หน้าแรก > จิตวิทยา, บ่นไปเรื่อย, Social Networking > วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา (ตอนที่ 8)

วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา (ตอนที่ 8)

หลายวันก่อนผมกับที่บ้านไปเดินเล่นที่ห้างเซ็นทรัลพระราม 2 ในระหว่างที่เดินดูของนั่นนี่อยู่ ก็ไปสะดุดกับที่สูบลมจักรยานแบบขาเหยียบยี่ห้อ Michelin เข้าให้ ผมว่าน่าสนใจดี ดูทนทาน พนักงานขายสบโอกาสเห็นผมสนใจ ก็เข้ามาเดินอวดสรรพคุณต่างต่างนานา และในระหว่างที่เขากำลังพูดกับผมอยู่ เขาก็เหลือบไปเห็นผมกำลังทวีตข้อความด้วย Dell Streak สีแดง เลยแสดงความสนใจว่า สมาร์ทโฟนขนาดเขื่องตัวนี้ของยี่ห้ออะไร แล้วก็ชวนผมคุยเรื่องสมาร์ทโฟนอยู่ซักพัก

การพยายามทำความรู้จักผู้คนด้วยการแสดงออกให้เห็นว่า เขาและเรามีความชื่นชอบคล้ายๆ กัน มีงานอดิเรกเหมือนๆ กัน หรือเป็นคนที่มีบุคลิกนิสัยไม่แตกต่างกัน เป็นกลยุทธ์ในการตีสนิทขั้นพื้นฐานที่มีกันมาตั้งแต่นมนานแล้ว ใช้ได้ทั้งการขายสินค้าและบริการ ตลอดไปจนถึงการหาเพื่อนหรือแม้แต่หาแฟน (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับชั้นเชิงว่า ทำอย่างไรให้เนียนด้วยนะครับ)

ตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้ผมนึกถึงอีกปรากฏการณ์หนึ่ง ที่เกิดขึ้นบนโลก Social Networking ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่ทันได้นึกถึง … ปรากฏการณ์ที่ Robert B. Cialdini ผู้แต่งหนังสือ Influence: The Psychology of Persuasion เรียกว่า Liking

อยากฝากข่าวประชาสัมพันธ์จากผู้ให้การสนับสนุนหลักของบล็อก นานาสาระกับนายกาฝาก ว่าเสาร์ที่ 5 และ อาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ใครที่กำลังมองหางานในจังหวัดระยองอยู่ อยากชวสนให้ไปงาน Walk-In Interview ของ Adecco Thailand ครับ บริษัท Aibel เขากำลังมองหาผู้ร่วมงานมากกว่า 26 ประเภทตำแหน่งงานเลยทีเดียว สนใจล่ะก็ อ่านรายละเอียดคลิกได้เลย

ในบล็อกตอนแรกสุดของซีรี่ส์ “วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา” นี้ ผมได้พูดถึงแนวคิดทางจิตวิทยาที่กล่าวถึงความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ประการหนึ่ง ซึ่งก็คือ ความต้องการความรัก หรือการยอมรับ หรือการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น
เราอยากได้ความรัก อยากให้คนอื่นเขายอมรับ อยากมีสัมพันธภาพกับคนอื่น เราต้องทำตัวให้คนอื่นเขา “ชอบ” เราซะก่อน … ไม่ใช่แค่พวกเราในฐานะปุถุชนคนธรรมดานะครับ แต่แบรนด์ต่างๆ เขาก็ต้องการใครคนอื่นเขารัก เขายอมรับ และมีความรู้สึกดีๆ กับแบรนด์ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น แบร/นด์ก็ต้องหาทางทำให้เรา “ชอบ” ให้ได้ด้วย

ว่าแต่มันจะมีวิธีใดบ้าง ที่ทำให้เกิดความรู้สึก “ชอบ” กันล่ะ?

 

การดึงดูดใจด้วยคุณลักษณะทางกายภาพ

วิธีการนี้ใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ที่มีตัวตน มีรูปร่างครับ คือ ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูดี ดูสวย ดูล้ำเอาไว้ก่อน เดี๋ยวปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Halo Effect ซึ่งหมายถึง เมื่อคุณลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของคนคนนึง ไปมีผลต่อการรับรู้ภาพรวมของคนคนนั้นที่คนอื่นเขามอง เช่น เคยมีการทดลองทางจิตวิทยาพบว่า คนที่หน้าตาดี จะถูกมองว่าเป็นคนฉลาด มีจิตใจดี

เทคนิคนี้จะได้ผลมาก เวลาที่คนเรารู้ข้อมูลเรื่องผลิตภัณฑ์ไม่มากเท่าไหร่ และไม่มีหนทางอื่นในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลในการตัดสินใจได้ง่ายๆ จะเพราะว่าเจ้าของแบรนด์ไม่ปล่อยข้อมูลออกมาเลย หรือจะเพราะว่าไม่มีเวลาไปหาข้อมูล ก็ตามแต่ … Halo Effect นี้นอกจากจะใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีใครรู้เรื่องข้อมูลมากแล้ว กับผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลเยอะๆ ก็ยังช่วยได้เช่นกันครับ คิดง่ายๆ เทียบสมาร์ทโฟน 2 ยี่ห้อ ที่ชื่อแบรนด์ดังพอๆ กัน สเป็คพอๆ กัน แน่นอนว่าตัวไหนดูดีกว่า ตัวนั้นก็ย่อมจะชนะไปจริงไหมครับ

 

คำชมเชย

ใครๆ เขาก็ชอบคนปากหวานครับ เวลาใครมาพูดดีกับเราหรือพูดจาออกปากชมเรา ก็อดไม่ได้ที่จะชอบคนที่พูดอย่างนั้นกับเราจริงไหมครับ เรื่องนี้นักจิตวิทยาได้มีการทำการทดลอง และพบด้วยว่า ขนาดเรารู้ตัวแท้ๆ ว่า ที่เขาชมนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง (เช่น รู้ว่าหน้าตาเราไม่ได้หล่อแบบพี่ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ หรือ พี่เคน-ธีรเดช แต่เวลาที่มีคนชมเราแบบนั้นจริงๆ ความรู้สึกดีๆ ก็บังเกิดขึ้นได้ แม้อาจจะเพียงเล็กน้อย

อ่านถึงตรงนี้แล้ว อาจรู้สึกว่า เอ๊ะ! แล้วแบรนด์จะมาชมผู้บริโภคทำไม ยังไง?!? ใช่มะล่าาาาาา

ลองนึกถึงโฆษณาแบบว่า…

“สมาร์ทโฟนสุดล้ำ สำหรับคนนำสมัยเช่นคุณ”

“เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของคนทันสมัยเช่นคุณ”

“ดีไซน์หรูสำหรับผู้นำเช่นคุณ”

นี่ก็คือการแอบชมที่แบรนด์เขาทำนั่นแหละครับ การชมแบบนี้ได้ผลอยู่ 2 แบบ ครับ

1. ชมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ผู้บริโภค (Self) ว่าเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น ทันสมัย, นำสมัย, เป็นผู้นำ … เมื่อเกิดการรับรู้ตนเอง (Self-perception) เป็นแบบนั้นแล้ว และฝังติดจนเป็นภาพลักษณ์ของตนจริงๆ ไป อีกหน่อยเขาก็จะมองหาแต่ผลิตภัณฑ์แบบนี้

2. แอบสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ของตนไปในตัว … ก็เล่นประกาศซะขนาดนั้นนี่ครับ จริงไหม? ถ้าเกิดประกาศกันโต้งๆ ว่า เป็น “สมาร์ทโฟนสุดล้ำ สำหรับคนนำสมัยเช่นคุณ” ก็แสดงว่า สมาร์ทโฟนตัวนี้มันมีภาพลักษณ์ที่นำสมัยนั่นเอง

โดยความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ นะครับ การบริโภคสินค้าและบริการนั้นไม่ใช่การแต่งงาน จะมาจับคลุมถุงชนแล้วให้เกิดความรู้สึกว่าอยู่ๆ ไปเดี๋ยวก็รักกันเอง มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำครับ เพราะอาจเกิดปรากฏการณ์ที่เขาเรียกว่า เกิด Buyer Remorse หรือก็คือ รู้สึกเสียดายที่ซื้อมันมา

สิ่งที่แบรนด์ควรทำคือ ให้เกิดความชอบต่อผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อที่จะให้เกิดปรากฏการณ์อีกแบบ เมื่อผู้บริโภคซื้อผลิตภัณฑ์นั้นไป นั่นคือ เกิดการ Justification หรือการหาเหตุผลเข้าอ้างแก่ตนเองว่า ที่ซื้อมานั้นถูกต้องดีอยู่แล้ว

ในตอนหน้า จะเป็นเรื่องของ Authority ครับ … ซึ่งใกล้เคียงกับเรื่องของอำนาจ 5 แหล่ง ที่ผมเคยพูดถึงไปแล้วในตอนที่ 2 ติดตามกันครับ

(ติดตามตอนต่อไป)

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: