User experience

ปัจจุบัน อุปกรณ์ไอทีมีมาวางจำหน่ายเพียบ มีให้เลือกหลากรุ่นหลายยี่ห้อมากทีเดียว ทำให้บรรดาเราๆ ท่านๆ ที่อยากจะซื้อหามาใช้ ต้องปวดหัวกับคำถามที่ว่า “จะซื้อรุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี?”… ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่เราสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไอทีได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูตัวเลขความเร็ว CPU ก็ดีสิ หรือ หากอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้สามารถวัดผลเปรียบเทียบ (Benchmarking) ได้ง่ายๆ โดยการใช้เครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์มาช่วย เช่น การวัดผลประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3 มิติ โดยใช้ซอฟต์แวร์ 3DMark เป็นต้น ก็คงดี

แต่ในความเป็นจริงนั้น อุปกรณ์ไอทีปัจจุบันมีความหลากหลายเหลือเกิน จนเราไม่อาจเปรียบเทียบได้ง่ายๆ เพียงแค่การดูจากความเร็วของ CPU และก็ไม่สามารถที่จะวัดผลประสิทธิภาพมาเปรียบคก็เทียบได้ง่ายๆ เพราะความแตกต่างของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ หรือเพราะตัวอุปกรณ์นั้นมีข้อจำกัดอื่นๆ เช่น เราไม่สามารถเอาโปรแกรม 3DMark มาติดตั้งบน iPad เพื่อวัดผลได้

ดังนั้น สิ่งที่จะเอามาวัดว่าอุปกรณ์ตัวไหนดีกว่าตัวไหน ก็จะขึ้นอยู่กับว่า อุปกรณ์ตัวนั้นให้ประสบการณ์ในการใช้งาน (user experience) ได้ดีแค่ไหน… ลองนึกถึงว่า ถ้าเราไปลองใช้ iPhone 3GS (CPU 600MHz RAM 256MB) แล้วไปเทียบกับมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.5 (CPU 800MHz RAM512MB) เราก็อาจรู้สึกว่า iPhone 3GS นี่ดูจะทำงานได้ไหลลื่นกว่าในเรื่องของการทัช ซึ่งทำให้เราได้ประสบการณ์ดีๆ ในการใช้งานมากกว่า (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ iPhone 3GS นั้นไม่ได้ทำงานแบบ multi-tasking)

user experience ที่ดีนั้น จะเกิดได้จากการที่

  • อุปกรณ์ทำงานได้ลื่นไหลตามที่ผู้ใช้งานคาดหวัง เช่น หากเป็นมือถือแบบทัชสกรีน ผู้ใช้งานก็มักจะคาดหวังว่าการทัชจะลื่นไหล ไม่มีการหน่วง ซึ่งตรงนี้เกิดได้จากการออกแบบระบบปฏิบัติการที่เหมาะสม มีฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสม
  • อุปกรณ์สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ซึ่งตรงนี้เกิดได้จากขีดความสามารถในการทำงานของ app ต่างๆ ของอุปกรณ์ เช่น หากผู้ใช้งานต้องการเปิดไฟล์ PDF อุปกรณ์ก็ควรจะมี app สำหรับเปิดไฟล์ PDF ด้วย
  • หากเป็นอุปกรณ์พกพา อุปกรณ์นั้นๆ ควรจะต้องสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว
  • มี app หรือ คุณสมบัติเสริมอื่นๆ ที่ช่วยทำให้การใช้งานอุปกรณ์นั้นๆ เป็นไปได้โดยง่ายขึ้น เช่น iPhone มีระบบ Accelerometer เพื่อช่วยในการหมุนภาพหน้าจอเพียงแค่ตะแคงอุปกรณ์ เป็นต้น

แน่นอนว่า ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุน และเทคโนโลยีอีกหลายๆ อย่างทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานไปได้เสียทุกด้าน การบริหารจัดการ user experience จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างเข้าไปเพื่อให้เกิด user experience ที่ดี ก็อาจต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดบางอย่างที่อาจไปลด user experience เช่น ผู้ผลิตอาจเลือกที่จะติดตั้ง Flash player plug-in ลงไปในเว็บบราวเซอร์ แต่นั่นก็อาจแลกมาด้วยการแสดงผลที่ไม่ราบลื่น โดยเฉพาะหาก CPU ของอุปกรณ์ความเร็วต่ำ และอาจส่งผลให้แบตเตอรี่หมดไว้ขึ้นด้วย… หรือที่เห็นได้ชัดก็คือ iPhone ครับ ที่แลกให้ได้มาซึงการทำานที่ลื่นไหลด้วยการทำงานในแบบไม่สนับสนุน multi-tasking (และแม้ว่าใน iPhone OS 4.0 ที่จะออกประมาณเดือนหน้านี้จะมีการสนับสนุน multi-tasking แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ ful multitasking)

อุปกรณ์ที่บริหารจัดการ user experience ได้ดี ก็จะเป็นที่นิยม และขายดีครับ

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: