หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, Social Networking > บางครั้ง คุณเปิดเผยตัวเองมากไปหรือเปล่าบน Social Media?

บางครั้ง คุณเปิดเผยตัวเองมากไปหรือเปล่าบน Social Media?

ที่มาของบล็อกในตอนนี้ มาจากเมื่อหลายวันก่อน ผมได้อ่านบล็อกของนักข่าว Washington Post คนหนึ่ง ชื่อ Marc Fisher พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเมื่อไม่นานมานี้burglar-thumb-325x243-31070

ว่ากันแบบสั้นๆ เลย ใจความของบล็อกของเขาพูดถึงเหตุการณ์ขโมยขึ้นบ้าน เป็นเหตุให้ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปหลายเอาการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงเสื้อผ้า

แต่ไอ้ที่แสบสันต์ไปถึงทรวงกว่า ก็คือ เจ้าโจรนี่มันเกรียนถึงขนาด เปิดเครื่องโน้ตบุ๊กของลูกชายของเขา แล้วถ่ายรูปโพสต์ท่าประมาณ “ดูนี่ กรูได้เงินเมิงมาเพียบ” พร้อมใส่เสื้อโค้ตตัวใหม่เอี่ยมแกะกล่องของพ่อนักข่าวคนนี้ แล้วโพสต์ลงหน้า Facebook ของลูกชายของเขา

ไม่ธรรมดาจริงๆ ไอ้หมอนี่ … ถ้าดูรูปด้านบนดีๆ จะเห็นได้เลยนะครับว่า รูปหน้าตรงเน้นๆ เลยทีเดียว

เหตุการณ์ข้างต้น ทำให้ผมกลับมามองย้อนๆ ดูว่า เดี๋ยวนี้คนเรา กล้าที่จะเปิดเผยอะไรต่อมิอะไรมากเกินไปหรือเปล่า เวลาที่อยู่บนโลก Social Media

แต่ที่แน่ๆ เลยครับ อยากขอขอบคุณสปอนเซอร์ของผม Adecco Thailand ที่ให้การสนับสนุนบล็อกของผมมาก และช่วงนี้เป็นช่วงสิ้นปี ที่เชื่อว่าหลายๆ คนก็วางแผนจะเปลี่ยนงานกันอยู่ (ไม่มากก็น้อยละ) แต่อาจจะยังนึกไม่ออกว่า เอ๊ะ แล้วเราควรจะเรียกค่าตัวซักเท่าไหร่ดี … ลองดาวน์โหลด Thailand Salary Guide 2011 ของ Adecco Thailand ไปดูสิครับ สมัครสมาชิกฟรี แล้วดาวน์โหลดได้เลย … หรือใครที่ยังไม่คิดจะลาออก จะดาวน์โหลดไปให้แผนกบุคคลเขาไว้ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงดูก็ได้นะครับ (เผื่อปีหน้าจะได้ปรับฐานเงินเดือน อิอิ)

ส่วนใครที่วางแผนเปลี่ยนงาน แต่ยังไม่มีข้อมูลตำแหน่งงานว่าง หากคุณใช้ iPhone ก็ลองดาวน์โหลด Adecco App for iPhone ไปใช้นะครับ แค่นี้ข้อมูลตำแหน่งงานก็อยู่ในมือคุณแล้ว

 

ย้อนกลับไปเมื่อในอดีต

ก่อนที่จะมีการพูดถึงเรื่องของ Social Media คนเราก็ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารกับผู้คนกันอยู่แล้ว เพราะยังไงซะ อินเทอร์เน็ตก็คือเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีจุดมุ่งหมายแต่แรกเริ่มในการให้ผู้คนได้แบ่งปันข้อมูลระหว่างกันอยู่แล้วนี่นะ

ถ้ามองที่ประสบการณ์ของผมเป็นหลัก การสื่อสารกับผู้อื่นทางอินเทอร์เน็ต มันเริ่มจากอีเมล์หากัน ลามไปที่การใช้เครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัย คือ ntalk (รันบนระบบปฏิบัติการ UNIX ในสมัยนั้น ใครรู้จักนี่ก็บอกอายุเลย แหะ แหะ ส่วนใครไม่รู้จัก ก็อ่าน Wikipedia เอานะครับ) แต่ตอนนั้น แม้ว่าจะสามารถสนทนากับคนได้หลายๆ คน แต่ก็เป็นการสนทนาแบบตัวต่อตัวเท่านั้น … ต่อมาก็เริ่มมีการใช้เครือข่าย IRC (Internet Relay Chat) เพื่อสนทนากันเป็นกลุ่ม ตามมาด้วยโปรแกรม Instant Messaging

อย่างไรก็ดี ในยุคสมัยนั้น มีความชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะนิยมที่จะแชทกันสนั่นเมือง แต่กลับไม่ค่อยมีใครกล้าเปิดเผยตัวตนมากเท่าใดนัก ส่วนใหญ่จะใช้ Avatar เป็นตัวการ์ตูน ใช้นามแฝงกันเป็นส่วนใหญ่ซะมากกว่า

ตอนนั้นทุกๆ คนไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนเท่าใดนัก นอกเสียจากว่าจะกับคนที่รู้จักกันดี รู้จักกันมานาน (แม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับการโดนหลอกไปทำมิดีมิร้ายบ้างอะไรบ้าง แต่นั่นผมถือว่าเป็นส่วนน้อย และไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในสมัยนั้น … แต่เกิดขึ้นทีมักจะเป็นข่าวดัง และนั่นยิ่งทำให้คนเรายิ่งกลัว ไม่กล้าเปิดเผยตัวเข้าไปใหญ่)

หันกลับมาดูปัจจุบัน

โลกยุค Web 2.0 เมื่อผู้ใช้งานคือผู้สร้างเนื้อหา (User-generated Content) หากคุณตั้งใจสังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่าคนเราเริ่มเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะบนโลก Social Media

การที่คนเราเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์กันมากขึ้น ผมว่ามันไม่ใช่เพราะว่าคนไม่ดีที่ชอบฉวยโอกาส และล่อลวงมันลดน้อยลงหรอกนะครับ แต่ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเราเริ่มเปิดเผยตัวตนกันมากขึ้น ผมเชื่อว่ามาจากการที่บริการ Social Media ให้ความมั่นใจกับเราได้ในระดับหนึ่งมากกว่า ว่าตัวตนที่ถูกเปิดเผยออกมานั้น จะไม่รั่วไหลไปถึงมือคนที่ไม่ควรจะได้รับรู้ตัวตนของเรา (แม้ว่าในความเป็นจริงนั้น ยังหาอะไรมารับประกันได้ยากมากเกี่ยวกับเรื่องนี้)

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่บางครั้งเราจะเปิดมาที่ Facebook ของใครซักคนนึง แล้วเจอหน้า Profile แบบนี้ … ดูแล้ว … เอิ่ม … ไหมล่ะ

facebook

ผมไม่ได้บอกว่าการเปิดเผยตัวตนบนโลก Social Media เป็นสิ่งที่ไม่ดีนะครับ ผมกลับมองว่ามันเป็นการดีเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากสิ่งที่คุณเปิดเผยนั้นมันเป็นความจริง เพราะนั่นเท่ากับเป็นก้าวแรกของการแสดงความจริงใจให้กันและกันแล้ว

เพียงแต่ว่าเรื่องบางเรื่องนั้น มันก็ควรที่จะเก็บเอาไว้อยู่กับตัวบ้าง ไม่ใช่มาเปิดเผยกันซะทั้งหมด

กรณีศึกษาอุทาหรณ์สอนใจ ของการเปิดเผยมากเกินไป

ผมเคยทวีตข้อความผ่านบริการ Twitter ซึ่งดัดแปลงมาจากคำวาทะของ อ.จตุพล ชมพูนิช เอาไว้ว่า “จงคิดทุกคำที่ทวีต แต่อย่าทวีตทุกคำที่คิด เพราะหากทวีตทุกคำที่คิด อาจติดคุกทุกครั้งที่ทวีต” … นั่นหมายความว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่ต้องเปิดเผยให้คนอื่นๆ บน Social Media รู้ก็ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวความซวย (หรือคุก) จะมาเยือน

และใจจริงผมก็ว่ามันใช้ได้กับบริการ Social Media ทุกชนิด ไม่เว้นแม้แต่ Twitter หรือ Facebook ครับ

ทีนี้มาดูกรณีศึกษา ถึงปัญหาและความซวยอันมาจากการเปิดเผยมากเกินไปบน Social Media ต่างๆ ดูครับ (เท่าที่ดู ส่วนใหญ่จะเป็น Facebook ซะด้วย … นั่นคงเป็นเพราะว่าข้อมูลที่อยู่บน Facebook มันจะอยู่นานกว่าบน Twitter และผู้ใช้งาน Facebook ก็เยอะกว่าด้วยละมั้ง)

พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 … เชียร์ลีดเดอร์สาวนาม Caitlin Davis วัย 18 ถูกถอดชื่อออกจากทีมเชียร์ ของทีม Patriot (ทีมอเมริกันฟุตบอล NFL) เพราะไปโพสต์รูปปาร์ตี้วันฮาโลวีน บน Facebook ของเธอ บังเอิญว่าในรูปนั้นเธอดันไปโพสต์ท่าคู่กับหนุ่มคนนึงที่ตามร่างกายมีแต่รูปสวัสดิกะ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพวกนาซี)  … แน่นอนว่า สัญลักษณ์สวัสดิกะ ไม่เข้าพวกกับชื่อทีม Patriot แน่นอน

กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 … สาวน้อยวัย 16 นาม Kimberley Swann ชาวอังกฤษ ถูกให้ออกจากงาน เพราะเธอไปโพสต์ข้อความสถานะบน Facebook ของเธอว่า “งานมันน่าเบื่อ” และผลที่ได้ก็คือ ที่ทำงานของเธอให้เหตุผลว่า “จากคอมเม้นต์ที่เธอโพสต์บน Facebook เกี่ยวกับงานของเธอและบริษัท ในเมื่อเธอไม่รู้สึกดี และสนุกกับงาน เราก็จะขอปลดเธอออกจากการเป็นพนักงานของบริษัท โดยมีผลบังคับใช้ในทันที” … แม้ว่าเธอจะบอกว่า เธอไม่ได้เอ่ยชื่อบริษัทเลยด้วยซ้ำ … แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร

มิถุนายน ค.ศ. 2010 นางพยาบาลถูกเลิกจ้าง เพราะโรงพยาบาลไปพบว่าพวกหล่อนไปถกเรื่องเคสของคนไข้กันบน Facebook ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนไข้

นอกจากเรื่องการถูกไล่ออก เพราะดันไปเปิดเผยมากไปบน Social Media แล้ว ก็มีอีกหลายกรณีที่การเปิดเผยข้อมูลบน Social Media มากจนเกินพอดี ส่งผลให้เกิดเรื่องที่ไม่พีงประสงค์ตามมาก เช่น

  • การโพสต์รูปท่องเที่ยว หรือโพสต์ว่าไปท่องเที่ยวกันหมดบ้าน เลยโดน 1 ในบรรดา Friends บน Facebook เข้ามายกเค้าไปซะงั้น
  • เด็กน้อยคนหนึ่ง โพสต์กิจกรรมบนปฏิทินของ Facebook ว่าจะจัดงานวันเกิด ปรากฏว่ามีคนตอบรับคำเชิญเข้ามาจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่รู้จักมักจี่ทั้งสิ้น ผลก็คือ ต้องไปแจ้งความแล้วตำรวจก็ต้องจัดกำลังพลมาคอยตรวจตราในวันเกิดของเธอ
  • แม้แต่กับโจรเองก็เหอะครับ บางคนโพสต์ข้อความ หรือรูปของตนเองเอาไว้บน Facebook แล้วก็ตำรวจ หรือเจ้าทุกข์เองนี่แหละ ที่มาพบทีหลังว่า อ้าว ฝีมือไอ้ Friend บน Facebook ตูนี่เองที่ทำ
  • หลายๆ บริษัท โดยเฉพาะบริษัทด้านไอที เริ่มมีการใช้ข้อมูลที่ปรากฏบน Facebook และ Twitter และบริการ Social Media อื่นๆ ของคุณ ในการประกอบการตัดสินใจพิจารณารับคุณเข้ามาทำงานกันแล้ว

ที่มาของข้อมูล

Washington Post

CNET

MSN Career Builder

 

หลายคนอาจเห็น Social Media เป็นพื้นที่ว่าง ที่สามารถใช้ระบายอะไรก็ได้ แต่ผมก็อยากจะขอบอกว่า สิ่งที่คุณระบายนั้นมันจะอยู่บนนั้น ต่อให้คุณไปลบมันออกในภายหลังก็เถิดครับ จะเอาอะไรมารับประกันว่า จะไม่มีเพื่อนของคุณคนไหน หรือ Follower ของคุณคนไหน ไปถ่ายทอดส่งต่อข้อความดังกล่าวของคุณ โดยให้เครดิตคุณแบบเต็มๆ อีกบ้าง

Advertisements
หมวดหมู่:บ่นไปเรื่อย, Social Networking ป้ายกำกับ:, ,
  1. jew
    ธันวาคม 21, 2010 ที่ 16:01

    ตอนนี้ facebook, twitter คนที่ใช้ IT ยังอยู่เฉพาะบางกลุ่ม ในประเทศ
    ซึ่งหาก อีกหน่อย เข้าถึงทุกกลุ่ม

    ซึ่งรวมถึง มิจฉาชีพ
    คงเจอ อาการเดียวกัน

    แต่จะเกิดขึ้นบ้างใน hi5 มาแล้ว
    ใน hotmail บ้าง

  2. jew
    ธันวาคม 21, 2010 ที่ 16:07

    ความเข้าใจในการใช้งานระบบเหล่านี้ มีส่วนสำคัญในการใช้งานครับ

    เพราะสุดท้าย คงหนีไม่พ้น

    กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นต้องได้รับ

    งั้นต้องสร้างกรรมดี บน social media คือ
    ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น
    สื่อสารแต่คำพูดดีๆ

    แจ้งข้อมูลบนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ ความสามารถที่ตนมี
    ไม่โกหก ไม่สร้างสิ่งใดที่เป็น “ลบ”

    และต้องแยกส่วนตัว และส่วนกลาง
    ไม่ post เรื่องส่วนตัว น่าจะเหมาะสมกว่า
    เพราะความที่เป็นพื้นที่สาธารณะ

  3. ธันวาคม 21, 2010 ที่ 16:26

    Social Media เป็นแค่เครื่องมือ ถ้าใช้ให้มันมีประโยชน์ก็มี ใช้ในด้านไม่ดีก็มีให้เห็นกันเยอะ แต่การใช้เว็บพวกนี้ ต้องคิดอยู่เสมอในสิ่งที่จะโพสหรือเขียนอะไรลงไป เพราะถ้า Publish ออกไปแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เผยแพร่ออกไปด้วย ต้องยํ้าเตือนตัวเองอยู่เสมอจะแสดงอะไรลงไปบนเว็บพวกนี้ต้องคิดให้หนัก!!

  4. ธันวาคม 21, 2010 ที่ 16:34

    แหม่…ทำไปได้

  5. ธันวาคม 21, 2010 ที่ 20:55

    ข้อสุดท้ายไม่ใช่เฉพาะบริษัทITหรอกนะ… ^^”

  6. ธันวาคม 23, 2010 ที่ 13:42

    ต้องระมัดระวังกันให้ดีครับเมื่อเปิดเผยตัวเอง แล้วก็ต้องไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย และมีความรับผิดชอบกับทุกการกระทำที่เกิดขึ้นบนโซเชียล เนตเวิร์กที่เกิดจากแอคเคาต์ของเรา

  7. supanaree
    เมษายน 27, 2011 ที่ 11:59

    อ่านจบแอบไปลบรูปใน fb ออกตรึมเลยค่า
    กลัวมากสุด คือ ส่งผลต่ออาชีพการงาน ^o^

    • นายกาฝาก
      เมษายน 27, 2011 ที่ 12:31

      ต้องระวังไว้ครับ เคสล่าสุดที่ผมเจอ คือ พนักงานด่ากันบน Facebook แล้ว มีคนมาแจมๆ กันเยอะๆ แล้วพอเกิดเรื่อง ก็มีการสอบสวนพบว่า มี ผจก. คนนึงไปว่าบริษัท เลยโดนเชิญออกเลย

  1. ธันวาคม 21, 2010 ที่ 15:54
  2. มีนาคม 19, 2011 ที่ 22:48
  3. สิงหาคม 29, 2011 ที่ 11:00

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: