หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เขียนตามกระแส > แนวคิดขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาท/วัน ทั่วประเทศ อาจนำประเทศไปสู่ความวุ่นวาย

แนวคิดขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาท/วัน ทั่วประเทศ อาจนำประเทศไปสู่ความวุ่นวาย

ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเขียนบล็อกนี้ครับ … แต่ว่าผมไปสะดุดกับหัวข้อข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ว่า “กกร. สะอึกค่าจ้างขั้นต่ำ 250 บาท” เข้าให้ อ่านรายละเอียดของข่าวแล้วแทบสำลักครับ เพราะไม่ทราบว่าใครกันแน่ที่เป็นคนเสนอแนวคิดนี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สำคัญ แนวคิดนี้ตั้งใจจะให้ค่าแรงขั้นต่ำ 250 บาทนี้ เป็นอัตราเดียวทั่วประเทศด้วย!!

แต่ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวล้อฟรีก่อนว่า ผมเห็นด้วยว่าปัญหาความยากจนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวไทยของเรานั้นต้องได้รับการแก้ไข ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนก็จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา เพียงแต่ผมว่ามันไม่น่าจะใช่วิธีนี้ครับ

ในฐานะที่ผมเองก็เคยทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมโรงงานมาก่อน และเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงระดับผู้จัดการ ซึ่งต้องคอยบริหารงาน และดูแลพนักงานในสังกัดถึง 400 คน ผมจึงพอมองเห็นภาพได้ชัดเจนว่า หากแนวคิดนี้ถูกนำไปดำเนินการแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่พิจารณาให้ถ้วนถี่ มันจะนำไปสู่ความวุ่นวายได้มากน้อยขนาดไหน … มาลองอ่านเหตุผลที่ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ดูกันครับ

1. การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาท เท่ากับเพิ่มค่าครองชีพไปในตัว จริงๆ ไม่ต้องยกตัวอย่างร้อยแปดพันเก้า ก็เชื่อว่าทุกท่านคงตระหนักถึงประเด็นนี้ดีอยู่แล้ว เพราะพอมีข่าวปรับขึ้นค่าแรง ไม่ว่าจะขั้นต่ำ หรือเงินเดือนราชการก็ตาม ข้าวของก็เตรียมขึ้นราคากันแต่เนิ่นๆ อยู่แล้ว

แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ …

ลองคิดซะว่า โรงงานอุตสาหกรรมในบ้านเรา ส่วนหนึ่งแล้วเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตพวกอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งมีคนงานในระดับลูกจ้างรายวันตั้งแต่ระดับหลายสิบคนไปจนถึงหลายพันคน การขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 250 บาท มันจะกลายเป็นภาระมากแค่ไหน ผมจะคำนวณให้ดู

สมมติว่าเป็นโรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร มีพนักงานรายวันทั้งสิ้น 1,000 คน

  • ภาระที่ต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น ตกวันละ 250 – 206 = 44 บาท/คน/วัน
  • พนักงาน 1,000 คน เท่ากับมีภาระจ่ายเพิ่มวันละ 44,000 บาท
  • โรงงานอุตสาหกรรมทำงาน 26 วันใน 1 เดือน เท่ากับมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเดือนละ 1.14 ล้านบาท และเท่ากับ 13.73 ล้านบาทต่อปี

นี่คือคิดที่โรงงานในกรุงเทพ และปริมาณฑล ที่มีค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ในฐานที่สูงอยู่แล้ว ลองเปลี่ยนมาเป็นโรงงานในจังหวัดเชียงใหม่ที่ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 171 บาท เท่ากับพวกเขาจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 24.65 ล้านบาทต่อปี หรือหากเป็นโรงงานที่จังหวัดพะเยา ก็จะรับภาระเพิ่ม 30.89 ล้านบาทต่อปีกันเลยทีเดียว (คิดที่จำนวนพนักงาน 1,000 คน) … หากจำนวนพนักงานน้อยก็อาจจะภาระน้อยหน่อย แต่ก็ไม่พ้นหลายล้านบาทต่อปีละครับ

นี่ยังไม่นับกรณีที่มี OT เพิ่ม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีเป็นประจำอยู่แล้ว … จากประสบการณ์ของผม พนักงานส่วนใหญ่ จะมีรายได้จาก OT อยู่ที่ประมาณ 20% ของเงินเดือนเป็นอย่างน้อย ฉะนั้นภาระที่เพิ่มขึ้นมาก็คงต้องบวกจากตัวเลขที่ผมพูดถึงไปข้างต้นอีก 20% หรือก็คือ โรงงานที่มีพนักงานที่กินค่าแรงรายวันจำนวน 1,000 คน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมาณฑลก็จะมีภาระเพิ่มขึ้นราวๆ ปีละ 16.48 ล้านบาท!!! จังหวัดอื่นๆ ลองคำนวณดูเอาเองครับ (ดูอัตราค่าแรงขั้นต่ำประจำปี 2553 ในจังหวัดต่างๆ ที่นี่)

แล้วรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ก็คือรายได้ที่ลดลง … แล้วโรงงานพวกนี้จะเสริมรายได้ที่ลดลงด้วยทางไหน? แน่นอน ก็คือขึ้นราคาสินค้านั่นเอง ไม่ก็อาจจะต้องพิจารณาปรับลดต้นทุนลง ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ลดคุณภาพ ลดจำนวนคน ฯลฯ

2. การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 250 บาท ทำให้สมดุลของโครงสร้างเงินเดือนเสียหาย ไม่แน่ใจว่าทางรัฐบาลทราบไหมว่า ปกติแล้วโรงงานอุตสาหกรรมจะมีการปรับประเภทของพนักงานจากรายวันให้เป็นรายเดือนด้วยเมื่อพวกเขามีประสบการณ์ ทักษะความสามารถได้ถึงระดับหนึ่ง แต่การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาทนี่จะทำให้สมดุลโครงสร้างเงินเดือนนี้เสียหายไป … ลองคำนวณเล่นๆ กับโรงงานอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมาณฑล ค่าแรงขั้นต่ำ 206 บาท

เงินเดือนนาย ก. เงินเดือนนาย ข.
ปี 53 นาย ก. ได้ขึ้นเป็นรายเดือน 206 x 30 = 6,180 บาท 206 x 26 = 5,356 บาท
ปี 54 นาย ข. ได้รับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาท ??? 250 x 26 = 6,500 บาท
ปี 54 นาย ก. ได้ปรับขึ้นค่าแรง 4% 6,180 + 247.2 = 6,427.20 บาท 250 x 26 = 6,500 บาท

อ้าว! อยู่ๆ เงินเดือน นาย ข. แซงหน้า นาย ก. เฉยเลยครับ

เดือดร้อนผู้ประกอบการอีก เพราะขืนปล่อยไว้ นาย ก. ลาออกจากงานไปทำงานที่อื่น กินเงินเดือนลูกจ้างรายวันแน่ๆ ก็ต้องมีการปรับค่าแรงของ นาย ก. ให้มากกว่า 4% อย่างที่เห็น เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่าง นาย ก. กับ นาย ข. … แต่มันก็ไม่จบแค่นั้น เพราะปรับ นาย ก. ขึ้น แล้วนาย ค. ง. จ. ฉ. ที่ได้เป็นรายเดือนมาก่อนหน้า ก็ต้องพยายามปรับให้ได้สัดส่วนอีก ไม่อย่างนั้นอาจเกิดฝนตกไม่ทั่วฟ้า กลายเป็นสร้างความไม่พอใจให้แก่พนักงานอีก

ยังไม่จบนะครับ … เพราะการพิจารณาแค่ให้ นาย ก. มีเงินเดือนหนี นาย ข. อย่างเดียวไม่พอ ต้องพิจารณาเผื่อ นาย ฮ. ที่บังเอิญปีนี้ได้ปรับขึ้นค่าแรงเป็นรายเดือนอีกด้วย หรือ นาย ส. ที่ปีหน้าก็มีโครงการจะได้ปรับค่าแรงขึ้นเป็นรายเดือนอีกด้วย เพราะพวกนี้เวลาเขาปรับเป็นรายเดือนแล้ว มันคือการคิด 250 x 30 = 7,500 บาทกันเลยทีเดียว!!

ผู้ประกอบการเหงื่อตกแน่ๆ โครงสร้างเงินเดือนเสียหายยับเยิน

3. นายจ้างขาดเครื่องมือในการให้รางวัล และปลูกฝังค่านิยมไม่สู้ชีวิต การขึ้นเงินเดือนและโบนัส เป็นเครื่องมือในการเสริมแรงให้ลูกจ้างมีพฤติกรรมที่นายจ้างต้องการ กล่าวคือ ปกติแล้วใครที่ขยันขันแข็งในการทำงาน หยุดลามาสายน้อยๆ พวกนี้ก็มักจะได้ขึ้นเงินเดือนและโบนัส ในทางตรงกันข้าม พวกที่ไม่ทำพฤติกรรมที่นายจ้างต้องการ แต่ไม่ถึงกับเลวร้ายสุดๆ จนนายจ้างไล่ออก พวกนี้ก็จะอดขึ้นเงินเดือนและโบนัส หรือได้น้อยมาก (ตรงนี้ต้องบอกก่อนว่า การไล่ลูกจ้างออกนั้น หากเป็นไปได้ นายจ้างจะพยายามเลี่ยง เพราะเสี่ยงต่อข้อกฎหมายแรงงานหลายอย่าง)

แต่พอมีรัฐเข้ามาแทรกแซงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบสูงปรี๊ดแบบนี้ ก็จะทำให้ความขลังในการไม่ขึ้นเงินเดือนของนายจ้างลดน้อยถอยลงไปครับ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว นายจ้างไม่ขึ้น เดี๋ยวถึงเวลารัฐบาลก็เข้ามาแทรกแซง และปรับฐานค่าแรงขั้นต่ำ นายจ้างก็ต้องจำใจขึ้นเอง

นอกจากนี้ ในทางจิตวิทยาแล้ว การทำเช่นนี้ก็คือการเสริมแรงให้แก่บรรดาลูกจ้างรายวันว่า หากคุณต้องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ คุณไม่ต้องไปขยันขันแข็งทำงานให้หนักหน่วงหรอกครับ มารวมตัวกันเรียกร้องกับรัฐบาลให้ช่วยแทรกแซงโดยการปรับค่าแรงขั้นต่ำได้ผลดีกว่า แถมเผลอๆ ได้ขึ้นทีเดียวเยอะกว่าด้วย

4. ต้องระวังปัญหาการกระจายตัวของแรงงานในจังหวัดต่างๆ เมื่อก่อนนั้นแรงงานในจังหวัดต่างๆ จะได้รับอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อทุกจังหวัดเท่ากันหมดแล้ว แน่นอนว่าลูกจ้างก็อยากจะกลับไปทำงานในจังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง ดังนั้นก็จะเกิดปัญหาการแย่งชิงตำแหน่งงานว่างในบางจังหวัด ในขณะที่อีกหลายๆ จังหวัดนั้นอาจเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานขึ้นมา และอาจส่งผลให้นายจ้างต้องตัด(สิน)ใจขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของพนักงานรายวันให้สูงกว่ามาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำที่ออกโดยรัฐบาล ซึ่งของแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่มีอยู่แล้ว โดยนายจ้างมักจะปรับให้ค่าแรงรายวันสูงกว่าขั้นต่ำอยู่ที่ 1-3 บาท/วัน แต่นั่นคือในสมัยก่อนที่ ค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดกรุงเทพมหานครแลปริมณฑล ต่างจากค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดเชียงใหม่ 35 บาท และต่างจากค่าแรงขั้นต่ำของจังหวัดพาเยาอยู่ 55 บาท … ไม่ใช่เท่ากันอย่างที่แนวคิดนี้นำเสนอ

ผมอาจจะคาดเดาผิดก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าหากค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาเป็น 250 บาท อัตราเดียวทั่วประเทศ ลูกจ้างก็จะมีทางเลือกมากขึ้นอย่างมากๆ ส่งผลให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปยึดติดกับโรงงานใดโรงงานหนึ่ง ไม่พอใจที่นี่ก็ออกไปทำที่อื่นได้ ทักษะความชำนาญก็ไม่เกิด คุณภาพแรงงานก็ไม่กระเตื้องไปไหนซะเปล่าๆ

ข้อเสนอแนะ

แนวคิดการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาทนั้น ผมเชื่อว่าในระยะสั้น ลูกจ้างทั้งหลายน่าจะชอบอกชอบใจอย่างมาก เราจะได้เห็นคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และชัดเจน แต่ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่แย่อันเป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ มีลูกจ้างจำนวนไม่น้อยที่คุณภาพชีวิตแย่เพราะความฟุ้งเฟ้อใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น … และที่พวกเขาทำเช่นนี้ได้ก็เพราะ พวกซื้อของเงินผ่อน 0% ทั้งหลายแหล่นั่นแหละครับ สมัยที่ทำงานอยู่โรงงาน เดือนหนึ่งๆ ผมได้เห็นจดหมายทวงหนี้จากพวก AEON, Easy Buy, First Choice หลายสิบหลายร้อยฉบับ ส่งมาทวงหนี้ลูกน้องผม ทวงบ่อยๆ เข้า บางคนก็หายตัวหนีหนี้ไปซะงั้นเลย … นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวนไม่น้อย ติดการพนัน เหล้า บุหรี่ สูญเสียเงินทองไปกับพวกนี้ก็เยอะ

การที่อยู่ๆ ก็เพิ่มค่าจ้างให้พวกเขา ก็เท่ากับเพิ่มเงินให้พวกเขาไปถลุงกับอบายมุขเหล่านั้นได้มากขึ้นนั่นแหละ สุดท้ายเงินก็ไปตกกับพวกพ่อค้า เจ้ามือ ฯลฯ สร้างความร่ำรวยขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่บรรดาเหล่าลูกจ้างที่เราต้องการช่วยเหลือ ก็ยังคงจนเท่าเดิม (หรือเผลอๆ หนักกว่าเดิมด้วย เพราะพอมีเงินเยอะเข้า ก็อาจมือเติบกว่าเดิม)

สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ศึกษาปัญหาอย่างถ่องแท้ แล้วเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของบรรดาเหล่าลูกจ้างพวกนี้ก่อน ให้ความรู้และทักษะความชำนาญที่พวกเขาจำเป็น ให้พวกเขาตระหนักถึงโทษของอบายมุขต่างๆ ที่พวกเขาข้องแวะอยู่ ณ ขณะนี้ และเมื่อพวกเขามีวิถีการดำรงชีวิตที่ดีแล้ว คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ย่อมที่จะดีขึ้น

หรือหากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปรับโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำจริงๆ อย่าคิดเพียงสั้นๆ ง่ายๆ ว่าปรับตัวเลขแค่นี้แล้วเสร็จ จำเป็นต้องไปนึกถึงเหตุผลข้อที่ 1 และ 2 ที่ผมหยิบยกมาเล่าด้วย และต้องร่วมมือกับผู้ประกอบการทั้งหลาย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้พวกเขาด้วย ไม่ใช่กำหนดตัวเลขมาแล้วโยนภาระที่เหลือไปให้เหล่านายจ้าง ผู้ประกอบการดำเนินการกันเอง

Advertisements
  1. กันยายน 7, 2010 ที่ 13:37

    กาฝากนี่สมกับที่เคยทำงานในโรงงานมาก่อนจริงๆ รู้ลึกและละเอียดมาก มีประโยชน์มากๆครับ

  2. mktsuki
    กันยายน 7, 2010 ที่ 21:05

    เห็นด้วยกับที่ คุณกาฟาก เขียนมาครับ หากปรับ 250แล้วสามารถแก้ไขความคุณภาพชีวิตได้จริงๆก็ปรับเถอะ
    ว่าแต่รัฐสามารถควบคุมค่าครองชีพอื่นๆไม่ให้สูงได้ไหมหล่ะ

  3. piero
    กันยายน 8, 2010 ที่ 08:34

    เห็นด้วยครับผมเองก็เห็นว่าคนพวกนี้จิงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจแก้ปัญหา แต่ต้องการหาเสียงเท่านั้นเอง

  4. jewbest
    กันยายน 8, 2010 ที่ 15:03

    ขอมองต่างมุมนะครับ
    การยกระดับค่าแรงไปที่ 500 บาทต่อวัน หากทำได้ก็ควรทำครับ
    เหตุผลของผมคือ
    1. ข้าว 3 มื้อ 1 วัน = 50×3= 150 บาท
    รถ taxi 150×2= 300 บาท
    ผมว่า น่าจะถึงเวลาแห่งคุณภาพชีวิต สำหรับคนทุกคนนะครับ
    อย่าบอกว่า นั่งรถเมล์ก็ได้นะครับ

    มองกันแบบใจเขาใจเรา ถ้าเราเลือกได้ ก็อยากนั่ง taxi ใช่ไหมครับ

    ความมั่งคั่งในประเทศเรา นั้นมีมากมายจริงๆ
    แต่เป็นเพราะเรากดขี่กันเองหรือเปล่า

    มาตรฐานอยู่ตรงไหน
    เรามองคนไทย ด้วยกัน เท่าเทียมกันจริงไหม

    • นายกาฝาก
      กันยายน 8, 2010 ที่ 15:24

      เห็นด้วยกับแนวคิดของความเท่าเทียมกันครับ … แต่ผมก็เชื่อว่าหากเขาได้เพิ่มอีก 150 x 2 = 300 บาท พวกเขาคงเลือกที่จะเก็บเงินไว้ส่งเสียลูกเรียน หรือเป็นเงินเก็บเผื่อฉุกเฉินมากกว่า (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องพยายามปลูกฝังให้เขามีวิถีชีวิตแบบนี้ด้วยนะครับ … ผมพบบ่อยกับคนที่มีวิถีชีวิตหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขมากกว่า ในกลุ่มผู้ที่รับค่าแรงขั้นต่ำในโรงงาน)

      โดยปกติ คนที่รับค่าแรงขั้นต่ำ เขาไม่ได้นั่งแท็กซี่อ่ะครับ -_-”
      เท่าที่เห็น คนที่นั่งแท็กซี่จะเป็นระดับพนักงานรายเดือน (ซึ่งการปรับค่าแรงขั้นต่ำไม่มีผลโดยตรง)

      คนที่รับค่าแรงขั้นต่ำ มักเป็นพวกลูกจ้างโรงงาน หรือพวกคนงานก่อสร้าง … ซึ่งบริษัท หรือโรงงานส่วนใหญ่ จะมีสวัสดิการรถรับส่งให้ในระดับหนึ่งอยู่แล้วครับ

      บล็อกตอนนี้ที่ผมเขียน มีเจตนาเพื่อชี้ประเด็นปัญหาที่จะตามมา ในกรณีที่ขึ้นแต่ค่าแรงขั้นต่ำครับ ผมอยากชี้ให้เห็นว่า มันจะมีผลกระทบต่ออีกหลายๆ อย่าง เช่น ค่าครองชีพ (ของขึ้นราคาแน่), ระบบโครงสร้างเงินเดือนขององค์กรต่างๆ ที่มีลูกจ้างรายวันอยู่ และ อื่นๆ อีกมากมายครับ

      ถ้าเกิดการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบ และมีมาตรการรองรับที่ดี สามารถทำได้ และเป็นรูปธรรม ผมก็ไม่ติดใจอะไรครับ … แต่จากข่าวที่ได้ มันไปจบลงที่ “ดูที่ความสามารถของนายจ้าง” มันออกไปในแนวโยนปัญหาให้ผู้ประกอบการไปแก้ไขกันเอาเองน่ะครับ แบบนี้มีหวังจะแย่เอา

  5. jewbest
    กันยายน 9, 2010 ที่ 15:21

    คือผมมองต่างมุมครับ
    เรายังคงจะเก็บระบบเก่าๆ แนวคิดเก่าๆ หรือเราน่าจะเริ่มแนวทางใหม่
    หนทางใหม่กันบ้าง

    การมองแต่ให้เป็นคนงาน หรือจะปรับการจ้างงานมากๆ
    จนคนมีทางเลือกมากมาย

    ผมสนใจประเด็นการจ้างงาน จำนวนมาก ที่ควรจะเกิดขึ้นในเมืองไทยครับ

    เมื่อมีทางเลือกมากๆ แม้แต่ คนขายไอติม ยังได้รายได้ 3000-5000 บาทต่อวัน
    ซึ่งนั่นแปลว่า การมองในมุมของคุณภาพของบุคคล

    สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้นใน มาเลเซียและสิงคโปร์ครับ
    และจะมีงานมากมายในญี่ปุ่นเป็นต้นครับ

    ผลิตสินค้ามีคุณภาพ ราคาแพง จ้างงานได้เพิ่ม รายได้กระจายมากขึ้น
    คนสามารถจับจ่ายได้มากขึ้น

    จะวกกลับมาเรื่อง การเพิ่มศักยภาพการผลิตในประเทศครับ
    เราไม่มีทิศทางหรือแนวทาง แบบองค์รวม
    แล้วสร้างเป็นแผนงาน

    กระจายเป็นชั้นๆ ลงไป

    อาจจะเรียกได้ว่า เราเดินกันไปแบบมั่วๆ และไม่มีคนรับผิดชอบ ก็คงจะว่าได้ครับ

    • นายกาฝาก
      กันยายน 9, 2010 ที่ 15:26

      เป็นการมองต่างมุมที่น่าสนใจดีครับ
      ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ

  6. jewbest
    กันยายน 9, 2010 ที่ 15:31

    ขอบคุณครับ
    เพราะระบบ มันไม่ได้รับการซ่อมแซม
    มันจึงเกิดปัญหามากมาย

  7. หนุ่มโรงงาน
    กันยายน 10, 2010 ที่ 17:13

    จะวุ่นวายได้อย่างไรในเมื่อคนไทยส่วนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนคนที่เงินเดือนมากกว่าคนที่เงินเดือนน้อย ยกตัวอย่าง นาย ก. 180 บาท และนาย ข. 165 บาท ถ้า 2 คนนี้เงินเดือนขึ้นคนละ 250 บาท มันเท่ากันจริงอยู่ แต่ที่โรงงานที่ผมทำทุกปีที่ปรับค่าแรงขั้นต่ำ คนที่ได้มากก็เพิ่มขึ้นด้วยอย่างเช่น ค่าแรงขั้นต่ำขึ้นอีก 4 บาท นาย ก. จากจาก 180 /วัน ก็เป็น 184/วัน นาย ข.จะไม่มีทางได้เงินเดือนเท่านาย ก.เพราะที่โรงงานผมเขาทำแบบนี้ทุกปีโรงงานระดับใหญ่ด้วยรู้จักคิดซะมั่งก่อนจะโพสอะไรโง่จิง

  8. จงรักษ์
    กันยายน 10, 2010 ที่ 21:52

    ผมเห็นด้วยกับการปรับค่าแรงขึ้นเป็น 250บาท/วัน ถ้าปรับได้เท่ากันทุกจังหวัดได้ก็ยิ่งดี?พราะค่าครองชีพในปัจุบันมันสูงมากๆและข้าวของก็สูงเท่าๆกันแม้แต่ในต่างจังหวัดก็แพง?ไม่ใช่แพงแต่เขตปริมณฑณเท่าน้น?ไม่สมดุลย์กันเลยกับค่าแรงขั้นต่ำในตอนนี้?? อีกอย่างถ้าเป็นไปได้ค่าแรงขึ้นเท่ากันทุกจังหวัด?จำนวนผู้ใช้แรงงานคงไม่ต้องดิ้นรนลงมาทำงานในเขตกทม..ผมคนหนึ่งล่ะที่จะกลับไปทำงานที่บ้านเกิดของตนเอง??อีกทั้งจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวของผมด้วย??หรือใครว่าไม่จริง?

  9. jewbest
    กันยายน 11, 2010 ที่ 12:45

    การช่วยกันคิด ช่วยกันมอง ผมว่าสร้างสรรนะครับ

    เพราะทุกวันนี้ นิสัยคนไทย ชอบด่ากันเอง แล้วยืนเฉยๆครับ
    ความโง่มักมาก่อน ความฉาดเสมอนะครับ

    ผมพบคนชอบฟังคนอื่นนะ แล้วไม่พูดอะไร พอเขาพูดเสร็จ ก้บบอกกับคนอื่นว่าคนพูดนั้นโง่ (แล้วมรึงทำอะไรเหรอ)

    ผมสนใจการช่วยแสดงความคิดแล้วเข้าหาเป้าที่เราคุย เพื่อหาแนวทางที่สร้างสรร มุ่งไปที่เป้าหมาย ที่เราคุยกัน ยอมรับแต่ละความเห็นอย่างให้เกียรติ

    การสนทนาจะสนุกสนานและสร้างสรรกว่าครับ

    • ขอด้วยคน
      กันยายน 14, 2010 ที่ 13:57

      จิง ๆ เรื่องทำนองนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะถ้าเราไม่อยู่ในสถานะภาพคนใช้แรงงานเราจะไม่รู้ถึงความต้องการอย่างถ่องแท้ แต่อยากจะบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับค่าแรง 250 บาท/วัน ตามที่รัฐบาลประกาศ (หากเค้าปรับกันจิง ๆ) เพราะนายจ้างจะบอกว่า “แค่หัดงาน” หรือ “ไม่ใช่ฝีมือแรงงาน” เค้าก็จะไม่จ้างเรา 250 บาท แต่ข้าวของซิ จะขึ้นไปรอเราก่อนแล้วหากมีการประกาศขึ้นค่าแรงจิง ๆ คุณว่ามั้ย สำหรับรายได้น่ะยังไม่แน่เลยว่าเราจะได้ 250 บาท/วันหรือป่าวเพราะนายจ้างยังมีข้ออ้างกะเราอีกเยอะ แต่สำหรับค่าใช้จ่าย จะปรับขึ้นไปรอเราแล้วอย่างแน่นอน

  10. jewbest
    กันยายน 14, 2010 ที่ 15:19

    เราเคยสังเกตุไหมครับว่า ชีวิตปัจจุบันข้าวของได้ขึ้นไปนานแล้ว จากรถเมล์ 1.50บาท ปัจจุบัน มันเป็น 7 บาทแล้ว

    ข้าวของขึ้นได้ครับ
    แต่สิ่งสำคัญ คือราคาต้องไม่ต่ำกว่าความเป็นจริง เกินไป
    และรายได้ควรวิ่งขึ้นไป สอดคล้องกันครับ
    การเพิ่มรายได้เป็นการกระจายโอกาสให้เกิดธุระกิจใหม่ๆครับ
    เพราะเมื่อคนมีรายได้ ก็สามารถซื้อหาสินค้าได้

    ความแตกต่างทางฐานะมากเกินไป ในปัจจุบัน
    คนขับรถคันละ 5 ล้านมากมาย
    จ้างคนทำงาน กดเงินเดือนถูกๆ เดือนละ 6000 บาท

    คนรวยก็เก็บทรัพยากรเอาไว้
    คนส่วนใหญ่ กลับไม่ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านั้น
    เป็นระบบที่เรียกว่า คนไม่เท่าเทียมกัน

    และไม่เอื้อให้เกิดความเท่าเทียมกันครับ
    ไม่ว่าคุณจะโง่ หรือฉลาด เมื่อคุณอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน
    ความเป็นมนุษย์ ควรเท่ากันครับ

    ไม่ควรปิดกั้นโอกาสกันครับ

    • นายกาฝาก
      กันยายน 14, 2010 ที่ 16:17

      สำหรับทุกคนที่เป็นลูกจ้างย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า หากนายจ้างไม่ปรับขึ้นค่าแรงให้ละก็ ผ่านไปไม่กี่ปีเงินไม่พอกินแน่ๆ เพราะข้าวของก็แพงขึ้นทุกไป ไหนจะมีอัตราเงินเฟ้ออีกต่างหาก (พูดให้ถูกๆ แล้ว ด้วยผลจากอัตราเงินเฟ้อทุกปี ทำให้แม้เราจะได้ปรับเงินเดือนขึ้นทุกปี ก็แทบจะไม่ได้แตกต่างอะไรกับเงินเดือนเท่าเดิมเลย … เงินเฟ้อ 6% ปรับเงินเดือนขึ้น 4% ดูจะกลายเป็นว่าเงินเดือนโดนลดลงด้วยซ้ำไป)

      แต่การคิดแต่ว่า ปรับค่าแรงขึ้นเป็นเท่านั้นเท่านี้ แถมปรับทีมากๆ จากนั้นก็สรุปแค่ว่า ทำได้หรือไม่ได้ อยู่ที่กำลังของนายจ้าง (อ้างอิงตามข่าว) นั้น ดูค่อนข้างเป็นแนวคิดที่ขาดความรับผิดชอบเกินไปครับ นั่นจึงเป็นที่มาที่ผมไม่เห็นด้วย และพยายามให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเพราะแนวคิดที่ขาดความรับผิดชอบแบบนี้

      โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะต้องปิดกั้นการปรับขึ้นค่าแรงนะครับ หากว่ามันจำเป็น … เช่น หากค่าครองชีพถีบตัวขึ้นสูงไปรอดักหน้าแล้ว ก็ไม่แปลกที่จะต้องปรับขึ้นค่าแรงแน่ๆ แต่ก็ยังไม่พ้นต้องช่วยกันคิดช่วยกันป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาครับ ไม่ใช่แก้ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่งแล้วให้ปัญหาไปลงที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ผมไม่ได้หมายถึงแค่ “นายจ้าง” นะครับ แต่ผมหมายถึง “คนไทยคนอื่นๆ” ที่ไม่ได้รับค่าแรงเป็นรายวัน เช่น ชาวไร่ชาวนา คนขับรถแท็กซี่ แม่ค้าในตลาด ฯลฯ ที่จะต้องเผชิญกับสินค้าราคาแพงด้วย … ส่วนนายจ้าง หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ส่วนมากจะไม่กระทบแรงๆ อยู่แล้ว เพราะเขาสามารถพิจารณาปรับลดค่าใช้จ่าย หรือขึ้นราคาสินค้าได้หากจำเป็น

      เอาเข้าจริงๆ การปรับค่าแรงแบบนี้ ผลกระทบจะกลับเข้าหาตัวเองเปล่าๆ

  11. ขอด้วยคน
    กันยายน 14, 2010 ที่ 15:54

    ถ้าจะพูดถึงความเท่าเทียม ไม่มีความเท่าเทียมกันในโลกนี้หรอก แม้กระทั่งในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ที่บอกว่าทุกคนเท่าเทียมกัน จะเห็นว่าคนที่เป็นผู้นำมีอะไร ๆ ที่มากกว่าคนอื่นเสมอ ความเห็นที่ไม่ตรงกันไม่ได้หมายความว่าปิดกั้นโอกาสกัน แต่มันมีอีกหลายมุมให้มอง มองให้เห็นผลกระทบ อย่าลืมว่าปัญหาการย้ายฐานการผลิตส่วนนึงก็มาจากค่าแรงเหมือนกัน หรือ การหาเครื่องจักรมาแทนคนก็มาจากค่าใช้จ่ายเรื่องค่าแรงเหมือนกัน ถ้ามีเรื่องนี้จิง ๆ คงต้องคิดซับซ้อนกันอีกเยอะ ถ้าเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ฝีมือแรงงานมากจิง ๆ หล่ะก็ เราจะมีอำนาจอะไรไปต่อรองกับนายจ้างหล่ะ จิงมะ ดังนั้น เราควรเพิ่มศักยภาพตัวเองให้เหนือคนอื่นเพื่อจะได้มีอำนาจไปต่อรองกะนายจ้างได้ คุณว่ามัย

  12. อนุกรรมการฯ
    กันยายน 14, 2010 ที่ 16:14

    น่าแปลกใจ เมื่อไรจะรู้จักคำว่า เศรษฐกิจพอเพียงกันเสียที
    ที่จริงแล้ว ไม่ว่ารายได้ จะเป็นเท่าไร จะเป็นขั้นต่ำ หรือขั้นสูง หรือขั้นใดๆ ที่จะสรรหามาเรียก ก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้ทุกคนพอใจได้ หากไม่รู้จักพอเพียง
    คนมีรายได้วันละ 200 แต่ใช้จ่ายเกิน 200ต่อวัน ก็ไม่ต่าง จากคนที่มีรายได้เดือนละ 2 ล้าน แล้วใช้จ่ายเกิน 2 ล้านต่อเดือน
    ลองถามแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาทำงานในบ้านเรา(เมืองไทย) ดูซิ พวกเขาส่วนใหญ่ได้ค่าแรงต่ำกว่าพวกเราเกือบทั้งนั้น ทำไมเขามีเหลือล่ะ บางคนทำงานมานานปี ถึงกับมีเงินเหลือกลับไปตั้งตัวเป็นเจ้าของกิจการที่บ้านตัวเองไ้ด้
    ทดลองดูเถอะ เศรษฐกิจพอเพียง ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะได้วันละ 200 หรือได้เดือนละ 2 ล้าน แล้วจะไม่สนใจเรื่องรายได้ ขั้นต่ำ หรือขั้นสูง หรือขั้นใดอีกเลย

  13. jewbest
    กันยายน 14, 2010 ที่ 16:30

    ความเท่าทียมกัน เป็นบรรทัดฐานของความเชื่อครับ
    ถ้าทุกคนในชาติ เชื่อว่า เราเป็นคน ต้องเท่าเทียมกัน

    ก็จะเริ่มต่อรอง สิ่งใดก็ตาม ที่ไม่เป็นธรรม เริ่มเรียกร้อง ไม่อยู่เฉย
    เริ่มดิ้นรน เริ่มเจรจา เริ่มมองช่องทาง
    จนแม้กระทั่ง การพัฒนาศักยภาพตนเอง

    ต้องเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆรอบตัว

    เอ อย่างนี้ ได้ไหม อย่างนั้นได้ไหม
    มีกี่ทางเลือก มีกี่ option

    อย่างหนึ่งนิคมฯ มีกี่โรงงานครับ
    หากโรงงานหนึ่ง เอาเปรียบเราก็ย้ายโรงงาน

    หากนิคมฯ 1 เอาเปรียบ
    ย้ายนิคมฯ 2, 3, 4,…..

    ชีวิตต้องมีทางเลือกครับ
    ความจริง การเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง
    เป็นเพียงการเลือกของคนครับ

    อย่างแม่ค้า ข้าวแกง ก็คือ การเลือกเป็นนายจ้างตนเอง
    เพราะทำเอง ตั้งราคาเอง ผลิตเอง

    แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ มันมีงานในประเทศเรามากพอหรือยัง
    ให้คนไทย ได้มีหลายๆทางเลือก
    หรือเพียงไม่สร้างทางเลือก แล้วปล่อยให้คนในชาติ

    ขายแต่แรงงานราคาถูกไปเรื่อยๆ
    อันนี้สิ น่าห่วงใยครับ

  14. ขอด้วยคน
    กันยายน 15, 2010 ที่ 08:50

    จิง ๆ เรื่องค่าแรงขั้นต่ำเป็นแค่บันไดขั้นแรกเท่านั้น แต่ถ้าเรามีศักยภาพ สามารถสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง เราก็จะไม่ต้องขายแรงงานในราคาถูก ไม่เช่นนั้นจะมีผู้คนอีกมากมายขวนขวายเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท เพื่อสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง หรือแม้แต่คนงานในโรงงานเมื่อถูกเอาเปรียบกันมาก ๆ ก็หาอาชีพอิสระการสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องมีการลงทุน การที่เราจะสร้างทางเลือกให้ตัวเอง เราก็ต้องลงทุน บางคนลงทุนไปกับการศึกษา บางคนลงทุนไปกับการค้าขาย นักธุรกิจจะสร้างงานก็ต้องลงทุนเช่นกัน ดังนั้น ถ้าต้นทุนสูง กำไรจะต่ำ เค้าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างไร

    ดังนั้น ถ้าธุรกิจนั้นไม่เอาเปรียบกันจนมากเกินไป คนงานไม่ถึงขนาดถูกเอาเปรียบมากเกินไป เอาใจเขามาใส่ใจเรากันบ้างก็น่าจะอยู่ร่วมกันได้ ถ้ามีแต่นายจ้างไม่มีลูกจ้าง หรือมีแต่ลูกจ้างไม่มีนายจ้าง การจ้างงานก็ไม่เกิด

    แต่ขอชมบล๊อกนี้ที่เขียนขึ้นมาให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง และผู้เข้าร่วม comment ทำให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง สามารถ share knowledge ได้มากทีเดียว

  15. jewbest
    กันยายน 16, 2010 ที่ 09:26

    ครับ การแบ่งปัน (share) คือประสบการณ์แห่งความสุขครับ
    การไม่ติดในความคิดตนเอง

    น่าสนใจจริงๆ

  16. prawit
    กันยายน 21, 2010 ที่ 06:49

    ผมก็เป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม ตอนนี้ผมทำงานที่เกาหลีมามองค่าแรงแล้วมันช่างต่างกันมากกับที่บ้านเรา โรงงานเขาทุกที่มีแต่ของคนเกาหลี ต่างกับเมืองไทยมีแต่ของญี่ปุ่น คิดแล้วก็คงได้แต่ทำใจ คงไม่ดีขึ้นกว่านี้หรอก

  17. jewbest
    กันยายน 22, 2010 ที่ 11:04

    ตอนนี้ เริ่มคุยกันที่ 400บาท ต่อวันแล้วครับ

  18. jew
    ตุลาคม 7, 2010 ที่ 14:47

    #Politics : ม็อบแรงงานบุกจี้ รบ.ขอขึ้นค่าแรง 421 ต่อวัน: เครือข่ายผู้ชุมนุมแรงงานกว่าครึ่งพัน แห่ปิดทำเนียบ… http://bit.ly/cN1pnW #RedMob

    มันไปแล้ว

  19. เล็ก
    ธันวาคม 17, 2010 ที่ 23:35

    ลองถามประชาชนกลับบ้างซิครับว่าค่าแรงวันละ 206 บาทต่อวันพอใช้ใหม
    ผมตอบแทนทุกคนทั่วประเทศได้เลยนะว่าค่าใช้จ่ายทุกวันนี้กับแค่แรง 206 บาทมันไม่พอใช้หรอกครับ ถ้าปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็น 250 บาทต่อวัน ผมว่าน่าจะดีนะ

  20. kheatti74
    มกราคม 14, 2011 ที่ 16:15

    หึหึ นานาจิตตัง ยิ่งมากก็ยิ่งอยากได้มาก ที่เขียนมาไม่เห็นคุยเรื่องฝีมือแรงงานเลย ทำไมพวกช่างฝีมือถึง ไม่มาเรียกร้องบ้างว่าค่าแรง ชม.330 บาท ของเขาไม่พอกิน เขายิ่งเพิ่มระดับความสามารถเขาขึ้นเป็นระดับสูง ทำไมเราไม่เห็นเป็นโอกาสที่เราจะอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นแรงงานมีฝีมือ แทนที่จะไปร้องแรกแหกกระเฌอหน้าสภากัน ไม่เข้าใจคนไทย

  21. goodeyeview
    มีนาคม 10, 2011 ที่ 08:48

    ถ้าค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก ๆ คนได้ประโยชน์จริง ๆ คือ แรงงานที่นายจ้างเก็บไว้ แต่คนที่นายจ้างไม่เอาไว้ ก็จะถูกลอยแพ เพราะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นล้านแบบนี้ นายจ้างยอมลงทุนเอาเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนดีกว่า อย่าเพิ่งดีใจว่าถ้าค่าแรงสูงแล้วจะได้เฮกันถ้วนหน้า นายจ้างไม่ได้มีปัญญาจ่ายให้ทุกคน การที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตนั่นหมายความว่า นักลงทุนต่างชาติจะมองว่าต้นทุนทางการผลิตมีราคาถูกหรือไม่ ถ้าแรงงานราคาแพงก็ย้ายฐานไปลงทุนที่เวียดนาม หรือประเทศค่าแรงถูกดีกว่า นี่คือผลจากการที่รัฐบาลในอดีตวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็น OEM หรือประเทศรับจ้างผลิต

  22. anutit
    กรกฎาคม 6, 2011 ที่ 16:02

    ผมว่าดีครับที่ต้องปรับค่าแรงขึ้นคับลดการที่ต้องมีการเงินไม่พอใช้ ขนาดผมทำงานผมต้องกู้หนียืมสินคับ ไหนผมต้องจ่ายอะไรอีกมากคับอีก ทุกๆคนต้องการให้ปรับเงินขึ้นเหมือนกันคับ เดี๋ยวนี้อะไรๆมันก็แพงไปหมดคับ แม้แต่ไข่ไก่คับลูกละ4บาทคับน้ำมันรถก็แพงอีกเท่าตัวเลยคับ

  1. กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 09:44

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: