หน้าแรก > คอมพิวเตอร์, เก็บมาฝาก, Social Networking > บางครั้ง คุณเปิดเผยตัวเองมากไปหรือเปล่า บน Social Media? (ภาค 2)

บางครั้ง คุณเปิดเผยตัวเองมากไปหรือเปล่า บน Social Media? (ภาค 2)

ปลายปีที่แล้วผมได้เขียนบล็อก บางครั้ง คุณเปิดเผยตัวเองมากไปหรือเปล่า บน Social Media? ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อเตือนใจแก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย เพราะว่า Social Media เนี่ย มันเป็นกระแสที่มาแรงมาก และยอดผู้ใช้บริการ Social Media ต่างๆ โดยเฉพาะ Facebook และ Twitter ก็เพิ่มขึ้นพรวดๆ เลยในปีที่ผ่านมา

image

คราวที่แล้ว ผมแค่พยายามเน้นไปที่ข้อเตือนใจ ซึ่งดัดแปลงมาจากคำวาทะของ อ.จตุพล ชมพูนิช เอาไว้ว่า “จงคิดทุกคำที่ทวีต แต่อย่าทวีตทุกคำที่คิด เพราะหากทวีตทุกคำที่คิด อาจติดคุกทุกครั้งที่ทวีต” … นั่นหมายความว่า เรื่องบางเรื่อง ไม่ต้องเปิดเผยให้คนอื่นๆ บน Social Media รู้ก็ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวความซวย (หรือคุก) จะมาเยือน

ถึงขนาดนั้นแล้ว ก็ยังไม่วายครับ เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีดาราดังๆ ทั้งไทยและเทศ ที่ต้องเดือดร้อนเพราะการทวีตข้อความ หรือการกระทำที่ขาดความยั้งคิด จนทำให้ไม่ว่าจะ แบงก์ วงแคลช, นักร้องเพลงแร๊บ 50 Cent หรือดาราตลก Gillbert Gottfried ก็โดนสังคมรุมด่า เพราะดันไปทวีตข้อความเกี่ยวกับสึนามิที่ญี่ปุ่นที่ดูเหมือนล้อเลียน

อะไรที่อยากเตือนก็เตือนไปหมดแล้ว ก็ย้อนกลับไปอ่านบล็อกภาคที่แล้วเอาแล้วกันครับ ส่วนในภาคนี้ผมจะขอเขียนเตือนในเรื่องอื่นๆ ต่อครับ

แต่ว่าก่อนอื่น ผมก็อยากขอประชาสัมพันธ์ให้กับสปอนเซอร์ผู้น่ารักทั้ง 3 ของผมครับ

  • ช่วงวันที่ 17-20 มีนาคม 2554 นี้ ทั้ง Dell Thailand และ i-mobile 3GX ต่างก็ไปร่วมงาน Commart Thailand 2011 ทั้งคู่ โดยจัดหนักโปรโมชั่น พบกันได้ที่บูธของทั้งสอง ในแพลนารีฮอล ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์จ้า พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้ว
  • Adecco Thailand ตอนนี้จัดกิจกรรม เชิญชวนทุกท่านเข้ามาโพสต์ความหมายของคำว่า “งาน” ในความคิดของคุณ นิยามใครโดนใจกรรมการ ก็รับรางวัลไปเล๊ยยยย รายละเอียดอ่านที่นี่เลยครับ

บริการ Social Media สมัยนี้ใช้เทคโนโลยีต่างๆ มากมาย และมีฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย เพื่อสร้างจุดขายและใช้เป็นเครื่องดึงดูดให้คนมาใช้บริการ แต่เทคโนโลยีต่างๆ ฟีเจอร์ต่างๆ เหล่านี้ หากใช้แบบไม่ระวัง ไม่คิดถึงผลที่ตามมา มันก็อาจจะนำไปสู่อันตรายได้เช่นกันนะครับ

แล้วเทคโนโลยี หรือฟีเจอร์ต่างๆ ที่ผมว่านั้น มันมีอะไรบ้าง?

 

บริการบอกพิกัด (Location-based Service หรือ LBS)

บริการ Social Media สมัยนี้ พยายามเอา Location-based Service เข้ามาใช้กันมากขึ้น เกือบทั้งหมดก็จะเป็นการแบ่งปันข้อมูลพิกัดที่อยู่ของผู้ใช้งานให้เพื่อนๆ ในเครือข่ายทราบกัน เช่น

  • Twitter เวลาจะทวีต ก็สามารถเลือกได้ว่าจะแชร์พิกัดให้เพื่อนๆ รู้ไหมว่าตอนที่เราทวีตข้อความนั้นๆ เราอยู่ที่ไหน
  • Facebook ก็สามารถเลือกใส่พิกัดของเราลงในข้อความอัพเดตสถานะของเราได้ หรือจะใช้ฟีเจอร์ Places ในการเช็คอินพิกัดที่อยู่ของเราได้
  • Foursquare นี่เป็น Location-based Social Media Service ที่ใช้แชร์พิกัดที่อยู่ของเรา และแบ่งปันทิปเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ

image0203

  • Google Latitude แชร์ที่อยู่ของเราและเพื่อนๆ ผ่านทาง Google Map และมีความสามารถขนาดที่ว่า แค่คลิกไม่กี่ที ก็สามารถบอกเส้นทางเราได้ว่า จะไปหาเพื่อนของเราอย่างไร

image
ภาพจาก http://www.sandwiz.com/20100305/google-latitude/

บางคนใช้ Foursquare ถี่มา คงเพราะว่าถ้าเกิด Check-in ว่ามาอยู่ที่ไหน หรือผ่านที่ไหนบ่อยๆ จะได้รับตำแหน่ง Mayor ของสถานที่นั้นๆ มันเหมือนเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง แต่ทำแบบนี้ก็ทำให้ชาวบ้านเขารู้หมด ว่าวันๆ เราไปไหนมาไหนกันบ้าง เส้นทางเดินทางของเราในแต่ละวันเป็นยังไง และเผลอๆ อาจรู้ไปถึงว่า บ้านเราอยู่ที่ไหนเลยด้วยซ้ำ

ลอง Search หาคำว่า Home ดูใน Foursquare ดูสิครับ จะเห็นเลยว่า บ้านใครต่อใครอยู่ไหนกันบ้าง ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักคนพวกนั้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ!!

image

การเปิดเผยข้อมูลพิกัดที่อยู่ของเราเนี่ย เสี่ยงต่อการเกิด

  • การโจรกรรมหรือปล้นทรัพย์ได้ เพราะคนร้ายอาจติดตามพฤติกรรมการเดินทางของเราได้จากการแชร์พิกัดของเรา หรือรู้ได้ว่าหากจะปล้นบ้านเรา บ้านเราจะอยู่ที่ไหน
  • อาจโดนพวก Stalker หรือพวกโรคจิตที่ชอบตามตัวเรา สถานเบาเราก็จะรู้สึกรำคาญ หรือกลัวๆ พวกโรคจิตนี่ สถานหนัก อาจโดนดักทำร้ายได้เช่นกัน

การใช้คุณสมบัติ Location-based Service บนบริการ Social Media แบบนี้ มีประโยชน์ในหลายๆ ด้านครับ แต่ต้องพึงระวัง อย่าเผลอให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพิกัดที่อยู่หลักๆ ของเรา (เช่น ตำแหน่งที่ตั้งบ้าน หรือที่ทำงาน) มากจนเกินไป และพยายามแชร์กับเฉพาะเพื่อนๆ ที่รู้จักกันเท่านั้น

คนที่เรารับ Add มาทุกคน ไม่ใช่เพื่อนเราทั้งหมดนะครับ!!

 

ตารางกิจกรรม (Activity Calendar)

บริการ Social Media หลายแห่ง พยายามกระตุ้นให้ผู้ใช้บริการหันมาสร้างปฏิทินกิจกรรมออนไลน์ แล้วเชิญผู้ใช้งานคนอื่นๆ เข้ามาร่วมกิจกรรมนั้นๆ … มองแง่หนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถนัดหมายกันทำกิจกรรมกันได้ง่ายๆ สามารถรู้จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เร็ว และหากมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องสถานที่ วันและเวลา ก็สามารถแจ้งถึงผู้เข้าร่วมต่างๆ ได้ทั่วถึงและรวดเร็วเช่นกัน

imageimage
ตัวอย่างปฏิทินกิจกรรมออนไลน์ของ Qlubb และของ Facebook (อันนี้โดย @tri333)

แต่บางครั้ง เซ็ตค่าความเป็นส่วนตัวไม่ดีพอ มันก็กลายเป็นการประกาศให้โลกรับรู้ว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน ซึ่งในบางกิจกรรมนั้นเป็นอะไรที่เราอยากให้เป็นส่วนตัวซักหน่อย

ยกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด เมื่อสาวรุ่นชาวออสเตรเลียนาม Jess เข้าใจผิดเรื่อง Privacy Setting ของ Facebook แล้วโพสต์คำเชิญมางานวันเกิดครบ 16 ปีบนนั้น โดยมีเป้าหมายเชิญเพื่อนๆ เกรด 10 ของเธอมา แต่เนื่องจากไม่มีเวลาเชิญทุกคน เลยฝากเพื่อนๆ ช่วยส่งคำเชิญต่อไป เลยมีหนุ่มวัย 17 ย่าง 18 คนนึงเอาคำเชิญของเธอไปสร้างใหม่ จนมีคลื่นมหาชนกว่า 2 แสนคนเข้ามาตอบว่าจะมาร่วมงาน ผลก็คือเธอต้องยกเลิกงานปาร์ตี้ไป (แน่นอนว่าหนุ่มน้อยคนนี้ถูกจับตามระเบียบ)

อาจจะดูน่าเหลือเชื่อมาก แต่เชื่อไหมล่ะครับว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น!!! ก่อนหน้านี้ The Telegraph ประเทศอังกฤษ ได้รายงานข่าวสาววัย 14 เผลอพลาดโพสต์คำเชิญงานวันเกิดของเธอพร้อมเบอร์โทรและที่อยู่ จนมีคนตอบรับว่าจะมาร่วมงาน 21,000 คน ครั้งนั้นก็พลาดเพราะดันเผลอไปสร้างปฏิทินกิจกรรมแบบ Public หรือเป็นสาธารณะแบบที่ใครก็เข้ามาได้ เรื่องจบลงที่ เธอต้องยกเลิกงานปาร์ตี้นั้นไป แถมต้องให้ตำรวจเข้ามาช่วยเฝ้าระวังในวันและเวลาดังกล่าว อีกทั้งต้องเปลี่ยนเบอร์โทรด้วย

เชื่อว่าแค่ 2 อุทาหรณ์นี้ก็คงจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนชนิดที่ว่าไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมอะไรดีอยู่แล้วนะครับ

เมืองไทยเรายังไม่เห็นอะไรแบบนี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครเผลอทำแบบนี้นะครับ ผมเองก็ยังได้รับคำเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมอยู่เนืองๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีส่วนร่วมในกลุ่มที่สร้างกิจกรรมนั้นเลย อย่างภาพข้างล่างเนี่ย เป็นกิจกรรมประมาณการเลี้ยงรุ่นของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ซึ่งผมไม่ได้เคยเรียนที่นั่นเลย แต่เป็นเพราะมันเป็นกิจกรรมสาธารณะ และมีคนที่เป็นเพื่อนบน Facebook ของผมจบจากที่นั่น ผมก็เลยได้เห็นกิจกรรมดังกล่าว

image

 

อนุญาตให้เชื่อม (Permission)

เขียนแบบนี้แล้วอาจจะงง แต่หากดูรูปข้างล่างนี่แล้วอาจร้อง อ๋อ!! ขึ้นมาทันที

image

 

บริการ Social Media ต่างๆ พยายามที่จะให้การเข้าใช้งานนั้นง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงมีการเปิด API (Application Programming Interface) เพื่อให้บริการอื่นๆ เข้ามาเชื่อมต่อเพื่อรับข้อมูลไปใช้งานต่อได้

คำถามคือ ทุกครั้งที่เรา “อนุญาต” ให้พวก App ต่างๆ หรือบริการต่างๆ เหล่านี้เข้าเชื่อมต่อกับบริการ Social Media หลักของเรา (เช่นในกรณีนี้คือ ผมจะใช้ App เกม CityVille ซึ่งมันต้องการเข้ามาเชื่อมต่อกับข้อมูลบน Facebook ของผม) นั้น เราเคยสังเกต และอ่านกันบ้างไหมว่า มันต้องการเข้าถึงข้อมูลอะไร และสามารถทำอะไรกับข้อมูลของเราได้บ้าง

ยกตัวอย่างเกม CityVille ที่ผมให้ดูข้างบน สังเกตไหมครับ ว่าหากเรากดอนุญาตไปแล้ว เท่ากับว่า

  • CityVille สามารถได้ชื่อ, ภาพประจำตัว (Avater), เพศ, ชื่อเพื่อนๆ ที่เราแบ่งปัน ไปใช้ได้
  • CityVille สามารถส่งเมล์หาเราได้
  • CityVille สามารถมาโพสต์อะไรต่อมิอะไรบน Facebook Wall ของเราได้

แน่นอนว่า เท่าที่ดูแล้วเกม CityVille นี่ยังไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติน่าสงสัย … แต่ผมกำลังอยากเตือนท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า แล้วกับ App อื่นๆ เนี่ย ท่านเคยได้อ่านบ้างไหมว่า มันขอทำอะไรต่อมิอะไรกับข้อมูลของเราบ้างเมื่อทำการเชื่อมต่อ

ตรงนี้ขอย้ำนะครับว่า ต้องระวัง และอ่านให้ดีๆ โดยเฉพาะเมื่อถึงคราวที่เราจะเล่นเกมบน Facebook ชิงรางวัลของแบรนด์ต่างๆ ดูให้ดีๆ ว่า เขาเรียกร้องขอข้อมูลอะไรที่มันทำให้เรารู้สึกว่า “เฮ้ย! มันจะเอาข้อมูลพวกนี้ของตูไปทำไม(วะ)?” หากรู้สึกว่ามีแบบนั้นจริงๆ ต้องชะงักไว้ซักหน่อย แล้วอาจต้องคำถามกลับไปยังแบรนด์นั้นๆ ว่า จะเอาไปทำไมล่ะครับ

เดี๋ยวนี้หลายๆ แบรนด์หันมาใช้การตลาดแบบนี้กันมากขึ้น เขาเรียกมันว่า Permission Marketing ครับ ซึ่ง Mashable ก็มีบทความที่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว อยากให้ลองไปอ่านดูใน Why Permission Marketing Is the Future of Online Advertising ครับ พิจารณาจากบทความนี้แล้ว ก็อาจจะเห็นได้เลยว่า ในอนาคตเราก็จะเลี่ยงกิจกรรมการส่งเสริมการขายในแบบนี้ไม่พ้นแน่ๆ

 

โดยสรุปแล้ว

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้มาเพื่อขู่ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านกลัวจนไม่กล้าเข้ามาข้องแวะกับ Social Media นะครับ แต่ความตั้งใจผมก็คือ ต้องการให้ตระหนักถึงปัญหาที่อาจตามมา หากสุ่มสี่สุ่มห้าใช้บริการ Social Media แบบไม่ระวังและขาดความเข้าใจ

อยากให้พึงระลึกเอาไว้เสมอดังนี้ครับ

การใช้งาน Social Media ได้ ยังไม่ได้หมายความว่าใช้งาน Social Media เป็น
แต่การใช้งาน Social Media เป็น ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ Social Media ได้คล่อง
และการใช้ Social Media ได้คล่อง ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ Social Media ได้ถูกต้องและปลอดภัยเสมอไปนะครับ

ขอให้ใช้บริการ Social Media อย่างสนุก ถูกต้อง และปลอดภัยครับ

Advertisements
  1. yugi5002
    มีนาคม 20, 2011 ที่ 12:26

    รู้สึกว่าจะเขียนบล็อกทั้งอาทิตย์เลยนะอาทิตย์นี้อะ พี่ชาย

  2. มีนาคม 20, 2011 ที่ 13:24

    จริงด้วย พอมีพวกนี้แล้วรู้สึกว่า พวกเราจะเปิดเผยตัวตนมากเกินไป

  3. Enlightenment
    มีนาคม 20, 2011 ที่ 23:40

    จะได้ระมัดระวังไว้

    ได้สาระดีจริงๆครับ ^^

  4. กรกฎาคม 15, 2011 ที่ 17:27

    ขอบคุณสำหรับสาระดีดีค่ะ ต้องระวังให้มากกว่าเดิมแล้ว

    • นายกาฝาก
      กรกฎาคม 15, 2011 ที่ 17:45

      แม้จะเป็นบล็อกตอนเก่าๆ แต่ว่ามันก็ยังนำไปประยุกต์ใช้ได้อยู่เสมอนะครับ 🙂

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: