หน้าแรก > เก็บมาฝาก > Video call เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตจริงหรือ?

Video call เทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตจริงหรือ?

จั่วหัวแบบนี้หลายๆ คนคงงงกันทีเดียวว่าผมมาอารมณ์ไหนถึงได้เกรียนแบบนี้ … ก็ในเมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารมันเริ่มจากควันไฟ ไปจดหมาย มาที่โทรเลข ต่อไปที่โทรศัพท์ และสุดท้ายก็ต้อง Video call โทรกับแบบเห็นหน้าสิ จริงไหมล่ะ ไม่อย่างนั้น Apple จะทำหน้าชื่นตาบาน เปิดตัวคุณสมบัติ FaceTime บน iPhone 4 ทำยังกับว่าเป็นเทคโนโลยีล้ำยุคสุดยอดไฮเทคทำไม

อ๊ะๆ ผมยอมรับก็ได้ ว่างวดนี้ผมอาจจะเกรียน แต่สิ่งที่ผมกำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ มาจากบทความ 132 Years of the Videophone: From Futuristic Fantasy to Flops to FaceTime ของเว็บ Technologizer.com ครับ ก็ดูจากชื่อก็จะเห็นแล้วว่า Video call นี่มันมีมาตั้ง 132 ปีแล้ว มันจะเป็นเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตได้ยังไง … เรียกมันว่า เทคโนโลยีแห่งอดีต ที่ดันเพิ่งมาใช้ในเชิงพาณิชย์และแพร่หลายได้จริงๆ ในปัจจุบันดีกว่า เหอๆ

เช่นเคยครับ บล็อกของผมตอนนี้ ก็เป็นการสรุปเนื้อหามาจากบนความ 132 Years of the Videophone เพื่อให้เป็นภาคภาษาไทยให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจกันได้ง่ายๆ และมีการเพิ่มเติมสำบัดสำนวนและข้อมูลของผมเข้าไปตามสมควรครับ

แนวคิด Video phone เกิดมาหลังโทรศัพท์ไม่นาน

อย่างที่ได้จั่วหัว และเกริ่นนำไปข้างต้นนั่นแหละครับ Video call ไม่ได้แนวคิดหรือเทคโนโลยีอะไรที่ใหม่เลย ถ้าจะพูดให้ถูกๆ แล้ว แนวคิดนี้มันมีเริ่มมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ เซอร์อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ได้ประดิษฐ์โทรศัพท์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1876 แล้ว และตอนนั้นเองที่ผู้คน (รวมถึงตัวเบลล์เองด้วย) ก็เริ่มวาดฝันถึงการส่งภาพไปพร้อมๆ กับเสียง … อารมณ์ประมาณว่า เมื่อเสียงยังส่งไปได้ ทำไมจะส่งภาพไปด้วยไม่ได้ล่ะ ซึ่งตรงนี้มีภาพประกอบเป็นหลักฐานถึงจินตนาการของคนสมัยนั้นด้วย คือ [ซ้าย] George du Maurier ในปี ค.ศ. 1878 และ [ขวา] เป็นภาพที่วาดในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1910 ซึ่งจินตนาการถึง Video call ว่าจะมีในปี ค.ศ. 2000

videophones_01

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี ค.ศ. 1927 AT&T ก็เริ่มทำการทดลอง Video telephone ซึ่งได้กลายมาเป็น “Picture-Phone” อันเลื่องชื่อในปี ค.ศ. 1956 นั่นเอง (ภาพบนซ้าย) ในการทดลองครั้งนี้ เจ้า Picture-Phone สามารถส่งภาพจากนิวยอร์คไปลอสแองเจลิสได้ โดยเป็นภาพขาวดำ ที่ความเร็ว 2 เฟรมต่อวินาที ซึ่งจะต้องมีสายสัญญาณสองเส้น เส้นหนึ่งสำหรับสัญญาณภาพและอีกเส้นหนึ่งสำหรับสัญญาณเสียง

videophones_02
รูปภาพจาก Popular Science/Time

นอกจากนี้ก็ยังมี Video telephone ตัวต้นแบบอีก 2 ตัวที่น่าสนใจคือ

  • ภาพขวามือ ในปี ค.ศ. 1951 U.S. Army Signal Corps ที่ Fort Monmouth รัฐนิวเจอซีย์ ได้พัฒนา “Television phone booth” ขึ้นมา
  • ภาพล่างซ้ายมือ ในปี ค.ศ. 1961 ณ ห้องทดลองของเบลล์ ก็มีการพัฒนา “Picture phone” ขึ้นมาด้วย

videophones_03
รูปภาพจาก AT&T

ในที่สุด ก็มีโทรศัพท์แบบเห็นภาพที่ใช้งานเชิงพาณิชย์

และในที่สุด Picturephone I ก็ออกมาให้ยลโฉมในงาน World’s Fair ที่นิวยอร์คในปี ค.ศ. 1964 และเช่นเคยครับ คือ ต้องมีการวางสายสองเส้น สำหรับสัญญาณภาพและสัญญาณเสียง แถมต้องเป็นสายชนิดพิเศษที่ไม่เหมือนกับสายโทรศัพท์ทั่วไปด้วยนะ

เจ้า Picturephone I นี่มีให้ใช้บริการระหว่างเมืองวอชิงตัน นิวยอร์ค และชิคาโก แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดครับ เพราะว่า ค่าโทรแพงบรรลัยเหลือถึง $16-$27 ต่อ 3 นาที (แล้วแต่ระยะทาง) … บางคนในยุคนี้อาจมองว่าไม่แพง (มั้ง?) แต่หากเทียบค่าเงินสมัยนั้นมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (ค.ศ. 2010) … ประทานโทษครับ $112-$189 เลยทีเดียว

และแม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงการสื่อสารทั้งภาพและเสียงพร้อมๆ กันจะยังไม่รุ่ง แต่ในโลกของนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์แนว Sci-Fi นั้น ต่างมองว่านี่คือเทคโนโลยีที่จะมีแพร่หลายกันอย่างมากในอนาคตเลยทีเดียว และหนึ่งในภาพยนตร์แนว Sci-Fi ที่ผู้คนรู้จักกันดี (และคนไทยเราก็น่าจะรู้จักกันดี) ก็คือ 2001: A Space Odyssey ครับ ก็มีการพูดถึง Video telephone ด้วย … หรือแม้แต่ภาพยนตร์ตลกอย่าง ชาร์ลีแชพปลิ้น ก็มีการพูดถึง Video call กันภายในโรงงานอยู่ตอนหนึ่งเหมือนกัน

videophones_05
รูปภาพจาก AT&T

หลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่าในปี ค.ศ. 1964 AT&T ก็ยังไม่เข็ดครับ … จากผลการสำรวจประชานิยมพบว่า เหตุที่ผู้คนไม่ตื่นตาตื่นใจกับเทคโนโลยีของ AT&T เลยก็มาจากหลายๆ สาเหตุ อาทิ แพงโคตร, ใช้งานยาก, จอเล็ก และที่สำคัญ ผู้ใช้งานไม่ชอบให้ใครมาเห็นหน้าระหว่างที่โทรอยู่ … แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ AT&T เลิกล้มความตั้งใจเลย และปี ค.ศ. 1970 AT&T ก็เข็น Picturephone II ออกมา (หาเรื่องตาย) อีกครั้ง โดยครั้งนี้มาให้บริการที่พิตส์เบิร์กแทน แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน AT&T ก็ต้องกลับมาใช้ระบบเดิมอีก

โทรศัพท์แบบเห็นภาพระบบดิจิตอลเครื่องแรกของโลก

videophones_06
ภาพโดย Greg Sharko (Popular Science เดือนมีนาคม ค.ศ. 1988)

ในปี ค.ศ. 1988 ก็มี Videophone ระบบดิจิตอลเครื่องแรกคือ Visitel LU-500-01 (เครื่องซ้ายมือในรูปด้านบน) ของมิตซูบิชิ ซึ่งขายในราคาต่ำมากคือ $399 เท่านั้น โดยการโทรแต่ละครั้ง คุณจะต้องหยุดพูด แล้วกดปุ่มส่งภาพ จากนั้น 5.5 วินาทีต่อมา ภาพของคุณ (ภาพนิ่ง) ก็จะส่งไปถึงผู้รับ แล้วคุณจึงโทรคุยกันต่อได้ (เล่นง่ายแบบนี้เลย) … แต่วิธีนี้ ทำให้ไม่ต้องมาติดตั้งสายสัญญาณพิเศษอะไรเพิ่มเติม สามารถใช้สายโทรศัพท์ธรรมดาๆ ได้เลย เพราะใช้เทคโนโลยีโมเด็มทั่วๆ ไปในการส่งข้อมูล

บริษัท Sony เองก็ผลิต Videophone คล้ายๆ กันนี้ในปี ค.ศ. 1987 ขึ้นใช้ในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน (เครื่องขวามือในรูปด้านบน) … แต่ก็อีกเช่นเคย ไปไม่รอดครับ

AT&T ยังไม่เข็ด

videophones_07

รูปภาพจาก AT&T

แม้จะล้มเลวไป 2 ครั้ง แต่ AT&T ก็ยังไม่ย่อท้อ ในปี ค.ศ. 1992 ก็ยังพัฒนาระบบ Videophone ที่ใช้งานกับเครือข่ายโทรศัพท์ธรรมดาได้ แถมยังมีราคาที่ไม่แพงมากจนเกินไปด้วย คือ AT&T VideoPhone 2500 โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในการส่งข้อมูลภาพวิดีโอความเร็ว 10 เฟรมต่อวินาที … แต่ด้วยราคาตัวเครื่อง $1599.99 (หรือเทียบเป็นค่าเงินปี ค.ศ. 2010 ก็คือ $2486.19) แถมใช้โทรหาได้แค่เจ้า VideoPhone 2500 ด้วยกันได้เท่านั้น ก็เลยทำให้เจ้านี่ตกกระป๋องไปโดยปริยาย

AT&T ล้มรอบที่ 3

videophones_08
รูปภาพจาก British Telecom/MCI

แต่ในช่วงนั้นเอง AT&T ไม่ได้เป็นเพียงรายเดียวที่ผลักดันเทคโนโลยี Videophone เข้าท้องตลาดนะครับ ยังมี MCI Video Phone ในปี ค.ศ. 1993 และในปี ค.ศ. 1996 ยังมีบริษัท British Telecom Presence (ภาพซ้ายมือ) เข้ามาร่วมแจมกับเขาด้วย โดยใช้เทคโนโลยี ISDN (Integrated Services Digital Network) เข้ามาใช้ในการส่งผ่านข้อมูล

เจ้า Videophone ของ British Telecom Presence นี่มาพร้อมกับจอ LCD ขนาด 6” แหล่มเป็ดมากทีเดียว แต่เนื่องจากเจอราคาเครื่องที่ $4000 พร้อมกับค่าเช่าสาย ISDN ราคาแพงมหาศาล เลยไม่ทำให้มันเป็นที่แพร่หลายนัก แต่ก็ยังมีธุรกิจหลายแห่งใช้เทคโนโลยีนี้ในการทำ Video conferencing อยู่

เข้าสู่ยุคเว็บแคม

videophones_10
รูปภาพจาก Logitech/Yvonne Marie Andres

ในปี 1994 บริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ Connectix ได้จำหน่ายกล้องเว็บแคมที่ว่ากันว่าเป็นกล้องเว็บแคมตัวแรกของโลก คือ QuickCam โดยสามารถจับภาพขนาด 320×240 พิกเซล ที่ความละเอียดสีเทา 16 บิต ซึ่งตอนนั้นรองรับเฉพาะเครื่อง Mac เท่านั้น ในราคา $99 ประกอบกับช่วงนั้นเป็นยุคแรกๆ ของอินเตอร์เน็ต และมีซอฟต์แวร์เกื้อหนุนอย่าง CU-SeeMe ก็เลยทำให้ตลาดเปิดกว้างขึ้นกว่าตอนที่ต้องใช้ ISDN ราคาแพงมหาศาล

และก็เป็นประเทศญี่ปุ่น

videophones_11
ภาพจาก Panasonic/Kyocera/NEC/Sony Ericsson

Videophone แบบไร้สายเครื่องแรกของโลก กลับไม่ได้มาจากประเทศอเมริกาผู้ให้กำเนิด Videophone ครับ แต่เป็นประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพความเร็ว 3-7 เฟรมต่อวินาที ผ่านทางเครือข่าย PHS ในประเทศญี่ปุ่นได้

ซึ่งต่อจากนั้นก็มี

  • Kyocera VP-210 (ค.ศ. 1999) ซึ่งนับเป็นมือถือรุ่นแรกๆ ที่สนับสนุน Video call
  • Sony Ericsson Z1010 (ค.ศ. 2003) และ NEC e606 (ค.ศ. 2003) ทั้งคู่ก็รองรับ Video call ด้วย โดยผ่านเครือข่าย 3G (นี่แสดงให้เห็นว่า ญี่ปุ่นมี 3G ใช้ตั้งแต่เมื่อ 7 ปีก่อน … แล้วไทยเราล่ะ? ป่านนี้เพิ่งจะเห็นแววแพลมๆ ว่าน่าจะมี)

แต่ถึงแม้ว่าจะมีบริการ Video call ให้ใช้แล้วก็ตาม แต่ผู้คนก็ยังไม่ได้มองว่านี่คือคุณสมบัติที่จำเป็นแต่อย่างใด

จวบจนกระทั่งกล้องเว็บแคมสีมีราคาถูกลงอย่างมาก มีซอฟต์แวร์ฟรีๆ ให้เราดาวน์โหลดไปใช้ แล้วทำ Video call กันได้ง่ายๆ ฟรีๆ (พร้อมกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงขึ้น) เลยทำให้การทำ Video call หรือ Video chat เป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น และในปี ค.ศ. 2005 นี่เอง ที่ Skype ก็ได้เริ่มให้บริการ Video call

ในช่วงนี้ ทัศนคติที่มีต่อการทำ Video call เปลี่ยนไป เด็กยุคใหม่มองว่า Video chat เป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ โดยมีการแยกแยะชัดเจนเลยว่า หากต้องการโทรคุยกัน ก็ให้ใช้โทรศัพท์ไป แต่หากต้องการคุยแบบเห็นหน้ากัน นี่เลย เว็บแคม

videophones_13
รูปภาพจาก Nortel/D-Link/Grandstream/ACN/Amstrad

เด็กๆ ก็สนุกไปกับการเล่น Video chat ในขณะที่บรรดาผู้ใหญ่นักธุรกิจต่างๆ ก็มีทัศนคติที่ดีต่อ Video call มากขึ้นเช่นกัน ตรงนี้ผมมองว่าเป็นเพราะการโทรคุยกันนั้นช่วยประหยัดทั้งเวลาในการเดินทาง และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าในกรณีที่ต้องเดินทางไปไกลๆ จริงๆ แต่ถึงกระนั้นการพบปะแบบเห็นหน้าค่าตากันจริงๆ ก็สำคัญ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้แนวคิด Video call ไม่เสื่อมคลายไป แม้จะผ่านมาแล้วร้อยกว่าปี

ซึ่งในยุคนี้เทคโนโลยีก็พรั่งพร้อม … โดยเฉพาะ IP phone ต่างๆ

และมาจนถึงปัจจุบัน ปี 2010 ณ เวลาที่เทคโนโลยีพร้อม อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงพร้อม โมบายอินเตอร์เน็ตก็เร็วปรี๊ดๆ ประกอบกับเรื่องของทัศนคติและมุมมองที่ผู้คนมีต่อ Video call เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายสิบปี หรือร้อยปีเศษๆ ก่อนหน้า เลยทำให้ Video call กลายมาเป็นที่นิยม และมีซอฟต์แวร์หลายๆ ตัว โทรศัพท์มือถือหลายๆ รุ่น ที่ออกมารองรับคุณสมบัตินี้ และผู้ใช้งานหลายต่อหลายคนต่างก็ถวิลหา (ครับ FaceTime ของ Apple ไม่ใช่ระบบเดียวที่ทำ Video call ได้ … ยังมี Fring และซอฟต์แวร์อื่นๆ อีกมากมายที่ช่วยคุณได้)

แต่หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ก็สุดที่จะคาดเดาแล้วเช่นกัน

Share

Advertisements
หมวดหมู่:เก็บมาฝาก ป้ายกำกับ:, ,
  1. ปลาทอง
    ธันวาคม 2, 2010 ที่ 03:34

    ถ้าเราไม่ต้องการตามกระแสมาก ที่ต้อง iphone 4 เท่านั้น รบกวนคุณกาฝากแนะนำโทรศัพท์ ที่เราสามารถใช้งาน video call แบบ facetime ของไอโฟนให้หน่อยค่ะ แล้วข้องใจอย่างนึงค่ะ คือปกติใช้skype คุยกับแฟนตลอดค่ะเพราะอยู่กันคนละประเทศ ตอนนี้แฟนใช้ iphone 4 แต่เราไม่ได้ใช้ เวลาคุยผ่านskype โดยที่เค้าใช้ iphone แต่เราใช้ โน๊ตบุค ทำไมถึงใช้ video call ไม่ได้คะ คุยได้อย่างเดียว ทังๆที่เค้าก้มีกล้อง เป็นเพราะว่าข้อจำกัด app ของ iphone รึป่าวคะ เพราะตอนแรกคิดว่ามือถือที่มีกล้องอยู่ด้านหน้า แล้วก็สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ เราสามารถใช้video call ของskype ได้เหมือนกับ เราใช้ Note book ทั่วไป

    • นายกาฝาก
      ธันวาคม 2, 2010 ที่ 07:10

      ถ้าไม่สนใจ FaceTime ของ iPhone ก็ลองดู Android สิครับ ตอนนี้รุ่นที่มีกล้องหน้าก็คือ Dell Streak, Samsung Galaxy S, Samsung Galaxy Tab กับ WellcoM A800 ครับ แล้วทำการติดตั้ง App ชื่อ Tango รับรองว่าเหมือน FaceTime เด๊ะๆ 555 แถม App ตัวนี้มีเวอร์ชันบน iPhone ด้วย ดังนั้น ใช้คุยเหมือน FaceTime หากันได้เลย

      App อีกตัวที่สามารถทำ Video Call หากันได้ก็คือ Fring ครับ มีเวอร์ชันสำหรับ iPhone และ Android ด้วย ใช้งานไม่ยากๆ

      ทีนี้มาเข้าประเด็น Skype ต่อ … Skype for iPhone มีข้อจำกัดครับ ไม่สามารถทำ Video Call ได้ครับ ดังนั้นต่อให้มือถือมีกล้องหน้า ก็ไม่สามารถทำได้อยู่ดี

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: