หน้าแรก > รีวิว Gadget, เก็บมาฝาก > ในที่สุดก็ได้รีวิว Kindle 3 กะเขาซะที

ในที่สุดก็ได้รีวิว Kindle 3 กะเขาซะที

เมื่อปีที่แล้ว Amazon ได้เปิดตัว Kindle 3 ออกมาช็อกวงการ e-book อีกครั้ง ด้วยสนนราคาที่เอามาฟัดกับ iPad โดยเฉพาะเลยก็คือ $139 (รุ่น WiFi-only) กับ $189 (รุ่น 3G) สรุปก็คือราคา 4-5 พันกว่าบาทเองนะเนี่ย เรียกได้ว่าเป็นราคาที่ใครๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยากเลย

มีคนถามผมมาเยอะเหมือนกันว่า ระหว่างซื้อ iPad กับซื้อ Kindle มาอ่าน e-book แบบไหนจะดีกว่ากัน … ด้วยความกรุณาของเพื่อนผู้แสนดี คุณดา (@piscess02) ผมก็เลยได้เจ้า Kindle 3 มาลองนี่แหละครับ

Kindle 3 WiFi-only

ได้ฤกษ์เบิกฟ้าปีใหม่ ปีกระต่าย เผื่อท่านใดอยากหางาน หรือหางานใหม่ ก็อย่าลืมแวะเวียนไปหาข้อมูลตำแหน่งงานว่างจากผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของบล็อก นานาสาระกับนายกาฝาก คือ Adecco Thailand นะครับ สมัครสมาชิกแล้วนอกจากได้ข้อมูลตำแหน่งงานดีๆ แล้ว ก็ยังได้จดหมายข่าว มีสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลในกิจกรรมต่างๆ ตลอดไปจนถึงดาวน์โหลดข้อมูลพิเศษอย่าง Thailand Salary Guide 2011 ได้อีกด้วย

Adecco_iPhone_App_700

เอาละครับ กลับเข้ามาเรื่องรีวิวกันดีกว่า…

แรกสัมผัสตัวเครื่อง

สารภาพก่อนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สัมผัส Kindle ครับ หากใครติดตามบล็อกของผมมาโดยตลอดจริงๆ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้รีวิว Gadget แบบจริงจัง คงจำได้ว่าผมเคยเขียนตอน ได้สัมผัสกับ Kindle แล้ว… แต่ไม่ใช่แนวว่ะ ไปแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นเป็น Kindle 2 กับ Kindle DX ครับ หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้สัมผัส Kindle 3 ของเพื่อนๆ มาบ้าง (ต้องบอกตรงๆ ว่า เพื่อนๆ หลายคนเป็นหนอนหนังสือ เลยซื้อ Kindle มาอ่านกันเยอะ)

Kindle 3 ตัวนี้เป็นสีคาร์บอนกราไฟต์ ออกไปทางเทาดำ สวยครับ ดูเลอะยากดี ไม่ต้องถนอมให้มากมายเท่าไหร่เลย

  • ด้านหน้าจะเป็นหน้าจอ E-Ink พร้อมคีย์บอร์ดและปุ่มควบคุมอย่างเช่น ปุ่มกด 5 ทิศทาง, ปุ่ม Menu, ปุ่ม Back, ปุ่ม Home ฯลฯ
  • ด้านล่างของตัวเครื่อง เป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง (ใช้ตอนฟังเพลง MP3 และเปิดระบบ Text-to-Speech), ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., พอร์ต Micro USB เอาไว้ชาร์จ หรือต่อกับคอมฯ และสุดท้ายคือปุ่มเปิดปิดหน้าจอ
  • ตรงด้านล่างของตัวเครื่อง มีรูเล็กๆ อยู่ เขาว่าเป็นไมโครโฟน แต่จะจริงหรือไม่ และจะเอาไว้ทำอะไรในอนาคต ตอนนี้ยังไม่รู้ครับ

แม้ว่า Kindle 3 จะไม่ได้มาพร้อมกับหน้าจอแบบสัมผัส แต่การเปลี่ยนหน้าหนังสือทำได้ไม่ยากครับ เพราะว่าบนตัวเครื่องมีปุ่มเปลี่ยนหน้าอยู่แล้ว แถมมีทั้งสองฝั่งของตัวเครื่องด้วย นั่นหมายความว่า ไม่ว่าเราจะถนัดซ้ายหรือขวา ก็ย่อมเปลี่ยนหน้าหนังสือได้ไม่ยาก

น้ำหนักของ Kindle 3 ถือว่าเบามากๆ พกไปไหนมาไหนได้สะดวกสบายไม่หนักกระเป๋าเลย

การใช้งาน

โดยภาพรวมแล้ว การใช้งาน Kindle 3 ไม่ยากเลยครับ พอเปิดเครื่องขึ้นมาแล้ว มันก็จะแสดงรายการของหนังสือที่เรามี โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เรียกว่า Collection โดยกดที่ปุ่ม Menu แล้วเลือก Create New Collection จากนั้นก็ตั้งชื่อตามสะดวก

การเข้าถึงหนังสือ ก็แค่ใช้ปุ่มบังคับ 5 ทิศทาง เลื่อนลูกศรขึ้นลงไปตามรายการหนังสือที่มี ถ้าเกิดรายการมีหลายหน้า ก็กดปุ่มเปลี่ยนหน้าซะ แล้วพอเราต้องการอ่านเล่มไหน เราก็กดปุ่มตรงกลางของปุ่มบังคับ 5 ทิศทางเพื่ออ่านเท่านั้นเอง

หน้า Home ของ Kindle 3Menu ของหน้าจอ Homeต่อ WiFi ได้ แต่ต่อแบบ Ad-hoc ไม่ได้นะ

นอกเหนือจากการสร้าง Collection ใหม่แล้ว หากเรากดปุ่ม Menu เราก็สามารถเข้าไปที่ฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่องได้ อาทิ ไปช้อปหนังสือบน Kindle Store, ค้นหาหนังสือ หรือเว็บ ด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ, Sync ข้อมูล หรือจะเปิดปิด WiFi ก็ได้

WiFi นั้นเอาไว้ซื้อหนังสือจาก Kindle 3 โดยตรง หรือจะเปิดเว็บก็ได้ครับ เพียงแต่ฟังก์ชั่นเว็บบราวเซอร์นั้นยังเป็นเพียงการทดลอง (Experimental) อยู่เท่านั้นเอง เราสามารถเปิดเว็บได้หลายวิธีครับ เช่น เวลาที่เราเลือกที่จะค้นหาข้อมูล เราก็เลือกค้นหาบน Google หรือ Wikipedia ซะ เท่านี้มันก็จะเปิดบราวเซอร์ขึ้นมา หรือจะกด Menu แล้วเลือกไปที่ Experimental แล้วเลือกเป็น Launch Web Browser ก็ได้

บราวเซอร์รองรับภาษาไทยซะด้วยครับ ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มแล้ว เพียงแต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะแสดงเว็บได้เต็มรูปแบบ เพราะมีแสดงเป็นแบบ Grayscale แถมไม่รองรับพวก Flash Player หรือ Java Applet เลยแม้แต่น้อย แต่ยังดีที่รองรับ Javascript และ Cookie เลยทำให้ยังพอเปิดเว็บได้เยอะอยู่

ที่แน่ๆ ยังเปิดบล็อก นานาสาระกับนายกาฝาก ได้ละฟะ

การอ่าน e-book ทำได้ดีครับ หากเป็นหนังสือที่ทำมาเพื่อรองรับกับ Kindle เลย เราก็จะสามารถเลือกขนาดของตัวอักษรได้ แถมยังสามารถใช้คุณสมบัติ Text-to-Speech ให้ Kindle อ่านหนังสือให้เราได้ด้วย โดยสามารถเลือกความเร็วในการอ่านได้ และเลือกได้ว่าจะใช้เสียงผู้หญิหรือผู้ชายอ่าน

อย่างไรก็ดี ระบบ Text-to-Speech ยังคงเป็นการทดลองอยู่เท่านั้น และเสียงเป็นเสียงอ่านแบบสังเคราะห์ ซึ่งบางทีมันอ่านแบบไม่เว้นจังหวะจะโคนให้ดีๆ คนที่ไม่คุ้นเคยกับการฟังภาษาอังกฤษอาจมึนได้

จุดเด่นอีกประการของ Kindle 3 ก็คือการ Highlight และบันทึกโน้ตช่วยจำลงไปใน e-book ครับ อารมณ์เดียวกับการขีดเส้น หรือทำ Highlight ด้วยปากกา เอาไว้เผื่ออ่านทบทวนภายหลังนั่นแหละครับ เพียงแต่ทำออกมาในลักษณะของ Social Networking มากขึ้น โดยการให้แชร์สิ่งที่เรา Highlight และโน้ตที่เราทำไว้ได้ ซึ่งเราเองก็สามารถที่จะดู Highlight และโน้ตของคนอื่นๆ ที่แชร์ไว้ได้เช่นกัน

kindle021kindle022

Kindle 3 มาพร้อมคุณสมบัติ Dictionary แบบ English-English อยู่ด้วย ดังนั้น หากเราไม่รู้จักศัพท์ตัวไหน ก็สามารถกดปุ่มบังคับ 5 ทิศทางเพื่อเลื่อน Cursor ไปยังหน้าคำศัพท์ที่เราต้องการทราบความหมาย ก็สามารถเห็นความหมายของคำศัพท์นั้นได้ทันที โดยอ้างอิงจาก Dictionary ของ Oxford เลยทีเดียว

kindle023kindle024

ใน Kindle 3 นี้ ได้เพิ่มคุณสมบัติในการรองรับการอ่านไฟล์ PDF ให้มากขึ้น โดยเราสามารถปรับซูมไฟล์ PDF ได้ 5 ระดับ คือ

  • fit-to-screen คือ ย่อให้เห็นทั้งหน้าเลย
  • 150%
  • 200%
  • 300%
  • actual size

แน่นอนว่าหากต้องการอ่านเอกสาร PDF ก็คงต้องซูมเข้าไปดูแน่นอนอยู่แล้ว จากนั้นก็ใช้ปุ่มบังคับ 5 ทิศทางในการเลื่อนหน้าจออ่านไปเรื่อยๆ … บางครั้งข้อความ หรือกราฟิกบนไฟล์ PDF มันจืด (เพราะใช้ฟอนต์สีอ่อนไปหน่อย) เราก็สามารถเลือกปรับ Contrast ของหน้าจอเพื่อให้ข้อความและกราฟิกที่แสดงดูเข้มขึ้นได้ครับ

แบตเตอรี่

เกือบลืมพูดถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ไปเลยครับ…

เนื่องจากใช้เทคโนโลยี E-Ink ซึ่งจะใช้พลังงานทุกครั้งที่เปลี่ยนภาพการแสดงผล แต่ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานใดๆ ในการรักษาภาพที่เปลี่ยนไปแล้วให้คงอยู่ จึงทำให้ Kindle นั้นมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่ยาวนานมากๆ การชาร์จเต็ม 1 ครั้ง สามารถใช้อ่าน e-book ได้เป็นเดือน (แต่ถ้าเปิดใช้ Text-to-Speech ก็เป็นอีกเรื่องนะครับ แบตก็จะหมดเร็ว)

เทียบกับ iPad แล้ว อันไหนอ่าน e-book ดีกว่ากัน?

ฟันธงได้เลยว่า Kindle 3 เหมาะกับการอ่าน e-book มากกว่า iPad และอุปกรณ์แท็บเล็ตอื่นๆ แน่นอนครับ เทคโนโลยี E-Ink อ่านแล้วสบายตากว่าหน้าจอพวก LCD อย่างมากแน่นอน อีกทั้งยังสามารถอ่านตอนกลางที่แดดจ้าๆ ได้สบายๆ

ใครที่เป็นหนอนหนังสือ ชอบอ่านหนังสือนานๆ บอกตรงๆ เลยครับ เทคโนโลยี E-Ink นั้นถนอมสายตากว่าชัวร์ป้าบ เพียงแต่ E-Ink นั้นมีข้อจำกัดอยู่ในหลายๆ ด้าน เช่น

  • ความเร็วในการแสดงผล นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนหน้าอ่านนั้นจะใช้เวลานิดนึง แต่ไม่นานมากครับ แต่ที่แน่ๆ ไม่เหมาะกับการแสดงภาพเคลื่อนไหวแน่นอน
  • แม้ว่า E-Ink นั้นได้เปรียบจอ LCD ในการแสดงผลในที่ที่แสงจ้าๆ แต่ด้วยความที่มันไม่มี Backlight เลย นั่นหมายความว่าไม่สามารถอ่านในที่มืดได้เลยครับ
  • หากเทียบ Kindle 3 กับ iPad ตอนนี้ ที่ด้อยกว่าอีกเรื่องคือ ความสามารถในการแสดงผลเนื้อหาที่เป็นสี เพราะ E-Ink ที่ใช้เป็นเพียง Grayscale ครับ … อย่างไรก็ดี ตอนนี้เทคโนโลยี E-Ink มีแบบสีแล้ว แต่อาจต้องรอ Kindle รุ่นถัดๆ ไปดูว่าเขาจะใช้หรือเปล่า

หากคุณคิดว่าต้องการเครื่องอ่าน e-book ที่ทำได้มากกว่าแค่การอ่าน e-book ต้องการให้มันเล่นเกมได้ ท่องเน็ต ดูหนังฟังเพลง แบบเต็มพิกัดได้ งานนี้คุณก็คงต้องการ iPad หรือไม่ก็ซื้อ Notebook ไปเลยละครับ

Advertisements
หมวดหมู่:รีวิว Gadget, เก็บมาฝาก ป้ายกำกับ:, , ,
  1. jew
    มกราคม 5, 2011 ที่ 11:22

    ถ้าเราปรับ iPad เป็น ขาว ดำ ได้ผลลัพธ์ เหมือนกันไหมครับ

    • นายกาฝาก
      มกราคม 5, 2011 ที่ 11:34

      ไม่เหมือนครับ
      จากประสบการณ์ส่วนตัว สบายตาที่สุดคือการปรับเป็น Sepia ครับ แต่ว่ายังไงก็มีแสงจาก Backlight ส่งออกมาทำให้สายตาล้าได้อยู่ดี แต่ E-Ink มันไม่มีแสงส่องสว่างใดๆ ออกมาเลย ดังนั้นจึงสบายตากว่ามากครับ

  2. SuperdoctorKC
    มกราคม 5, 2011 ที่ 15:20

    ผมมีทั้ง KIndle2 กับ iPad ถ้าเร่ืองอ่าน e-book ต้องยกให้ Kindle อยู่แล้ว แต่จะขัดใจอยู่อย่างเดียวเวลาอ่าน pdf ขนาด A4 ต้องซูมแล้วเล่ือนอ่าน ซ่ึงมันตอบสนองช้ามากๆ

    แต่ตอนนี้พ่ึงถอย iPad มาแทบจะไม่ได้อ่าน Kindle เลย 😛 สงสัยเห่อของใหม่ 555 แต่อ่านนานๆแล้วปวดตา

  3. 2p
    มกราคม 28, 2011 ที่ 13:54

    อยากทราบว่า
    kindle 2 มือ 2 3500
    kindle 3 ใหม่ 7500 อันไหนน่าซื้อกว่ากัน

    ไม่เคยใช้มาก่อน อยากซื้อมือ 2 มาลองใช้ เพราะกลัวจะไม่เวิคสำหรับ บ้านเรา
    ถ้าเน้นอ่าน e-book ภาษาไทยอย่างเดียวเวิีคไหมคะ หรือหนังสือแบบ (ฟรีๆ ) หาได้ง่ายเปล่าคะ

    อยากซื้อมาอ่านเพชรพระอุมา , นิยาย อะไรพวกนี้ค่ะ รบกวนช่วยตอบหน่อยนะคะ

    • นายกาฝาก
      มกราคม 28, 2011 ที่ 14:04

      ซื้อ Kindle 3 ดีกว่า แต่เช็คดีๆ ครับ เพื่อนผมเคยสั่งมาจากอเมริกา รวมค่าส่งและอื่นๆ แล้ว 6500 เอง

      อ่านนิยายไทยต้องแปลงเป็น ePub ก่อนถึงจะเวิร์คครับ

  1. มกราคม 5, 2011 ที่ 00:31
  2. มิถุนายน 17, 2011 ที่ 10:38

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: