หน้าแรก > บริหาร, บ่นไปเรื่อย > เมื่อแค่ Exclusive Content ไม่เพียงพออีกต่อไป

เมื่อแค่ Exclusive Content ไม่เพียงพออีกต่อไป

ในช่วงนี้สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เริ่มแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น มันทำให้ผมได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ในเรื่องของความพยายามในการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นระหว่างแบรนด์ครับ

ความจำเป็นในการสร้างความแตกต่างระหว่างแบรนด์เนี่ย เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสินค้าที่แต่ละแบรนด์ขายมีความคล้ายกันมาก … สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เพราะระบบปฏิบัติการที่เป็นพื้นฐานก็คือ Android เหมือนกัน ส่วนเรื่องของฮาร์ดแวร์ที่ใช้ แม้จะทำเด่นทำหรูแค่ไหน คู่แข่งก็สามารถทำตามได้หมด

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า Exclusive Content กันมากขึ้น เพราะชื่อของมันก็บอกอยู่แล้วว่าคือ Exclusive นะ หมายความว่า มีที่แบรนด์ชั้นที่เดียว ไปหาเอาจากแบรนด์อื่นไม่มีนะจ๊ะ จะบอกให้ … ยกตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อ Android Smartphone ของค่ายนี้ จะได้ App ดิกชันนารี่, ข่าว, เกม ฯลฯ ไปเล่น หรือจะเป็นพวกหนังสือ หรือข้อมูลอื่นๆ

แต่ความแตกต่างที่เป็น Exclusive นี้เริ่มหมดไป เพราะว่าใครต่อใครเขาก็หันมาเล่นในจุดนี้ และสุดท้ายเนื่องจากมุกในการพัฒนา App ต่างๆ มันไม่ได้มีเหลือเฟือ สุดท้ายก็คือ ทุกแบรนด์มี App คล้ายๆ กันหมดเลย ฮาฮา

จริงๆ แล้ว Exclusive Apps เหล่านั้น ยังคงเป็น Exclusive อยู่ เพราะว่า App ต่างๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถนำไปใช้กับ Android Smartphone ค่ายอื่นได้ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง เช่น อาจต้องมี Shop ID หรือ ล็อก IMEI เอาไว้ เป็นต้น แต่ความเป็น Exclusive ของมันกลับหมดไป เมื่อแบรนด์อื่นๆ เริ่มทำ App ในลักษณะคล้ายๆ กันออกมาบ้าง

ดังนั้น เพียงแต่ Exclusive Content พวกนี้ จึงไม่เพียงพออีกแล้วในการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตน เพราะของพวกนี้มันทำตามกันได้ … แบรนด์ต่างๆ จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาบริหารจัดการ สร้างสิ่งที่แบรนด์อื่นๆ ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆ นั่นคือ ประสบการณ์อันยอดเยี่ยมในการใช้งาน Exclusive Content เหล่านี้

ผมมีกรณีศึกษาของ 2 แบรนด์ที่น่าสนใจมาฝากกันครับ

แบรนด์แรก … myHTC by HTC

HTC เพิ่งเปิดตัวระบบ myHTC ไปไม่นาน แต่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย … โดยพื้นฐานแล้ว myHTC ประกอบไปด้วย

  • Chat & Share ซึ่งเป็น App ในส่วนของ Social Media ที่ให้ผู้ใช้งานแชท และแชร์ข้อมูลต่างๆ ให้แก่กันได้ เหมือนกับ BBM ของ BlackBerry เลย … ยิ่งไปกว่านั้น ยังชวนกันเล่นเกมกันได้อีกด้วย
  • Library ที่จะเป็นศูนย์รวมของบรรดา App ที่เกี่ยวกับการศึกษา
  • Entertainment ซึ่งเป็นแหล่งรวมเนื้อหา ข้อมูลความบันเทิง เกม … รวมไปถึงโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ

โปรโมชั่นแจกตั๋วหนังในเครือเมเจอร์ฟรี ที่ myHTC

  • News & Services ก็จะเป็นแหล่งรวมข้อมูลข่าวสารบ้านเมือง รวมไปถึงข่าวกิจกรรม และอัพเดตต่างๆ ของทาง HTC เองด้วย

myHTC

ถ้าพิจารณากันทีละส่วนแล้ว จะเห็นว่าโดยพื้นฐานแล้วระบบ myHTC ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจาก App อื่นๆ ที่แบรนด์อื่นๆ ได้เคยทำกันมาก่อนแล้ว … แต่ในความเหมือนนี้ก็ยังมีความแตกต่างแฝงอยู่

เริ่มจากการที่เป็น App หนึ่งเดียว ที่รวมประสบการณ์ของ Social Media เข้ากับเรื่องของข่าวสารต่างๆ ทั้งความบันเทิง ข่าวสารบ้านเมือง ตลอดไปจนถึงข่าวอัพเดตกิจกรรมต่างๆ ของทาง HTC เอง

นอกจากประสบการณ์ของการเชื่อมโยง App ต่างๆ เข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดีของ myHTC แล้ว … myHTC ยังให้ประสบการณ์ที่ไม่มีขีดจำกัดอีกด้วย โดยนับจากที่ myHTC เปิดตัวไปครั้งแรกจนถึงตอนนี้ ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปมาก ทั้งเรื่องของฟีเจอร์ต่างๆ และเนื้อหาที่แน่ขึ้น ยิ่งล่าสุดเพิ่งเปิดตัวระบบ myHTC Blogger Hub ที่จะเป็นระบบที่ให้เหล่า Blogger ได้เผยแพร่ผลงานบล็อกของตนเองไปยัง myHTC Blogger Hub บนโทรศัพท์มือถือของ HTC ทั้งหลายได้ เท่ากับว่า ผู้ใช้งานได้ประสบการณ์ใหม่ของการอ่านเนื้อหา Blog บนโทรศัพท์มือถือ

แน่นอนว่า ประสบการณ์อันไร้ขีดจำกัดของ myHTC ก็ยังไม่จบแค่นี้แน่ๆ และผู้ใช้งานก็จะได้เห็นอะไรดีๆ กันอีกเยอะ จากการพัฒนาที่ต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ซึ่งก็จะมีแต่ในสมาร์ทโฟนของ HTC เท่านั้น ที่จะได้รับประสบการณ์นี้

แบรนด์ที่สอง … Samsung กับ Samsung Galaxy Tab

Galaxy Tab คือชื่อของ Tablet Device ของ Samsung ที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งแม้ Samsung จะไม่ได้แถลงการณ์อะไรออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ก็เห็นได้ชัดว่า กะเข็นเจ้าตัวนี้มาชนกับ iPad กันเลยทีเดียว … แต่ Galaxy Tab ก็ไม่ได้มีคู่แข่งแค่ iPad นะครับ Android Tablet ยี่ห้ออื่นๆ ก็มี แต่ในอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ก็เห็นจะเป็น WellcoM A800

ความคาดหวังของการใช้งาน Tablet Device ของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ ไม่แตกต่างกันมากครับ … เอาไว้ท่องเน็ต เล่น Social Media เล่นเกม และที่สำคัญ กะใช้เป็น e-reader ไว้อ่านพวกเอกสาร PDF, หนังสือ และ แม็กกาซีน … ซึ่ง Galaxy Tab ได้ตอบโจทย์เรื่องประสบการณ์การเป็น e-reader ได้ดีทีเดียว

App ตัวนึงที่มาพร้อมกับ Samsung Galaxy Tab ชื่อ Reader Hub นั้น เป็นแหล่งรวมทั้งหนังสือพิมพ์ หนังสือ และแม็กกาซีน ให้ผู้ใช้งานได้เลือกดาวน์โหลดมาใช้งาน โดยเฉพาะในเวอร์ชันที่เป็นภาษาไทย … แต่ลำพังแค่นั้นมันก็คือ App ทั่วไปที่มีกันดาษดื่น ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันตรงไหน

Samsung Galaxy Tab ตอบโจทย์นี้ด้วยการคงประสบการณ์ของการอ่านสื่อพิมพ์เอาไว้ คือ ให้มีการซื้อแบบออนไลน์ได้ เหมือนกับการเดิมไปซื้อตามแผงหนังสือ และการจัดวางหน้าตาของหนังสือพิมพ์ หนังสือ และแม็กกาซีน ก็คงไว้เหมือนกับของจริง

Samsung Galaxy Tab Samsung Galaxy Tab Samsung Galaxy Tab

แน่นอนว่า ผู้อ่านที่อยากได้ประสบการณ์ในการอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือ และแม็กกาซีนแบบนี้ ย่อมไม่สามารถหาประสบการณ์เดียวกันได้ใน iPad หรือ Android Tablet Device ยี่ห้ออื่นๆ

ตัวอย่างกรณีศึกษาของทั้ง 2 แบรนด์ที่ผมยกมาพูดถึงในข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า Exclusive App ที่พวกเขามีนั้น แม้ชื่อจะเป็น Exclusive แต่ในความเป็นจริงแล้ว แบรนด์อื่นๆ ก็มี App ในลักษณะเดียวกันให้เลือกใช้งานได้ … ทั้ง 2 แบรนด์นี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เพียงแค่การสร้าง Exclusive App แต่เพียงอย่างเดียว แต่มองข้ามไปถึงการสร้างประสบการณ์ในการใช้งานของผู้ใช้งาน ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ และมีให้กับลูกค้าของแบรนด์ของตนเท่านั้น หรือที่ผมเรียกว่า Exclusive Experience นั่นเองครับ

Exclusive Experience คือความไม่มีที่สิ้นสุด

ประสบการณ์คือความรู้สึกของผู้ใช้งาน ดังนั้นในการสร้าง Exclusive Experience นั้น สิ่งสำคัญคือการบริหารให้ผู้ใช้งานนั้นเกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาได้ใช้อยู่นั้น มันให้ความรู้สึกของการเป็น Exclusive

ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ตอนที่ iPad ถูกหิ้วเข้ามาขายในประเทศไทยใหม่ๆ นั้น ราคาแพงโฮกๆ เลยทีเดียว และคนที่ใช้มีน้อย ใครเห็นเรามีก็อิจฉา ดังนั้นใครที่มีใช้จึงมีความรู้สึกว่าเป็น Exclusive … ต่อมา iPad เข้ามาวางจำหน่ายมากขึ้น แถมยิ่งมีข่าวว่าจะมีการจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย ยิ่งทำให้ความรู้สึกว่าเป็น Exclusive มันน้อยลง

ความรู้สึก Exclusive ที่หายไปนั้น ไม่ได้เกิดจากแค่คนอื่นๆ เขามีใช้กันเท่านั้น แต่มันยังหมดไปได้ เมื่อเกิดมีของที่ใหม่กว่า และดีกว่าเกิดขึ้นมาครับ … คิดง่ายๆ สมมติคุณมี iPad เพียงเครื่องเดียวในประเทศไทย คุณคงภูมิใจสุดๆ รู้สึกถึงความเป็น Exclusive ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อใดก็ตามที่ Apple เปิดตัว iPad 2nd Gen แล้วคนอื่นๆ เริ่มมี iPad 2nd Gen กันแล้ว ความรู้สึก Exclusive ของคุณจะแทบไม่เหลือในทันที

ดังนั้นผมจึงอยากบอกว่า ความพยายามในการสร้าง Exclusive Experience นั้นจะต้องระวังในจุดนี้เช่นกันครับ เพราะเมื่อใดก็ตาม ที่แบรนด์อื่นเขาสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าแบรนด์ของเราได้ แม้ว่าประสบการณ์นั้นจะไม่ Exclusive ก็ตาม มันก็ส่งผลให้ความรู้สึก Exclusive ของผู้ใช้งานลดน้อยถอยลงไปจนหดหายไปหมดได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้แบรนด์ต่างๆ จึงควรที่จะต้องมีการพัฒนาและปรับปรุง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่สิ้นสุดไปเรื่อยๆ ครับ ซึ่งตรงนี้กรณีศึกษาของแบรนด์ HTC นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดครับ

Share

Advertisements
หมวดหมู่:บริหาร, บ่นไปเรื่อย ป้ายกำกับ:,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: