หน้าแรก > คอมพิวเตอร์, เก็บมาฝาก, เขียนตามกระแส > เมื่อ Cloud ถึงคราวล่ม แล้วองค์กรจะเตรียมตัวยังไง?

เมื่อ Cloud ถึงคราวล่ม แล้วองค์กรจะเตรียมตัวยังไง?

imageช่วง 1-2 ปีมานี้ องค์กรธุรกิจต่างๆ เริ่มมองหาความเป็นไปได้ที่จะย้ายบางส่วน หรือเกือบทั้งหมด(เท่าที่จะเป็นไปได้) ของธุรกิจของตนไปสู่ Cloud หรือ ไปฝากฝังไว้กับผู้ให้บริการที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เพราะว่ากันว่ากันว่ามันมีประโยชน์มากมาย ช่วยให้องค์กรประหยัดในเรื่องต่างๆ ได้มาก อาทิ ค่าใช้จ่ายและค่าบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์, ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์, ค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดซอฟต์แวร์ และอื่นๆ อีกมากมาย หน่วยงานรัฐของสหรัฐคาดการณ์ว่า หากย้ายแอปพลิเคชั่นด้านการเงินของตนไปไว้บน Cloud ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 40% เลยทีเดียว

ปลายปีที่ผ่านมา Gartner จัดให้ Cloud Computing เป็น 1 ใน 10 กลยุทธ์ IT แห่งปี 2011 และ งานวิจัยเรื่อง Cloud Computing ของ IDC ก็ชี้ให้เห็นว่าในปี 2009 นั้น รายได้ของผู้ให้บริการ Public Cloud นั้นมากกว่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะพุ่งไปถึง 55,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2014 หรือเติบโตปีละ 27.4%

แต่เมื่อไม่นานมานี้ หากท่านผู้อ่านได้ติดตามข่าวสารในแวดวการ IT ก็จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการ Cloud Computing รายใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น Amazon, Google หรือ Microsoft ต่างก็ประสบกับปัญหาระบบล่มกันถ้วนหน้าเลยทีเดียว ตอนที่ Amazon Web Servicer หรือบริการ Cloud Computing ของ Amazon ล่มนั้น นักวิเคราะห์จาก IDC Matthew Eastwood ได้ให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่านี่คือสัญญาณปลุก (Wake-up Call) ของ Cloud Computing เลยทีเดียว

แน่นอนว่าหลายๆ องค์กรก็คงจะชะงักเรื่องแผนลงทุน Cloud Computing เอาไว้บ้าง ในขณะที่อีกหลายองค์กรก็อาจจะเดินหน้าลุยต่อไป … แต่ผมว่า คำถามจริงๆ ที่องค์กรควรหาคำตอบก็คือ หากองค์กรตัดสินใจที่จะมุ่งหน้าลงทุน Cloud Computing ต่อ ควรจะต้องเตรียการอย่างไรล่ะ?

เรื่องราวอันมีสาระของ นานาสาระกับนายกาฝาก สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand : The power to do more ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ โน้ตบุ๊ก อันดับต้นๆ ของโลก จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนี้วางรากฐานในไทยชัดเจนขึ้นแล้ว ด้วยผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน Dell Streak 5 และเร็วๆ นี้เราคงจะได้เห็น Dell Venue สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android และแท็บเล็ตขนาด 10.1” … ติดตามข่าวสารทุกอย่างเกี่ยวกับ Dell ได้ที่ http://www.ilovedell.com
  • กลุ่มบริษัทอเด็คโก้ประเทศไทย (Twitter: @AdeccoThailand) บริษัทผู้ให้คำปรึกษาและบริการด้านทรัพยากรบุคคลชั้นนำของโลก มาร่วมสนุกกับกิจกรรม ดาวน์โหลด Adecco App สำหรับสมาร์ทโฟนของคุณ ไม่ว่าจะเป็น iPhone, BlackBerry หรือ Android พร้อมลุ้น iPad 2 16GB WiFi อ่านรายละเอียดที่ http://bit.ly/hBhzsm
  • i-mobile 3GX สปีดล้ำแบบ 3G ตัวจริง กับ 3 เหตุผลที่คุณควรเลือกใช้ 1) ความเร็วสูงสุด 7.2Mbps 2) เป็นผู้ให้บริการที่มียอดผู้ใช้บริการสูงสุดในกลุ่ม MVNOs ของ TOT3G และ 3) บริการหลากหลาย ทั้งซิมเติมเงิน และซิมรายเดือน พร้อมแพ็กเกจมากมาย สนใจรายละเอียด คลิกเลย

Samsung Socially Smart

เอาละครับ มาเข้าเรื่องราวของเรากันต่อได้เลย

ผมอยากขอนำเสนอแผนการณ์เตรียมตัวรับมือเอาไว้ แบบที่ผมคิดว่าน่าจะอ่านแล้วเข้าใจง่าย โดยขอตั้งชื่อว่า แผน PDCA เมื่อ Cloud ถึงคราวล่มครับ

image

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจกับแนวคิด PDCA ก่อน อักษรแต่ละตัวมาจาก Plan (วางแผน), Do (ลงมือทำ), Check (ตรวจสอบผล) และ Action (ลงมือปรับปรุง) ครับ

เมื่อนำแนวคิดดังกล่าวนี้มาใช้กับการเตรียมตัวองค์กรเพื่อรับมือกับระบบ Cloud Computing เมื่อถึงคราวล่ม ก็เลยต้องเริ่มจาก

Plan: วางแผนไว้ก่อนเลยว่า Cloud Computing มันต้องล่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ๆ เพราะใดใดในโลกนี้มันล้วนอนิจจัง ดังนั้น เมื่อมั่นใจว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จงวางแผนก่อนเลยว่าหาก Cloud Computing ล่มขึ้นมาจริงๆ แล้ว จะมีแผนการรับมือยังไง ที่สำคัญ ควรจะต้องวางเผื่อไว้สำหรับระบบต่างๆ ในทุกระดับ และเผื่อไว้สำหรับการล้มเหลวของระบบในทุกระดับความร้ายแรงด้วย

คำแนะนำสำหรับการวางแผนนี้ องค์กรควรที่จะ

imageเตรียมผู้เชี่ยวชาญเอาไว้ให้พร้อม

แน่นอนอาจฟังดูแปลก เพราะว่าเหตุผลหนึ่งที่องค์กรอยากเปลี่ยนไปใช้ Cloud Computing ก็เพราะจะได้ลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของบุคลากรที่จะเข้ามาดูแลระบบ แต่ว่าหากระบบล่มเมื่อใด ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้แหละครับที่จะมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้ องค์กรอาจลดกำลังพลผู้เชี่ยวชาญลงได้ แต่ต้องตระหนักไว้เสมอว่า ต้องเหลือเอาไว้บ้าง เพื่อใช้กอบกู้สถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น … หากองค์กรของคุณไม่มีผู้เชี่ยวชาญจริงๆ (คือหาไม่ได้จริงๆ) ก็จะต้องติดต่อกับผู้ให้บริการ Cloud Computing ของคุณเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงคราวเกิดปัญหาขึ้นมา พวกเขาจะเข้ามาช่วยได้ทันเวลา หรือองค์กรอาจพิจารณาจ้างที่ปรึกษาเข้ามาช่วยวางแผนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ หรือเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้เมื่อเกิดปัญหา

เตรียมระบบแบ็กอัพเอาไว้เป็นทางเลือก

เมื่อ Cloud ถึงคราวล่มแล้ว มันไม่มีหลักประกันอะไรจะมายอมรับว่ามันจะฟื้นตัวขึ้นมาได้โดยพลัน ขนาดระบบใหญ่ๆ อย่าง Amazon Web Service กว่าจะกู้กลับมาได้ก็ตั้งเกือบ 2 วันเลยละครับ แล้วในระหว่างนั้นคุณจะปล่อยให้ธุรกิจของคุณเสียหายหรือ? สำหรับระบบที่สำคัญมากๆ แล้ว องค์กรต้องมั่นใจว่าจะต้องมีระบบแบ็กอัพที่ดี และพร้อมที่จะถูกเปลี่ยนมาใช้แทนได้ทันที เมื่อระบบ Cloud ล่ม ระบบนั้นอาจเป็น Cloud Service อีกแห่ง หรือเป็นเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กรเองก็ได้

แน่นอนว่าการทำแบบนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายแน่นอน และไม่น้อยด้วย ดังนั้นแต่ละองค์กรก็จะต้องพิจารณาความเหมาะสมว่าระบบมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน และพร้อมที่จะลงทุนเท่าไหร่ โดยพิจารณาจาก

  • Recovery Point Objective (RPO) คือ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว อยากให้ย้อนกลับไปยังข้อมูลที่ได้แบ็กอัพไว้ใหม่ล่าสุดแค่ไหน ยิ่งต้องการใหม่ล่าสุดแบบสุดๆ ยิ่งลงทุนสูงกับอุปกรณ์แบ็กอัพ
  • Recovery Time Objective (RTO) คือ เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ต้องการใช้เวลานานแค่ไหนในการกู้ระบบกลับขึ้นมาให้ใช้งานต่อได้ หากต้องการเสียเวลาน้อย ก็ยิ่งต้องลงทุนสูงกับระบบ

imageDo: ลงมือทำตามแผนที่องค์กรได้วางเอาไว้ จุดสำคัญของขั้นตอนนี้คือ องค์กรอย่าตระหนี่จนเกินเหตุไป เพราะตอนวางแผนนั้นอาจวางได้ดูเลิศหรูมาก แต่เมื่อถึงคราวลงมือทำตามแผนจริงๆ พอผู้บริหารเจอกับตัวเลขค่าใช้จ่ายเข้าไปอาจเกิดอาการชะงักขึ้นได้ … อยากให้องค์กรพึงตระหนักเอาไว้ว่า ผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment : ROI) ในกรณีที่ระบบเกิดล่มนั้น มันจะพุ่งทะยานสูงปรี๊ดเมื่อถึงเวลาที่ระบบเกิดล่มขึ้นมาจริงๆ เป็นเพราะความเสียหายไม่ว่าจะเกิดจากการเสียโอกาสทางการค้า หรือจากข้อมูลที่สูญเสียไปอันเกิดจากระบบล่มก็ตาม

Check: ทดสอบแผนที่ได้วางเอาไว้แบบซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยลองจำลองสถานการณ์ของระบบล่มดู ลองตัดระบบบางส่วนออกไป ทีละส่วนๆ เพื่อดูว่าหากระบบส่วนนี้ล่มไปแล้วจะเกิดความเสียหายต่อระบบอื่นๆ อย่างไรบ้า และแผนการที่ได้วางเอาไว้ เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้จริงเป็นอย่างไร มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด

Action: ปรับปรุงแผนการให้สมบูรณ์ขึ้น จุดใดในแผนที่ไม่ได้ประสิทธิผลหรือประสิทธิภาพตามที่ต้องการ ควรได้รับการปรับปรุง โดยพิจารณาว่าได้ตาม RPO และ RTO ที่อยากได้หรือไม่ จากนั้นจึงเริ่มจากกระบวนการวางแผนใหม่ และเข้าสู่วงรอบของกระบวนการ PDCA อีกครั้งครับ

หวังว่าบทความสั้นๆ นี้ คงช่วยจุดประกายความคิดให้กับผู้บริหารไอทีขององค์กรต่างๆ ที่วางแผนจะนำเทคโนโลยี Cloud Computing มาใช้ได้บ้างไม่มากก็น้อย และสำหรับองค์กรที่ได้ผันตัวเองเข้าสู่ Cloud Computing แล้ว ก็ยังไม่สายที่จะพิจารณาแผนการป้องกันกรณีที่ Cloud ถึงคราวล่มได้เช่นกันครับ เริ่มเสียแต่ตอนนี้ ดีกว่าวัวหายแล้วล้อมคอกนะครับ

Advertisements
  1. kikkook1
    พฤษภาคม 16, 2011 ที่ 08:06

    cobit 4.1 น่าจะดีกว่าเพราะนี่คือไอทีมีคุณลักษณะ เฉพาะ PDCA เหมาะกับหลักการบริหารทั่วไป หรือป่าวคะ?

    • นายกาฝาก
      พฤษภาคม 16, 2011 ที่ 08:31

      อีกไม่นานเขาก็จะเตรียมออก COBIT 5 แล้ว เหอๆ
      จริงๆ แล้ว ไม่ว่าฝรั่งจะออก Framework ไหนออกมาขายเรา แต่จริงๆ แล้ว หลักการพื้นฐานในการบริหาร มันคือ concept เดียวกันครับ

      Framework แค่เอามานำเสนอ เพื่อให้สะดวกในการทำความเข้าใจ และปฏิบัติตามเฉยๆ … แต่สุดท้ายจริงๆ แล้ว “กระบี่อยู่ที่ใจ พลิกแพลงอยู่ที่คน” จริงๆ

      • สิงหาคม 24, 2011 ที่ 06:59

        ชอบ

        เหมือนที่ผมชอบพูดในโปรแกรมมิ่งอะ ว่าที่สุดแล้วก็แค่ for, if (loop กับ condition)

  2. nuboat
    พฤษภาคม 16, 2011 ที่ 10:31

    Cloud ล่มนี่เรื่องเล้กนะ วางระบบเองก็ล่มได้แถมเปอร์เซนต์มากกว่าอีก

    • นายกาฝาก
      พฤษภาคม 16, 2011 ที่ 10:34

      แต่ถ้าเจอ #petdo อ่ะ … “ผมเสียเงินซื้อบริหาร Cloud ของคุณนะ ทำไมมันล่ม” ฮาฮา อะไรแบบเนี้ย
      ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว มันก็ต้องล่มได้บ้างอะไรบ้าง เป็นเรื่องปกติ … จุดสำคัญคือแผนการรับมือมากกว่า

      • สิงหาคม 24, 2011 ที่ 07:09

        1. ใช่ครับ แผนการรับมือคือเรืองสำคัญที่ CIO or CTO ของทุกบริษัทที่ไป Cloud ต้องวางแผนรับมือกันเองอยู่แล้ว (ก็เค้าจ้างมาให้ดูแลพวกนี้นี่น่า)

        2. แต่เคส Amazon นี่ ลูก่ค้าเพ็ดโด้ใส่ได้เลยนะ SLA 99.5% นี่คือ 7.x min /yr ล่มที 3days นี่รับไม่ได้เหมือนกัน

  3. สิงหาคม 24, 2011 ที่ 00:08

    Cloud ที่ไหนล่มง่ายๆผมว่าน้อยมากๆๆๆ ทั้งระบบไฟฟ้าและฮาร์ดแวร์ ถ้าใช้ของนอกระดับโลกอย่าง อเมซอน
    Cloud สมัยนี้คงจะพัฒนามากกว่าเมื่อก่อนเยอะมากๆอ่ะ
    ถ้าในไทยที่พร้อมสุดก็คงจะเป็น True data center แหละตอนนี้

    • นายกาฝาก
      สิงหาคม 24, 2011 ที่ 06:45

      Cloud ที่ไหนล่มง่ายๆ ใช่ไหมครับ

      – อันนี้ข่าว EC2 ของ Amazon ล่ม http://techcrunch.com/2011/08/08/amazon-ec2-outage/ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะ เมษายน ก็ล่มมาแล้ว อ่าน http://news.cnet.com/8301-30685_3-20056029-264.html
      – อันนี้ Office 365 ของ Microsoft ล่ม http://www.winrumors.com/microsoft-explains-recent-office-365-outage-discounts-bills-by-25/

      ที่เด่นๆ ดังๆ ในอดีต (ก่อนปี ค.ศ. 2010) ก็มีอ่านได้ที่ http://www.readwriteweb.com/cloud/2010/02/top-5-cloud-outages-of-the-pas.php

    • สิงหาคม 24, 2011 ที่ 07:05

      แสดงว่ายังไม่เคยใช้สินะครับ เรื่องที่หนึ่ง

      1. ทั้ง HW, SW ในปัจจุบันเรือง Cloud เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้น ถ้ามีงานเข้ามาพร้อมกันจนระบบ deadlock ตัวเองก็จะล่มทันที

      2. เรื่องนึงที่คนไม่รู้คือตาม Standard(ที่เพิ่งออกโดย..) อย่างน้อยระบบที่จะเรียกว่า Cloud ต้อง redundant สามชุดคือ 1 พังมี 2, 2 พังมี 3 … ทุกวันนี้ยังเป็น 2 อยู่เลยครับ

      3. อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจทรู คือหลักที่ผมยึดครับ 🙂

      อย่าถามเยอะ ผมฟังเค้ามา

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: