครับ? และเมื่อครูีที่ไปสอนนักเรียนขาดการพัฒนา ก็ไ่ม่ต้องคิดหรอกครับ ว่าเด็กจะพัฒนาไปได้แค่ไหน

แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และพัฒนานักเรียนนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถด้วย การไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว…

วันก่อนผมบังเอิญไปได้บทความจากวารสารต่างประเทศชื่อ Mathematics Teachers เป็นบทความเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ที่ระดับศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยมาเล่าให้ฟังถึงเทคนิคในการสอนเรื่องความน่าจะเป็น (Probability) ให้ลูกศิษย์ของเขา โดยเน้นการทดลองทำจริงของนักเรียน โดยอาศัยโจทย์ที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน (ในที่นี้เขายกตัวอย่างการชู้ตลูกโทษของกีฬาบาสเก็ตบอล) ทำให้เรียนได้เข้าใจง่ายและสนุกด้วย… หันกลับมามองเมืองไทย ผมเดินไปดูตามศูนย์หนังสือชั้นนำแถวบ้าน และแถวสยามสแควร์ หายากครับ นิตยสาร หรือ วารสารพวกนี้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสือจำพวกเรียนลัด สอนเตรียมสอบเสียมากกว่า สุดท้ายนะครับ นักเรียนนักศึกษาที่อ่านๆ กันเข้าไปสอบ ก็จะได้ความรู้แค่ในระดับ 1-3 ที่เป็นพื้นฐานเท่านั้น และเมื่อจบออกมาก็ทำได้แค่หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว แต่ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้มาไปใช้ช่วยพัฒนาประเทศได้แต่อย่างใด

เสียดายครับ…

  1. seeyouallsoon
    เมษายน 6, 2010 ที่ 00:29

    Great topic:)

    • นายกาฝาก
      เมษายน 6, 2010 ที่ 00:38

      ขอบคุณครับ🙂

  2. ครูเหมือนหัน
    กรกฎาคม 21, 2010 ที่ 06:07

    เห็นด้วยครับ…

    • นายกาฝาก
      กรกฎาคม 21, 2010 ที่ 07:12

      ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ🙂

  1. มกราคม 6, 2011 ที่ 14:22
  2. เมษายน 8, 2011 ที่ 12:42

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: