หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก, เขียนตามกระแส > ลองคิดเล่นๆ Web 3.0 จะเป็นอย่างไร

ลองคิดเล่นๆ Web 3.0 จะเป็นอย่างไร

ตอนที่ผมไปบรรยายที่ Adecco กับ @pakada เมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีคำถามขึ้นมาว่า โลกอินเทอร์เน็ตของเราได้ผ่านจากยุคของ Web 1.0 ที่เป็น Company-/Corporate-generated Content และ Web 2.0 ที่เป็น User-generated Content (หมายถึง ยุคที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้แหละ) แล้วยุคของ Web 3.0 จะเป็นยังไง?

image

เจอคำถามกลางอากาศแบบนั้น ตอนนั้นผมก็เลยตอบไปในเชิงวิเคราะห์ (เล่นๆ .. ย้ำว่าเล่นๆ) ว่า ดูจากการจัดประเภทของยุค Web 1.0 และ Web 2.0 แล้ว จะเห็นว่ามันจัดประเภทจาก “แหล่งกำเนิดของเนื้อหา” ดังนั้น…

  • ถ้าเนื้อหาในยุค Web 1.0 เกิดจากการสร้างโดยองค์กรหรือบริษัท หรือตัวเจ้าของเว็บไซต์ และ…
  • ถ้าเนื้อหาในยุค Web 2.0 เกิดจากการสร้างโดยตัวผู้ใช้งานเอง (เราถึงเรียกว่า User-generated Content) แล้วละก็…
  • เนื้อหาในยุค Web 3.0 ก็น่าจะเป็นการสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยการสังเคราะห์จากเนื้อหาที่ทั้ง องค์กร/บริษัท หรือเจ้าของเว็บไซต์สร้าง และเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้าง โดยให้เกิดเป็นเนื้อหาใหม่ องค์ความรู้ใหม่นั่นเอง

นั่นก็คือ ความคิดเห็นของไอทีต๊อกต๋อยคนนึง เมื่อเดือนเศษๆ ที่ผ่านมาครับ

แต่ก่อนที่จะเริ่มเรื่องราว ก็ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์ผู้แสนน่ารักของเราเช่นเคยนะครับ โดยเริ่มจาก

  • Dell Thailand ซึ่งตอนนี้เริ่มรุกคืบเข้ามาวางรากฐานในประเทศไทยชัดเจนขึ้น ด้วยเว็บไซต์ใหม่ ilovedell.com ครับ สำหรับลูกค้าของ Dell หรือผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ของ Dell เว็บไซต์แห่งนี้จะเป็นเหมือนกับศูนย์กลางสำหรับค้นหาอะไรที่อย่างที่เป็น Dell เลยครับ
  • Adecco Thailand ตอนนี้จัดกิจกรรม เชิญชวนทุกท่านเข้ามาโพสต์ความหมายของคำว่า “งาน” ในความคิดของคุณ นิยามใครโดนใจกรรมการ ก็รับรางวัลไปเล๊ยยยย รายละเอียดอ่านที่นี่เลยครับ
  • i-mobile 3GX หนึ่งใน MVNOs ของ TOT3G ซึ่งตอนนี้ก็ต้องบอกว่า ออกโปรแรงโดนใจสุดๆ คือ BB Unlimited นี่แหละครับ 650 บาท/เดือน แม้ว่าจะไม่ใช่เครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด แต่ ณ ตอนนี้ในกรุงเทพฯ ก็ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ หลักๆ ไปเยอะมากแล้วละครับ รายละเอียดอ่านที่นี่เลย

เอาละครับ กลับมาที่เรื่องของเรากันต่อครับ…

ความหมายของ Web 3.0 ของผมนั้น หากเปรียบเทียบกับงานวิจัยแล้ว ก็จะคล้ายๆ กับการทำ Meta-analysis ครับ คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งอื่นๆ มา จากนั้นก็นำข้อมูลเหล่านั้นมีวิเคราะห์ แล้วสรุปผลออกมาเป็นเนื้อหาใหม่ องค์ความรู้ใหม่ เช่น เมื่อเราได้ข้อมูลว่า A มีความสัมพันธ์กับ B และ B มีความสัมพันธ์กับ C (สมมติว่าทั้งคู่เป็นข้อมูลในยุค Web 2.0 ที่ใครบางคนสร้างขึ้นมา) ข้อมูลในยุค Web 3.0 นั้นจะต้องสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ แล้วอาจสรุปได้ว่า A มีความสัมพันธ์กับ C ด้วยนั่นเอง

ผมไม่ได้คิดละเอียด และไม่ได้ลงไปลึกมากกว่านั้น … จนกระทั่งมาอ่านเจอบทความ Understanding Web 3.0 as Data ที่เป็นการสรุปความเห็นของ Reid Hoffman ผู้ก่อตั้งเว็บ LinkedIn ที่นำเสนอในงาน South by Southwest 2011 เมื่อกลางเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาครับ ผมจะลองตัดเฉพาะบางประเด็นมาให้อ่าน ส่วนใครที่สนใจจะอ่านเต็มๆ ก็ต้องไปอ่านต่อตามลิงก์ด้านบนนะครับ (ภาษาอังกฤษจ้า) … อะไรที่เป็นความเห็นส่วนตัวของผม จะถูกไฮไลต์เป็นตัวอักษรสีน้ำเงินครับ

*********************************************************************************

image

พี่คนนี้แหละ Reid Hoffman

ตามแนวคิดของ Reid Hoffman (จากนี้ผมจะขอตีซี้ เรียกเขาว่า Hoffman เฉยๆ) เขาสรุปไว้เป็นธีมว่า Web 3.0 as data หรือก็คือ Web 3.0 นั้นจะเกี่ยวกับข้อมูล ซึ่งคำว่า ข้อมูล (Data) ในตรงนี้ มันเป็นอะไรที่มากกว่าแค่ เนื้อหา (Content) นะครับ Hoffman สรุปยุคต่างๆ ตั้งแต่ 1.0 ถึง 3.0 เอาไว้แบบนี้

  • Web 1.0 เป็นยุคของแบนด์วิธต่ำ เป็นยุคที่คนเราค้นหาไฟล์ หรือเนื้อหาที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต (ซึ่งนั่นก็คือ เป็นเนื้อหาที่มีคนสร้างไว้ให้อยู่แล้วนั่นเอง) ในยุคนี้แนวคิดของไซเบอร์สเปซ (Cyberspace) นั้น เป็นโลกที่แยกออกจากโลกแห่งความเป็นจริง (Real World) ชัดเจน ผู้คนเข้าหากันแบบไม่เปิดเผยตัวตน
  • Web 2.0 ผู้คนเริ่มเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันด้วยตัวตนจริงๆ ของตนเองมาขึ้น โลกออนไลน์เข้ามาผสมผสานกับโลกออฟไลน์มากขึ้น (เหมือนกับที่เวลาเราจะโปรโมต Social Media ขององค์กร ก็อาจใช้สื่อออฟไลน์ในการโปรโมต หรือมีการจัดกิจกรรมรวมพลังของคนบนโลกออนไลน์ให้มาพบปะกันในโลกแห่งความเป็นจริง อย่าง TWT4TH เป็นต้น) ในยุคนี้ถ้าใครจะเขียนบล็อก ก็จะเขียนด้วยชื่อตัวเองจริงๆ โลกออนไลน์มามีบทบาทกับโลกออฟไลน์อย่างแนบแน่น มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ และพฤติกรรมด้วย เช่น การเลือกซื้อสินค้าและบริการโดยอ่านจากรีวิวของผู้ใช้งานคนอื่นๆ บนโลกออนไลน์ ตัวอย่างที่เด่นๆ ของ Web 2.0 นี้คือ WikiLeaks และการปฏิวัติในแถบตะวันออกกลางในช่วงนี้
  • Web 3.0 เป็นยุคที่เกี่ยวกับข้อมูลที่เราสร้างขึ้นมา แบนด์วิธในยุคนี้เพิ่มขึ้นมา ทำให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลไม่ว่าจะเป็นกราฟิก เสียง หรือวิดีโอ เป็นยุคที่เราต้องวางแผนเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล และการบริหารจัดการข้อมูลเป็นหลัก

Hoffman ได้ยกตัวอย่างเว็บไซต์ หรือบริการที่เข้าข่าย Web 3.0 และข้อมูลในยุคนี้เอาไว้ดังนี้

  • LinkedIn Skills เป็นฟีเจอร์ใหม่ของ LinkedIn Profile ซึ่งให้เราใส่คีย์เวิร์ดที่อธิบายถึงความสามารถของเรา (หรือก็คือ Skills นั่นเอง) พอใส่แล้ว LinkedIn จะเอาข้อมูลเหล่านี้ มาทำการวิเคราะห์ แล้วสร้างเป็นกราฟขึ้นมา เพื่อให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์กับผู้ใช้งาน เช่น “blogging” กับ “reverse mergers” ก็จะถูกจับไปสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทและข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ช่วยให้ผู้ใช้งานที่ระบุว่ามี Skill ตามนั้น สามารถรู้ได้ว่าตนเองมีทักษะที่เหมาะกับองค์กรที่จะเข้าไปทำงานมากน้อยแค่ไหน หรือควรจะพัฒนาทักษะด้านใดบ้าง หากต้องการจะทำงานที่นี่ และยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถดูการเติบโตของคนที่มีทักษะด้านต่างๆ ได้ด้วย จะได้รู้ว่า ณ ตอนนี้ทักษะด้านไหนกำลังมาแรง และด้านไหนกำลังขาดแคลน

image

  • Waze บริษัทสัญชาติอิสราเอล ที่จะติดตามข้อมูลการขับรถของคนขับรถบรรทุก ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว และพิกัดสถานที่ เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และสร้างเป็นข้อมูลการจราจรแบบ Real-time ขึ้นมา (ดาวน์โหลด Waze สำหรับ iPhone, Android และ BlackBerry ไปลองเล่นได้ครับ)

image

  • Wasabe เชิญชวนให้ผู้ใช้งานอัพโหลด Statement ธนาคารของตน เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสค้นพบโอกาสในการซื้อและบริหารการเงินของพวกเขาได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี Web 3.0 ตามความคิดของ Hoffman นั้นไม่ใช่แค่การรวบรวมข้อมูลมาทำการวิเคราะห์เท่านั้น แต่ยังหมายความถึงการรักษาความเป็นส่วนตัว และความลับ ของตัวผู้ให้ข้อมูลอีกด้วย อย่างในกรณีของ LinkedIn ก็อาจเป็นเรื่องของการเผยแพร่ข้อมุลบางส่วนให้บางคนหรือบางกลุ่มได้เห็น ในขณะที่ข้อมูลส่วนอื่นๆ ก็ไม่เปิดเผย หรือ Waze ที่จะต้องปิดข้อมูลส่วนตัวของคนขับรถด้วย (ถ้าเกิดขับเร็วเกินกำหนด จะได้ไม่ถูกตำรวจซิวไป) หรือ Wasabe ที่เป็นข้อมูลทางการเงิน ซึ่งควรจะต้องปกปิดให้ยิ่งยวดที่สุด

Hoffman ได้ให้คำแนะนำ 2 ข้อในการที่จะลดความเสี่ยงเรื่องการบริหารจัดการข้อมูล คือ

  1. องค์กรและบริษัทไม่ควรจะหักหลังผุ้ใช้งานหรือลูกค้าของตน โดยการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรจะเปิดเผยของพวกเขา
  2. องค์กรและบริษัทควรตระหนักว่า ข้อมูลแต่ละอย่างแต่ละประเภท ไม่ได้มีความเท่าเทียมกัน ข้อมูลอย่างหมายเลขบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต กับข้อมูลเพศและอายุ มันย่อมมีความสำคัญแตกต่างกัน

Hoffman แบ่งประเภทของข้อมูลที่พวกเราสร้างขึ้นมาออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  • Explicit Data หมายถึง ข้อมูลเรารุ้ว่ามีอยุ่ และเกี่ยวข้องกับตัวเรา ซึ่งเราต้องการจะป้องกันเอาไว้
  • Implicit Data หมายถึง ข้อมุลที่เราอาจไม่ทันรู้ว่ามี หรือไม่ทันสังเกตว่ามี เช่น ข้อมูลการโทรเข้าโทรออกของเรา, ข้อมูลการจ่ายเงิน ซึ่งบางทีมันมีอะไรอยู่ลึกๆ มากกว่าใบเสร็จที่เราได้มาจากผู้ให้บริการ เป็นข้อมูลที่เก็บไว้ที่ฝั่งผุ้ให้บริการ
  • Analytic Data หมายถึง ข้อมูลที่เกิดจากการวิเคราะห์ข้อมูลอื่นๆ

Hoffman กลัวที่สุดก็คือ ในยุค Web 3.0 นี้ รัฐบาลอาจฉวยโอกาสใช้ข้อมูลต่างๆ ที่มีเหล่านี้ ในการควบคุมคน เพราะรัฐบาลนั้นเป็นองค์กรที่เกือบจะเรียกว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จ (Pure Power) ทั้งนี้เพราะว่าเป็นองค์กรที่มีทั้งข้อมูล อำนาจทางกฎหมาย และอำนาจทหารตำรวจ อยู่ในมือนั่นเอง ถ้าอำนาจรัฐฉวยโอกาสทำเช่นนี้ มันจะน่ากลัวกว่าพวกกลุ่มแฮกเกอร์มาก เพราะพวกแฮกเกอร์นั้นเอาข้อมูลไปอย่างผิดกฎหมาย แต่รัฐสามารถเอาไปอย่างถูกต้องได้ ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติเอง

*********************************************************************************

ครับ และนั่นก็คือ Web 3.0 ในความเห็นของผม กับ Web 3.0 ในความเห็นของ Reid Hoffman ผุ้ก่อตั้ง LinkedIn.com

จริงๆ Web 3.0 นี่มีพูดถึงกันมานานแล้วครับ หากคุณลองค้นหาด้วยคีย์เวิร์ด Web 3.0 ก็จะได้ลิงก์จาก Google มาตรึมเลย และหลายๆ ลิงก์อ่านแล้วน่าสนใจมาก … แล้ว Web 3.0 ของคุณล่ะ คิดว่าจะเป็นแบบไหน? ลองมาแชร์กันดูครับ

Advertisements
  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: