หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก, เขียนตามกระแส, โทรศัพท์มือถือ, โน้ตบุ๊ก และ แท็บเล็ต > จับตาสงครามสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ผู้บริโภคคือเหยื่อสงคราม

จับตาสงครามสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ผู้บริโภคคือเหยื่อสงคราม

ครับ ย้ำกันอีกซักรอบว่างาน Thailand Mobile Expo 2011 เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นถือว่าประสบความสำเร็จ ยอดขายถึง 1,400 ล้านบาทในเวลาแค่ 4 วัน (ผมเคยทำงานโรงงาน ยอดขาย 3 พันล้านนี่ขายกันทั้งปีนะครับ) แถมมากกว่าที่คาดการณ์กันไว้ 8% กันเลยทีเดียว … และแน่นอนว่า สมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตก็ถือว่าเป็นพระเอก/นางเอกของงานละครับ

smartphone-wars-big

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ยอดขายมันดีถล่มทลายนั้นก็มาจากการที่ผู้ผลิตหลายรายห้ำหั่นราคาแข่งกันอย่างหนักหน่วง เรียกว่ารายไหนที่หั่นราคาไม่ไหวก็ยอดขายน้อยกันไปตามๆ กัน … และนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมชักออกอาการเป็นห่วง

 

สงครามส่วนแบ่งการตลาด

Gartner ได้เผยผลสำรวจส่วนแบ่งการตลาด โดยแบ่งแยกตามระบบปฏิบัติการ พบว่า ระบบปฏิบัติการ Android นั้นจากปี 2009 ที่ครอบครองส่วนแบงการตลาดอยู่แค่ 3.9% พอมาในปี 2010 กลับพุ่งไปที่ 22.7% เลยทีเดียว โดยแลกมาจากการที่ระบบปฏิบัติการ Symbian, BlackBerry OS, Windows Mobile และอื่นๆ ลดลงไปกันถ้วนหน้า

gartneros-sales-2011-500x168

นี่ส่งผลให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จับมือกับระบบปฏิบัติการ Android อย่าง Samsung และ HTC มียอดขายติดอันดับ Top 5 แถมเติบโตขึ้น 438.9% และ 258.3% ตามลำดับ (แน่นอนว่า Nokia, Apple และ RIM ทั้งรั้ง 3 อันดับแรกก็มีการเติบโตของยอดขาย เพียงแต่ไม่หวือหวาเท่ากับ Samsung และ HTC)

5883

ด้วยตัวเลขยอดขายกระฉูดขนาดนี้ คงไม่แปลกที่ใครต่อใครก็อยากจะหันมาซบอก Android กันมากขึ้น (ก็คงมี Nokia ละมั้งที่ผลกจาก Symbian ไป Windows Phone 7 … ฮา … แต่ในระยะยาวก็ต้องดูกันต่อไปครับ)

ถ้าวัดกันด้วยตัวเลขเพียงแค่ข้างต้นนี้ ก็ต้องบอกว่าระบบปฏิบัติการ Android ดูเหมือนจะชนะสงครามไปแล้วครึ่งทาง … แต่มันจะใช่แบบนั้นจริงๆ เหรอ?

 

สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร … อย่าดูแค่ยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด

แค่ยอดจำหน่ายเครื่องมันไม่ได้เป็นตัวชี้วัดเลยว่าใครชนะ หรือใครแพ้ เพราะสุดท้ายจริงๆ มันอยู่ที่ว่า ผลตอบแทนการลงทุนมันสูงหรือต่ำต่างหาก … ยอดขาย 1 แสนล้าน แต่ลงทุนไป 9.9 หมื่นล้าน มันจะไปชนะ ยอดขาย 2 หมื่นล้าน กำไร 1 หมื่นล้าน ได้ยังไง

หากเราเอากำไรที่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือแต่ละราย (หมายถึงโทรศัพท์มือถือทั้งหมด รวมถึงฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟนด้วย) มาคิดเป็น 100% แล้วละก็ กราฟด้านล่างนี่จะแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่กลางปี 2550 มาจนถึงปลายปี 2553 ที่ผ่านมา เราเห็นอะไรกันบ้าง?

screen-shot-2011-01-31-at-9-14-34-am

Apple ที่ผลิตมือถือคิดเป็นส่วนแบางการตลาดเพียง 4.2% ของตลาดโทรศัพท์มือถือ กลับเขมือบส่วนแบ่งกำไรของทั้งอุตสาหกรรมนี้ไปถึง 51% กันเลยทีเดียว ในขณะที่ HTC และ Samsung ที่หากนับกันที่จำนวนสมาร์ทโฟนที่ขาย มีการเติบโตสูงเกิน 200% ในแต่ละราย กลับมีส่วนแบ่งกำไรรวมกันแล้วแค่ไม่ถึง 30%

ดังนั้น ว่ากันที่ตัวเลขกำไรแล้ว Apple ดูเหมือนจะชนะสงครามขาดลอยนะครับ

 

Ecosystem ของตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมันกว้างกว่าแค่ตัวเครื่อง

ผมอยากให้ผู้อ่านบล็อกของผมไปอ่านบทความ มหากาพย์แห่งสงคราม Ecosystem โดย @Jimmy_LIVE ซักหน่อย แล้วจะรู้ว่าตลาดของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตนั้น มันไม่ได้จบเพียงแค่การขายตัวอุปกรณ์ออกไป

ดู Apple เป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ต้องไปคิดลึกคิดมากหรอกครับ เอาแค่หลังจากขาย iPod Touch/iPhone/iPad ให้เราเสร็จแล้ว รายได้ของ Apple มาจากไหนต่อ? เยอะครับ ทั้งค่าหัวคิวจาการขาย App บน App Store, ขายหนังสือ บน iBooks แถมยังมีค่าโฆษณาจาก iAd อีก นี่ยังไม่รวมรายได้จากการขายเพลงและเช่าหนังผ่านทาง iTunes Store ด้วยนะ (ยอดขาย iTunes ปี 2010 ที่ผ่านมา 1.1 พันล้านเหรียญ)

ในขณะที่ Android นั้น หลังจากที่ผู้ผลิตขายตัวเครื่องให้ผู้บริโภคไปแล้ว ก็แทบจะหาทางทำเงินจากตัวเครื่องที่ขายไปได้ยากเต็มทน เพราะผู้ผลิตเองก็ไม่ใช่เจ้าของ Android Market จะไปกินส่วนแบ่งอะไรจากไหน? แถม Google ก็ดูเหมือนจะเตรียมทั้ง Android Market ไว้ขาย App และเร็วๆ นี้ก็จะมี ร้านขายหนังสือกับเพลงอีก ซึ่งทั้งหมดนี้ผู้ผลิตอย่าง Samsung หรือ HTC หมดสิทธิ์เข้ามามีเอี่ยวเลย

ทางออกอาจอยู่ที่การสร้าง App Store, Book Store หรือ Music Store ของตัวเองขึ้นมา แต่มันจะคุ้มไหมกับจำนวนยอดผู้ใช้งานของแต่ละแบรนด์เอง ข่าวดีก็คือ ยอดขายของ Android Market นั้นเพิ่มขึ้น 862% ครับ ที่เหลือก็อยู่ที่ว่า แต่ละแบรนด์จะสามารถหยิบฉวยโอกาสได้มากน้อยแค่ไหน

178899

 

สงครามราคาบน Android จะมีแต่ผู้แพ้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ คือ หากสงครามราคาบน Android OS ยังดำเนินต่อไป รังจะมีแต่ผู้แพ้ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะผู้ผลิตต่างก็จะไม่สามารถที่จะสร้างกำไรที่ยั่งยืนจากสินค้าที่ขายได้ เพราะพอจะออกสินค้าตัวใหม่มา ก็ต้องพยายามกดราคาเพื่อให้สามารถขายแข่งขันกันได้

สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android นั้นแม้จะไม่มีต้นทุนเรื่องลิขสิทธิ์ OS แต่ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตจะไม่ต้องจ่ายเงินให้ Google แม้แต่แดงเดียวนะครับ เพราะยังไงเสีย มันก็ยังมีต้นทุนเรื่องการปรับแต่งระบบปฏิบัติการเพื่อให้มีความแตกต่างไปจากผู้ผลิตรายอื่นๆ และตรงนั้นเองที่ผู้ผลิตก็ต้องยอมเสียเงินเพื่อบริการการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก Google บ้างไม่มากก็น้อยล่ะ

สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android สามารถทำรุ่นประหยัดสุดๆ ออกมาได้ โดยไม่ต้องใส่สเปกอลังการมาก แต่ตลาดสมาร์ทโฟนระดับนี้เรียกได้ว่าเป็นทะเลแดงเดือด (ผมขอเรียกว่า Red Hot Chilli Ocean แล้ว ไม่ใช่แค่ Red Ocean เฉยๆ) ดังนั้นจะมีกำไรซักกี่มากน้อยกัน … ดูง่ายๆ WellcoM A99 ที่ออกมาสเปกแรงเวอร์ แต่ราคา 9,900 บาทเอง (ตอนแรกจะตั้งราคาหมื่นต้นๆ แต่พอเจอค่ายอื่นกดราคามาต่ำกว่าหมื่น WellcoM ก็เลยต้องกดราคาตาม)

 

มีแต่ผุ้แพ้ แต่รายใหญ่อาจไม่มีใครตาย สุดท้ายผู้บริโภคซวย

หากสงครามราคายังดำเนินต่อไป ขอเดาว่าหากค่ายใดไม่ใหญ่พอ สายป่านไม่ยาวพอ สุดท้ายก็จะแพ้ภัยตัวเอง ส่วนรายใหญ่ๆ ก็จะยังสามารถอยู่ได้ แต่ก็จะเหมือนกับธุรกิจขายเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่แข่งกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องอาศัยการลดต้นทุนด้วยการลดทอนบริการหลังการขายลง (และอาจให้ทางเลือกการบริการระดับพรีเมี่ยม แต่ต้องเสียเงินเพิ่มเอง) ความซวยจะตกมาเยือนผู้บริโภค

ตัวอย่างมีให้เห็นกันดีอยู่แล้ว ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ที่ขายเน้นสเปกแรงราคาถูก บริการหลังการขายเขาเป็นอย่างไร

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: