หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก > 5 เหตุผล ทำไมประเทศจีนจะกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยี

5 เหตุผล ทำไมประเทศจีนจะกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยี

ออกตัวก่อนนะครับว่าบทความนี้ไม่ได้เป็น original copy ของผมเอง แต่เป็นการสรุปเนื้อหาจากบทความ Five Reasons Why China Will Rule Tech ของ Computer World และเพิ่มเติมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเข้าไป เพื่อให้อ่านได้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้นครับ บทความนี้น่าสนใจมาก เพราะหากหันไปมองรอบๆ ตัวแล้ว เราจะเห็นว่าอุปกรณ์ไฮเทคทั้งหลายแหล่รอบตัวเรา ต่างก็เป็นเทคโนโลยีที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ แต่ในปัจจุบันนี้หากมองดีๆ แล้ว อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่แปะหราเลยว่า Made in China

ในบทความ Five Reasons Why China Will Rule Tech ของ Computer World นี้จะอธิบายถึงเหตุผล 5 ประการที่สนับสนุนว่า เหตุใดประเทศจีนจึงน่าจะกลายมาเป็นผู้นำเทคโนโลยีได้ในที่สุด

1. บรรดาผู้นำของจีนเข้าใจในกระบวนการวิศวกรรม

8 ใน 9 ของคณะกรรมการพรรค ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีหูจิ่นเทาของจีนจบปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ (ส่วนอีกคนเป็นธรณีวิทยา) ในขณะที่จากคณะรัฐมนตรี 15 คนของอเมริกานั้น 6 คนมีปริญญาด้านกฎหมาย ในขณะที่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีปริญญาด้านวิทยาศาสตร์ คือสตีเวน ชู รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้รางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1997 ส่วนประธานาธิบดีโอบามา และรองประธานาธิบดีบีเดน จบด้านกฎหมาย

2. บรรดาผู้นำของจีนต้องการที่จะมีนวัตกรรมเหนืออเมริกา

ผู้นำของจีนตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในนวัตกรรมเทคโนโลยีทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไปจนถึงนาโนเทคโนโลยี และหัวข้อที่เป็นไฮไลท์เลยก็ตือ การลงทุนเพื่อเทคโนโลยีด้านพลังงานที่สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Clean Energy

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมี Pew Charitable Trusts รายงานว่าจีนได้ลงทุนในเรื่องของ Clean Energy มากกว่าสหรัฐอเมริกาอีก โดยในปีที่ผ่านมาจีนได้ลงทุนไปถึง 34.6 พันล้านเหรียญ หรือเกือบสองเท่าของอเมริกาเลยทีเดียว

3. จีนมีตัวเลือกสำหรับบรรดาผู้มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาก

จำนวนแรงงานด้านเทคนิคของประเทศจีนนั้นมีมากชนิดที่เรียกว่าบริษัท Bleum Inc. ของจีน สามารถใช้เกณฑ์ด้าน IQ ในการคัดเลือกผู้สมัครได้ทีเดียว โดยจะต้องมีคะแนนผลทดสอบ IQ สูงกว่า 125 จึงจะได้เข้าทำงาน นอกจากนี้ บริษัทยังจะมองหาเด็กจบใหม่เข้ามาทำงานด้วย แต่คะแนนเกณฑ์ของผู้จบปริญญาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จะต้องสูงถึง 140 ถึงจะรับเข้ามาทำงานด้วย (เผื่อใครไม่ทราบ … ค่ามาตรฐานของ IQ อยู่ที่ 100 ใครที่มีค่า IQ ถึง 120 จะถือว่าฉลาดกว่าคนทั่วไป และหากไปถึง 140 จะเรียกได้ว่าฉลาดมาก ซึ่งมีประชากรเพียง 1% เท่านั้นที่จะมีคะแนนทดสอบ IQ สูงได้ขนาดนั้น) ดูจากเกณฑ์แล้วจะเห็นได้ว่า จำนวนของแรงงานด้านเทคนิคเก่งๆ ฉลาดๆ ในอเมริกา น้อยกว่าในจีนอย่างเห็นๆ (เลยตั้งเกณฑ์ได้สูงกว่ามากในประเทศจีน)

สถิติที่น่าสนใจคือ ในปี ค.ศ. 2005 นั้น อเมริกามีคนจบปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ 137,500 คน ในขณะที่จีนมีมากถึง 351,500 คน

4. อเมริกากำลังถดถอยในด้านการศึกษาในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

สมาชิกวุฒิสภา เคย์ ไบเลย์ ฮัทชินสัน เผยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถึงผลการเรียนของนักเรียนในรัฐเท็กซัส เทียบกับประเทศจีน เธอกล่าวว่า “ที่บ้านเกิดของดิฉันในเท็กซัส มีนักเรียไฮสคูลเพียบ 41% เท่านั้นที่พร้อมจะเรียนต่อในสายคณิตศาสตร์ (พีชคณิต) ในมหาวิทยาลัย และมีเพียง 24% ที่พร้อมสำหรับเรียนในด้านวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา)”

ท่านสมาชิกวุฒิสภายังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “จีนและอินเดียนั้น ลงทุนด้านยุทธศาสตร์การศึกษาในสาขาวิชาที่เรียกว่า STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematics education) หรือก็คือวิชา วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์ และ คณิตศาสตร์อย่างมาก และถึงเวลาแล้วที่อเมริกาจะต้องประเมินตนเองว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่ หากอเมริกาไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ ก็จะเสี่ยงต่อการล้มเหลวในการพัฒนานักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และนักคณิตศาสตร์ในยุคต่อไป ซึ่งจะทำให้ยิ่งยากต่อการแก้ปัญหาในระดับชาติ”

“ยิ่งไปกว่านั้น มีเพียง 2% ของเด็กนักเรียนชายเกรด 9 และ 1% ของนักเรียนหญิง ที่เข้าศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ 42% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยในจีนนั้นจบสาขาวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์” ท่านสมาชิกวุฒิสภากล่าว

5. ประเทศจีนกำลังจะได้ความรู้ด้านเทคโนโลยีของอเมริกาทั้งหมด

ในปี ค.ศ. 2008 Sony Corp. ได้ปิดโรงงานผลิตโทรทัศน์แห่งสุดท้ายของตนในอเมริกา แล้วย้ายฐานการผลิตไปที่เม็กซิโกแทน แต่อย่างไรก็ดี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผลิตโทรทัศน์นั้นผลิตในเอเชีย (ยกตัวอย่างเช่น เดลล์ได้ลงทุนกว่า 25 พันล้านเหรียญต่อปีในการสั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศจีน)

ตรงจุดนี้ อลัน ไบลนเดอร์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันของอเมริกามองว่า มันคือสัญญาณที่บอกถึงความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากมันแสดงให้เห็นว่า อเมริกาได้เริ่มขยับจากการผลิตสินค้าเล็กๆ ที่ด้อยค่า ไปเป็นการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าแล้ว แต่หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอินเทล แอนดี้ กรูฟ ได้เขียนบทความลงใน Bloomberg เดือนนี้ ว่าสิ่งที่ศาสตราจารย์อลันกล่าวมานั้นไม่ถูกต้อง

“การเสียอุตสาหกรรมการผลิตโทรทัศน์ไปนั้นไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ เพราะไม่เพียงแต่เราจะสูญเสียตำแหน่งงานไปนับไม่ถ้วนแล้ว เรายังทำลายห่วงโซ่ประสบการณ์ที่สำคัญสำหรับวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีไปด้วย”

เป้าหมายของประเทศจีนนั้นไม่ใช่เรื่องของการผลิตโทรทัศน์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการสร้างเทคโนโลยีแท้ๆ ของจีนที่มีบริษัทสัญชาติจีนแท้ๆ เป็นเจ้าของ

นโยบายของประเทศจีนนั้นออกมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถ่ายโอนเทคโนโลยี และบังคับให้บริษัทในอเมริกานั้นต้องโยกย้ายหน่วยงานวิจันและพัฒนามาที่จีน โดยกแลกกับการให้สิทธิในการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคในจีน และดูเหมือนว่านโยบายดังกล่าวกำลังจะส่งผลด้วย เพราะเมื่อไม่นานมานี้ บริษัท Dawing Information Industry ของจีน ได้สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดเป็นอันดับสองของโลกขึ้นมา นอกจากนี้ในเว็บไซต์ของบริษัทดังกล่าว ก็มีรูปถ่ายของประธานาธิบดีหูจิ่นเทาของจีนเข้าเยี่ยมโรงงานด้วย นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนนั้นให้ความใส่ใจในเรื่องของการประมวลผลความเร็วสูงขนาดไหน

แม้ว่า ณ ตอนนี้เจ้าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ดังกล่าว (ชื่อ Nebulae) จะยังใช้ชิปประมวลผลของอินเทลอยู่ แต่จีนก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตชิปเซ็ตของตนเอง และหากนโยบายนี้ส่งผลเต็มที่แล้ว อีกไม่นานประเทศจีนก็คงจะได้ใช้ชิปเซ็ตที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีของจีนจริงๆ

และทั้งหมดที่กล่าวถึงไปข้างบนนี้ คือสิ่งที่ผมเรียบเรียงมาจากบทความของ Computer World ครับ…

หันมาดูประเทศไทยกันบ้าง

ทีนี้ผมอยากให้ลองมาดูประเทศไทยกันบ้าง คนไทยเราที่เก่งๆ และไปทำงานต่างประเทศในบริษัทยักษ์ใหญ่ก็มีไม่น้อยทีเดียว และเมื่อไม่นานมานี้ เด็กเก่งของเราจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เพิ่งได้รางวัลแชมป์การแข่งขัน Imagine Cup ของ Microsoft หมาดๆ

จากประเด็น 5 เหตุผลสำคัญที่กล่าวถึงมานี้ ผมมองว่าปัจจัยที่สำคัญสุดๆ ในการที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้มากขึ้นในด้านเทคโนโลยี … ไม่ต้องเอาให้นำประเทศอื่นเขาหรอกนะครับ เอาแค่ให้ทันประเทศเพื่อบ้านที่แซงไทยไปกันหมดแล้ว เช่น เอาใกล้ๆ ก็เวียดนาม มาเลย์เซีย เอาไกลอีกหน่อยก็สิงคโปร์และญี่ปุ่น (อย่าเพิ่งงงนะครับ … ผมอยากยกตัวอย่างว่าการรถไฟของไทยกับญี่ปุ่นนี่มีมาพร้อมๆ กัน แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นมีรถไฟหัวจรวดแล้ว แต่ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นรางแบบเดิมๆ ที่มีมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้าล้นกระหม่อมรัชกาลที่ 6 อยู่)

ทั้ง 3 ปัจจัยที่ผมว่าคือ

1. วิสัยทัศน์ พันธกิจ ความมุ่งมั่นและความเอาใจใส่ของบรรดาผู้นำประเทศ

เหมือนคำที่เขาว่า ว่า “หากหัวไม่ขยับ หางก็จะไม่กระดิก” พวกเราประชาชนตาดำๆ ทั้งหลาย มีเรี่ยวแรงและทรัพยากรที่จำกัด หากนโยบายของประเทศไม่มามุ่งเน้นในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ก็ยากครับที่ประเทศจะโดดเด่นได้ในทางเทคโนโลยี และเพียงแค่นโยบายลอยๆ ไม่พอ แต่บรรดาผู้นำประเทศก็จะต้องแสดงความมุ่งมั่นและเอาใจใส่ต่อนโยบายที่ตนได้ออกไปด้วย คอยติดตามและให้ Feedback กลับอย่างใกล้ชิด คอยให้การสนับสนุนด้านทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นตลอดการดำเนินนโยบาย

ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าประเทศจีนมีความชัดเจน ทั้งในการตั้งเป้าหมายว่าจะเอาชนะอเมริกาด้านนวัตกรรม และชัดเจนในเรื่องการลงทุน คือ ยอดเงินลงทุนด้านนี้สูงกว่าอเมริกาเกือบสองเท่าตัว

2. การพัฒนาการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อม

จะขับเคลื่อนนโยบายด้านเทคโนโลยี เราต้องเตรียมความพร้อมของคนของเราด้วย นโยบายการศึกษาของไทยก็จะต้องพร้อมที่จะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพออกมา ต้องมีการตรวจสอบและประเมินผลอยู่เป็นประจำ ว่าระบบการศึกษาของเรานั้นมีความเหมาะสมเพียงใดสำหรับเด็กไทยเราเอง และกระแสความเป็นไปของโลก

ไม่ใช่ว่าการไปลอกระบบการศึกษาของประเทศอื่นมาใช้แล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จเสมอไป ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วในการสอง GAT, O-NET, A-NET ซึ่งเหมือนกับ SAT, O-Level, A-Level ของต่างประเทศ และจนป่านนี้ทุกครั้งที่มีการสอบ ก็ยังคงมีข้อกังขาและปัญหาอยู่เนืองๆ

และที่สำคัญต้องระวังไม่ให้มันสมองไหลไปช่วยพัฒนาความเจริญให้แก่ต่างประเทศ… เราภูมิใจที่มีคนไทยได้ไปทำงานกับบริษัทใหญ่โต อย่าง Microsoft, Yahoo หรือ Google หรือแม้แต่หน่วยงานใหญ่ๆ อย่าง NASA แต่เราต้องมองว่าการไปทำงานกับบริษัทเหล่านี้ ควรเป็นแค่การเข้าไปหาประสบการณ์เพื่อสร้างความรู้และความพร้อมให้แก่บุคลากรในประเทศ และนำความรู้ ประสบการณ์ดังกล่าว กลับมาใช้ในกระบวนการพัฒนาประเทศ

3. การสร้างเทคโนโลยีที่เป็นของไทยแท้ๆ

ประเทศไทยมีโชคดีเหมือนกับประเทศจีน คือ มีอุตสาหกรรมการผลิตด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานไว้เยอะ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังมองไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนจากทางรัฐบาล ถึงแนวทางในการเรียนรู้ ซึมซับเทคโนโลยีเหล่านั้น เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

ติดตามข่าวเศรษฐกิจมานักต่อนัก เห็นแต่ว่ารัฐบาลพยายามจะสนับสนุนให้มีการลงทุนในการสร้างโรงงานผลิตต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อกระตุ้นยอดส่งออกของประเทศ และให้เกิดการสร้างงานภายในประเทศ แต่ผมอยากให้มองดูว่า สุดท้ายแล้วเราส่งออกชิ้นส่วนพวกนี้ไปต่างประเทศแล้ว มันก็จะถูกแปรรูปแล้วส่งกลับมาขายดึงเงินในประเทศเราออกไปในราคาที่แพงกว่าเดิมอยู่ดี แบบนี้จึงเป็นนโยบายที่ขาดดุลมากกว่านโยบายการเพิ่มดุลการค้า และสุดท้ายไทยเราก็ยังต้องยืมจมูกคนอื่นเขาหายในในเรื่องของเทคโนโลยีอยู่ดี

เทียบกับประเทศจีนแล้ว การสนับสนุนด้านการลงทุนดังกล่าว นอกจากเพิ่มยอดการส่งออก เกิดการสร้างงานภายในประเทศแล้ว ประเทศจีนยังได้ประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยี ที่ในที่สุดแล้วก็จะช่วยให้ไดมาซึ่งเทคโนโลยีอันเป็นต้นฉบับของประเทศตนเองในที่สุด

นอกจากนี้ พอพูดถึงการปฏิรูปทางการเมืองแล้ว ผมอยากให้มองเรื่องของการแต่งตั้งรัฐมนตรีด้วยนะครับ ดูอย่างประเทศอเมริกาเนี่ย รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานเขาระดับได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เลยทีเดียว ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็ต้องมีความสามารถโดดเด่นในสาขาที่พวกเขาเข้ามาคุมกระทรวง คนอเมริกานั้นเวลาจะเลือกประธานาธิบดีเขาจะมองว่า หากเลือกใครเข้ามาแล้ว คณะรัฐมนตรีจะเป็นใครบ้าง

หันมามองเมืองไทยแล้ว คณะรัฐมนตรีเมืองไทย มาจากโควต้าของจำนวน สส. ในแต่ละพรรคการเมือง จำนวน สส. มากน้อยก็จะมีผลต่อการได้เข้าไปคุมกระทรวงสำคัญๆ ในรัฐบาลซะงั้น … เฮ้อ

*** อัพเดตเพิ่มเติม 10 ก.ค. 2553 20:40 ***

ความเห็นจาก Tweetple คุณ @pakada แนะนำว่าบทความของ Computer World มีแต่จุดแข็งของประเทศจีนแล้ว ก็ควรจะวิเคราะห์ในประเด็นของจุดอ่อนของประเทศจีนบ้าง ก็จะลองเขียนถึงดูเท่าที่พอจะนึกได้นะครับ

1. คุณภาพของสินค้าที่แย่

หลายคน รวมถึงผมเองก็มีความเชื่อที่ชัดเจนว่า สินค้าที่เป็น Made in China แท้ๆ มักจะมีคุณภาพที่ไม่ดี ไม่ต้องเอาอะไรมากครับ เจอในหน้าหนังสือพิมพ์หัวสี (พวกไทยรัฐ เดลินิวส์ ฯลฯ) เป็นประปราย ถึงปัญหาบกพร่องของสินค้าจากจีน เช่นเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เมล์มาจากเพื่อน เป็นกรณีไฟฉาย LED แบบชาร์จได้ ชาร์จๆ อยู่เกิดช็อตไฟลุกขึ้นมาซะแบบนั้น

แต่ตรงนี้ผมก็ยังไม่อยากฟันธงชัดเจนว่า สินค้าที่ทำในประเทศจีนมันมีคุณภาพไม่ดีนะครับ ผมว่ามันอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพมากกว่า เพราะหากดูจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ดังๆ แล้ว ไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกลหรอกครับ เอา iPhone 3GS ของผมก็ได้ ทัน Assembled in China ครับ ซึ่งมีการควบคุมคุณภาพอย่างดี โดยเจ้าของแบรนด์ มันก็มีคุณภาพดีนะครับ … หรือยกตัวอย่างคอมพิวเตอร์ยี่ห้อ Lenovo อันนี้ก็สัญชาติจีนแท้ๆ และเดิมเป็นผู้ผลิตให้กับ IBM มาก่อน แต่ภายหลังซื้อกิจการต่อจาก IBM

แต่หากปราศจากการควบคุมคุณภาพที่ดี ก็ต้องระวังปัญหาแบบที่เกิดในกรณีนมผสมเมลามีนนี่แหละครับ

2. ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร

ปัญหาด้านการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และการละเมิดสิทธิบัตรในประเทศจีนนี่ก็เป็นอะไรที่น่าห่วง เพราะก็สามารถทำชื่อเสียแปดเปื้อนได้ง่ายๆ … ผมได้ลองสรุปสถานการณ์แล้ว ได้ข้อมูลแบบนี้ครับ

3. ของปลอม

นอกจากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรแล้ว ของปลอมในประเทศจีนก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวครับ แต่ผมไม่ได้หมายถึงของปลอมที่ละเมิดสิทธิบัตรนะครับ ผมหมายถึง ของปลอมที่ทำเหมือน แล้วมันใช้งานไม่ได้จริงๆ ซะมากกว่า เช่น เจ้า USB Flash Drive อันนี้

fake-usb-flash-drive

ไม่ใช่เรื่องแซว หรืออำกันเล่นๆ นะครับ แต่มันมีจริงๆ และก็มีคนโดนมาแล้ว ทั้งในประเทศไทย และพวกฝรั่งเอง แต่รูปที่ผมเอามานี่ มาจากบล็อกของฝรั่งครับ เป็นเหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ. 2007

4. ปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์

ในประเทศจีนนั้น ก็ยังมีปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์อยู่ไม่น้อย กล่าวคือ ในบางพื้นที่ของประเทศจีน ค่าแรงขั้นต่ำของคนงานนั้นถูกแสนถูกซะจนอยู่กันไม่ได้ หรือไม่ก็มีการใช้แรงงานกันหนักมากจนเกิดความเครียด และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ที่บั่นทอนสภาพจิตใจของแรงงาน … ปัญหานี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ผลทางอ้อมมีแน่ๆ เพราะพวกบริษัทต่างชาติทั้งยุโรปและอเมริกานั้น มองเรื่องแรงงานสัมพันธ์สำคัญมากทีเดียว มีหลายๆ บริษัทนั้นจะไม่มีการตกลงธุรกิจกับบริษัทใดๆ ที่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนของพนักงานเลยทีเดียว

ยกตัวอย่างกรณีปัญหาแรงงานสัมพันธ์ล่าสุดในจีน ก็เห็นจะเป็นกรณีที่พนักงานของบริษัท Foxconn ฆ่าตัวตายกันหลายคน เป็นต้น

ใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติม ก็ร่วมอภิปรายกันได้ครับทาง Comment

Advertisements
หมวดหมู่:บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก ป้ายกำกับ:
  1. สุรศักดิ์
    กรกฎาคม 10, 2010 ที่ 15:19

    ผมเห็นด้วยกับประเด็นที่ได้เสนอมา แต่อยากแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องนึงที่ว่า ประเทศไทยมีข้อจำกัดอย่างนึงที่ต่างจากหลายๆประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ส่วนความต่างจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั้นต้องขอยกไว้ก่อน

    ความต่างที่สำคัญที่มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศไทยไม่เหมือนกัับชาติอื่นอีก 3 ชาติ ผมคิดว่าคือระบบการปกครองหรืออาจจะรวมถึงระบบเศรษฐกิจด้วย ได้แก่
    -จีน ความต่างชัดเจนโดยเฉพาะระบบการปกครอง ส่วนระบบเศรษฐกิจก่อนหน้านี้จีนไม่ได้ใช้ระบบทุนนิยมเหมือนทุกวันนี้ การที่จีนมีระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ทำให้รัฐบาลจีนมีอำนาจในการดำเนินนโยบายอะไรได้เด็ดขาด ทั้งในแง่การสนับสนุนงบประมาณมหาศาลและการคัดเลือกคนเก่งๆมาทำงานได้ตามต้องการ แต่ประเทศไทยที่มีการปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น บ.หัวเหว่ยของจีน ถ้าไม่ได้รัฐบาลจีนสนับสนุนงบประมาณที่ยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนวิจัยและพัฒนาทางด้านอุปกรณ์โทรคมนาคม บ.หัวเหว่ยจะไม่สามารถเกิดได้ การลงทุนทำ R&D แบบนี้ ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงมาก ประเทศไทยในเรื่องงบประมาณมันติดพันไปกับเรื่องอื่นๆไปค่อนข้างมาก ไม่สามารถทำได้ตูมเดียวในการเอาเงินงบประมาณเยอะๆมาสนับสนุนให้ บ.อย่าง บ.หัวเหว่ย เกิดขึ้นได้ รัฐบาลในหลายๆรัฐบาลต้องค่อยๆเน้นและค่อยๆดึงงบประมาณส่วนอื่นมาให้กับการ R&D และในเรื่องกำลังคนก็เช่นกัน บ้านเราอาจมีคนจบทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มาจำนวนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเขาเหล่านั้นเป็นได้แค่ user ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา การจะเปลี่ยนตรงนี้ก็คงเปลี่ยนไม่ได้ในตูมเดียวเช่นกัน ต้องใช้เวลา ผมเคยคิดนะครับว่า ถ้าหากรัฐบาลไทยมีนโยบายตั้ง บ.แบบ บ.หัวเหว่ย คือ กันงบประมาณออกมาให้ได้ ปีละเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อ R&D ก่อน แล้วจ้างเหล่าผู้จบวิทย์หรือวิศวะอย่างน้อย ป.โท ให้เงินเดือนในระดับที่ไม่ใช่ข้าราชการ แต่เป็นองค์กรพิเศษของรัฐ ที่มีค่าตอบแทนในระดับสูงเพื่อจูงใจคนเก่งๆให้มาสมัครเข้าทำงาน คนที่จบวิทย์หรือวิศวะมาก็จะไม่เคว้งคว้างจนต้องกลายไปเป็น user scientist หรือ user eng ซึ่งเป็นการสูญเปล่าอย่างยิ่ง ผมก็คนนึงที่อยู่ในประเภทนั้น คือ เป็นได้แค่ผู้ใช้เทคโนโลยีแต่ไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์คิดค้น
    -สิงค์โปร์และมาเลเซีย คล้ายๆกันในสองประเทศนี้ ซึ่งแม้ระบบการปกครองจะไม่คอมมิวนิสต์จ๋าแบบจีน แต่ทั้งสองประเทศนี้ระบบการปกครองก็มีความเป็นเผด็จการมากกว่าไทย แม้ระบบเศรษฐกิจจะเป็นทุนนิยมเหมือนกันก็ตาม

    สรุปได้สั้นๆว่า ประเทศไทย หลายๆอย่างไม่เอื้ออำนวยต่อการที่ไทยจะทำแบบหลายๆประเทศได้ด้วยข้อจำกัด หากจะทำให้ได้แบบพลิกเลย ต้องทำแบบจีน คือ รัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งต้องกล้าหักดิบดึงงบประมาณจากส่วนอื่นมาตั้งบริษัท เพื่อให้บริษัทนี้ทำ R&D แบบยิ่งยวด แบบเต็มเวลา บริหารแบบเอกชน (Nectec เป็นรูปแบบหนึ่ง แต่น่าจะยังไม่ได้บริหารแบบเอกชน และนักวิจัยที่ทำงานเต็มเวลาในแต่ละเรื่องมีน้อยคนมาก) แต่รัฐบาลให้งบประมาณมหาศาลมา การที่เราจะให้บริษัทเอกชนใดๆ กล้าที่จะลงทุนทำ R&D งานใหญ่ ยากที่จะเป็นไปได้ หากงานเล็กๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ พวกตู้สาขาโทรศัพท์ (PABX)และ UPS แบบนี้เอกชนไทยทำได้เพราะไม่ได้สเกลใหญ่มากและทำได้ดี

    • นายกาฝาก
      กรกฎาคม 10, 2010 ที่ 18:32

      ขอบคุณสำหรับข้อมูลแลกเปลี่ยนครับ ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนทีเดียว และเห็นด้วยครับในเรื่องของความแตกต่างด้านระบบการปกครองและระบบเศรษฐกิจ จริงผมอยากรวมถึงเรื่องของทัศนคติของคนด้วยเหมือนกัน เพราะผมเองก็ยังจินตนาการไม่ออกว่า สมมติประเทศไทยเกิดเปลี่ยนการปกครองไปเป็นแบบเพื่อนบ้านที่พัฒนาแบบนั้นแล้ว มันจะเจริญเหมือนบ้านเขาเมืองเขาหรือไม่ (อ๊ะๆ แต่ผมไม่ได้แนะนำว่าเราจะต้องไปเป็นสังคมนิยม หรือเผด็จการนะครับ 😀 )

      อย่างไรก็ดี หากพิจารณาดูดีๆ แล้ว ประเทศไทยเราแม้จะไม่สามารถทุ่มเงินมหาศาลมาสนับสนุนส่งเสริมได้แบบจีน แต่ก็ยังสามารถพิจารณาเรื่องงบประมาณที่สนับสนุนเทคโนโลยี หรือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ เพราะผมเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องถึงขนาดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ

      สิ่งที่ขาดจริงๆ ในมุมมองของผม ณ ขณะนี้ก็คือ เรายังเน้นการออกงบสนับสนุน และอุดหนุน แต่ไม่มองไปไกลถึงขั้นที่จะให้ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนและอุดหนุน สามารถอยู่ต่อไปได้ด้วยตนเองในภายหลัง … พูดง่ายๆ คือ เน้นไปที่การจับปลาให้ แต่ไม่ได้สอนการจับปลาครับ

  2. คอหวย
    เมษายน 22, 2011 ที่ 14:25

    แล้วใครหล่ะจะเป็นคนทำ (ผู้นำ) ??

  3. มกราคม 20, 2014 ที่ 05:20

    กล้าหักดิบ โดยการลดเงินค่าแรงขั้นต่ำ ให้ต่ำกว่าจีน เพิ่มสวัสดิการให้แรงงานไม่อดตาย เพิ่มสิทธิพิเศษให้แก่ แรงงานที่ออกมาตั้งบริษัทเอง ช่วยเหลือด้านทุนการผลิต ช่องทางจำหน่าย และการตลาดภายในประเทศ
    ส่วนต่างชาติที่เข้ามาตั้งโรงงาน ได้รับสิทธิพิเศษในการเว้นภาษี ถ้าหากทำความรู้เทคโนโลยีล่าสุดเข้ามา สนับสนุนตั้งโรงงานผลิต แต่ให้เน้นส่งออก ส่วนตลาดในประเทศไทยให้เป็นตลาดของแรงงานที่ไปเปิดบริษัทเองได้(ต่างประเทศบริษัทต้องแข่งขันเอง)

    พูดง่ายคือเอาความรู้เขามาแต่ให้สิทธิพิเศษเพื่อให้เขาแข่งขันในตลาดโลกได้ ส่วนบริษัทคนไทยที่ได้ความรู้จากต่างชาติ ให้สร้างประสบการณ์ในตลาดของไทย win win กันทุกคน ส่วนแรงงานถ้าอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องหาความรู้เพื่อมาเปิดบริษัทของตนเองให้ได้ ไม่งั้นไม่ได้เกิด วัดกันที่ความรู้ ไม่ใช่ทุน เพราะทุนมีรัฐบาลช่วยเหลือ ไม่ใช่การกู้แต่เป็นการแบ่งผลกำไร เป็นรายได้ของรัฐบาล ของโครงการ

  4. มกราคม 20, 2014 ที่ 05:25

    วิธีผมเป็นยังไง มีความเห็น ตอบผ่าน facebook reak udon ได้นะครับ

  1. กรกฎาคม 10, 2010 ที่ 14:19

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: