หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เขียนตามกระแส > สามร้อยต่อวัน หมื่นห้าพันต่อเดือน สะเทือนวงการ

สามร้อยต่อวัน หมื่นห้าพันต่อเดือน สะเทือนวงการ

imageอันที่จริง ผมเคยเขียนบล็อกทำนองนี้มาก่อนแล้ว ตอนที่ผมอ่านข่าวเจอแนวคิดการปรับค่าแรงเป็น 250 บาท/วัน ทั่วประเทศของท่านอดีตนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่มาวันนี้ แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะยังไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมในระดับประเทศ แต่ว่ามันถูกขยายออกไปไกลกว่าที่เป็น ณ วันนั้นแล้ว โดยนโยบายประชานิยมของพรรคที่จะมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เขาว่ากันว่า จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน โดยดีเดย์ประมาณวันที่ 1 ม.ค. 2555

หลังจากวันนั้นเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร มันจะกลายเป็นอย่างที่ในการ์ตูนซ้ายมือนี้ (กรุณาเปลี่ยนคำว่า Democrats เป็น Pheuthais นะครับ ที่เขาใช้คำว่า Democrats ที่แปลว่า ประชาธิปัตย์ เพราะมันเป็นการ์ตูนอเมริกัน ที่เขามีพรรคใหญ่ๆ แค่สองพรรค คือ เดโมแครต กับ รีพับบลิกัน) ผมไม่อาจไปดัดแปลงการ์ตูนเขาได้) ก็คงต้องรอดูกันต่อไป

แต่วันนี้ ผมขอมาอัพเดตตัวเลข และความเห็นของผม เกี่ยวกับแนวนโยบายดังกล่าวก่อน และขอย้ำว่านี่คือความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ และผมยินดีรับฟังคำค้าน หรือความเห็นที่แตกต่าง แต่อย่ามาดราม่าเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นขอสงวนสิทธิ์ในการลบคอมเม้นต์นะครับ

งวดนี้ประเด็นส่อแววการเมือง ไม่ขอมีโฆษณา เพราะสปอนเซอร์ของผมไม่เกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับบล็อกตอนนี้ (ฮาฮา)

ผมมีสิทธิ์อะไรถึงมาวิจารณ์?

ประเทศไทยเราปกครองระบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีการเปิดกว้างในการเสนอความเห็นอยู่แล้ว และแม้ว่า ณ ปัจจุบันผมจะดำรงตำแหน่งแค่ไอทีต๊อกต๋อย แต่ในอดีตสมัยที่ผมทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ผมก็ไม่ได้ต๊อกต๋อยนะครับ ผมเคยมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และบริหารกำลังพลมากถึง 400 คน และผ่านประสบการณ์ในการปรับค่าแรงมาแล้วก็หลายปีหลายหน ซึ่งแน่นอนว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และรวมไปถึงการปรับฐานเงินเดือนระดับปริญญาตรี ย่อมส่งผลต่อธุรกิจประเภทอุตสาหกรรมโรงงานเยอะมาก เพราะมีทั้งพวกแรงงานรายวันที่อิงกับค่าแรงขั้นต่ำ และแรงงานรายเดือน ที่จบระดับปริญญาตรีอยู่เยอะมาก

สามร้อยบาทต่อวัน ภาระอันหนักอึ้งของผู้ประกอบการ

ภาระอันหนักอึ้งที่ผมจะพูดถึงนั้น แบ่งเป็น ทางตรง และ ทางอ้อม ครับ

ภาระทางตรง: ค่าใช้จ่ายเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น

ผมเคยคำนวณสำหรับตัวเลข 250 บาทไปแล้ว แต่วันนี้ผมต้องคำนวณใหม่ เพราะฐานค่าแรงขั้นต่ำเปลี่ยนไป และอนาคตว่าที่อัตราค่าแรงขั้นต่ำก็เพิ่มสูงขึ้นอีก ณ ปัจจุบัน หลังปรับอัตราค่าแรงขั้นต่อในปี 2554 แล้ว พะเยามีอัตราค่าแรงขั้นต่ำน้อยสุดคือ 159 บาท/วัน และภูเก็ตมีอัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดคือ 221 บาท/วัน (ปี 2553 นั้น กรุงเทพเป็นแชมป์ค่าแรงสูงสุด)

ผมจะลองยกตัวอย่างกรณีโรงงานที่น่าจะได้รับผลกระทบสูงสุด คือ โรงงานอุตสาหกรรมแถบสมุทรสาคร ซึ่งมีโรงงานใหญ่ๆ มีกำลังพลเป็นพันคนอยู่เยอะ (ภูเก็ตอาจมีค่าแรงขั้นต่ำสูงสุด แต่จำนวนพนักงานไม่น่าเยอะมาก)

โอเค … สมมติโรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร มีพนักงานรายวัน 1,000 คน หากค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาท/วัน และมีคนที่เข้าเกณฑ์ที่ต้องปรับอยู่ราว 30% ของพนักงานทั้งหมด (หมายถึง 30% นี้คือพนักงานใหม่ที่รับเข้ามา อันเป็นผลจาก Turnover Rate ปกติ บวกกับการปรับค่าแรงของลูกจ้างที่มีอยู่เดิมให้สอดคล้องกับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เช่น คนที่ได้ 250 บาท/วัน ก็ต้องปรับเป็น 300 บาท/วัน หรือคนที่เป็นพนักงานรายเดือน แต่เงินเดือนได้ไม่ถึง 9,000 บาท ก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน)

  • ภาระค่าจ้างเพิ่มขึ้น ตกวันละ 300 – 215 = 85 บาท/วัน/คน
  • 30% ของพนักงาน 1,000 คน เท่ากับต่อวันแล้วภาระค่าจ้างเพิ่มขึ้น 25,500 บาท/วัน หรือ 6.63 แสนบาท/เดือน (คิดที่ทำงานเดือนละ 26 วัน เพราะโรงงานจะเป็นจันทร์-เสาร์)
  • ดังนั้นเท่ากับว่า ต่อปีแล้วภาระของโรงงานจะมากขึ้น 7.96 ล้านบาท/ปี เลยทีเดียว

อยากให้ทราบไว้หน่อยนะครับว่า จากประสบการณ์ของผมแล้ว โรงงานระดับนี้ แม้จะมียอดขายเป็นพันๆ ล้าน แต่ว่ากำไรนั้นอยู่ที่ราวๆ 120-250 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นเท่ากับว่าเมื่อขึนค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ปุ๊บ กำไรหดลงทันที 6% – 12%

แน่นอนว่าจังหวัดอื่นที่ค่าแรงงานถูกกว่า ก็จะโดนผลกระทบที่รุนแรงกว่า (หากนโยบายดังกล่าวถูกนำไปใช้ทั่วประเทศเป็นมาตรฐานเดียวกันหมดเหมือนที่เข้าใจกันในตอนที่แถลงนโยบายหาเสียง … แต่เมื่อเช้าเห็นในทวิตเตอร์เขาว่า คุณทักษิณออกมาบอกว่า มันจะเป็นอัตราลดหลั่นกันไปในแต่ละจังหวัด … อันนี้ก็ไม่ขอยืนยัน เพราะท่านไม่ใช่ว่าที่นายก)

อย่างจังหวัดพะเยา ถ้าโรงงานเล็กหน่อยมีพนักงานซัก 300 คน ก็จะโดนภาระค่าใช้จ่ายด้านแรงงานเพิ่ม 3.96 ล้านบาท/ปี แต่ด้วยความที่เป็นโรงงานขนาดเล็ก กำไรหดเท่านี้ก็อาจส่งผลกระทบได้เยอะกว่าโรงงานใหญ่ๆ แล้ว

นอกจากนี้ การปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่ม ย่อมหมายถึงค่าทำงานล่วงเวลาที่เพิ่มตามไปด้วย ซึ่งปกติแล้วเท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์ ค่าล่วงเวลาพวกนี้ต่อเดือน มักจะอยู่ที่ราวๆ 50% – 120% ของเงินเดือนปกติของพวกเขาเลย (ทำงาน 8 ชั่วโมง ทำโอที 3 ชั่วโมง เท่ากับได้ค่าแรง 14 ชั่วโมง หรือเกือบ 2 วัน และหากช่วงโอทีวันอาทิตย์และวันหยุดอื่นๆ นี่จะได้ค่าแรง 3 เท่าของโอทีปกติด้วย) ดังนั้นย่อมหมายความว่า โดยตรงแล้ว ภาระที่แต่ละโรงงานอาจต้องแบกน่าจะอยู่ที่ปีละ 10 กว่าล้านบาทเลยทีเดียว หากคิดแค่ภาระทางตรงเท่านั้น (ขนาด บริษัท ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น เองก็ออกมารับว่าปรับฐานเงินเดือนเพื่อให้สอดคล้องกับ 300 บาท/วัน ต้องปรับคนละไม่น้อยกว่า 2,000 บาท และต้องใช้งบประมาณเพิ่มปีละ 10-12 ล้านบาท)

ภาระทางอ้อม

เข้าใจว่าผู้คิดนโยบายนั้นคงคิดเผื่อถึงภาระทางตรงที่ผู้ประกอบการจะได้รับเอาไว้แล้ว ถึงได้มีนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เพื่อเอาส่วนนั้นมาชดเชยกำไร หรือรายได้ที่จะลดน้อยถอยลง อันเป็นผลมาจากการปรับค่าแรง … แต่ผลทางอ้อมล่ะ? คิดถึงกันบ้างไหม? ลองมาดูผลกระทบทางอ้อมกันนะครับ ผมขอยกบางส่วนมาจากที่เคยเขียนไว้ และบางส่วนที่อัพเดตเพิ่มเติม

1. การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน หรือ ป.ตรี 15,000 บาท/เดือน ทำให้สมดุลของโครงสร้างเงินเดือนภายในเสียหายร้ายแรง

ผมขอพูดถึงรายวันก่อนนะครับ … คนพวกนี้ปกติการปรับค่าแรงประจำปีจะอยู่ที่ 0-10 บาท/วัน แล้วแต่ความขยัน ความสามารถ และเกณฑ์อื่นๆ ที่แตกต่างกันไปตามแต่ดรงงาน ทีนี้เรามาดูสถานการณ์สมมติกัน

โรงงานบรรจุอาหารแห่งหนึ่ง แถวนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร นาย ก. ผู้ซึ่งอยู่มา 5 ปีแล้ว และปัจจุบันเป็นพนักงานรายวัน รับค่าแรง 230 บาท/วัน กับ นาย ข. ผู้ซึ่งเพิ่งจะเข้ามาทำงานใหม่ๆ

  เงินเดือน นาย ก. เงินเดือน นาย ข.
ปี 2550 นาย ก. เข้ามาทำงาน ค่าแรงขั้นต่ำ พ.ศ. 2550

191 บาท/วัน

191 x 26 = 4,966 บาท/เดือน

นาย ข. ยังไม่มา
ปี 2551 นาย ก. ได้ขึ้นเงินเดือน 10 บาท/วัน แต่ค่าแรงขั้นต่ำ พ.ศ. 2551 กำหนด 203 บาท/วัน

ดังนั้น นาย ก. ได้ 203 บาท/วัน

203 x 26 = 5,278 บาท/เดือน

นาย ข. ยังไม่มา
ปี 2552

นาย ก. ได้ขึ้นเงินเดือน 10 บาท/วัน

*หาข้อมูลไม่ได้ แต่ดูจากค่าแรงขั้นต่ำ พ.ศ. 2553 แล้ว ค่าแรงขั้นต่ำน่าจะน้อยกว่าเงินเดือนปัจจุบันนาย ก.

ดังนั้น นาย ก. ได้ 213 บาท/วัน

213 x 26 = 5,538 บาท/เดือน

นาย ข. ยังไม่มา
ปี 2553

นาย ก. ได้ขึ้นเงินเดือน 10 บาท/วัน และค่าแรงขั้นต่ำ พ.ศ. 2552 กำหนด 205 บาท/วัน

ดังนั้น นาย ก. ได้ 223 บาท/วัน

223 x 26 = 5,798 บาท/เดือน

นาย ข. ยังไม่มา
ปี 2554

นาย ก. ได้ปรับเป็นรายเดือน

นาย ข. เริ่มงาน

นาย ก. ได้ขึ้นเงินเดือน 10 บาท/วัน และค่าแรงขั้นต่ำ พ.ศ. 2554 กำหนด 215 บาท/วัน

ดังนั้น นาย ก. ได้ 233 บาท/วัน

และบังเอิญ นาย ก. อยู่มา 5 ปีแล้ว เลยได้ปรับเป็นรายเดือน

233 x 30 = 6,990 บาท/เดือน

นาย ข. เริ่มเข้าทำงาน ค่าแรง 215 บาท/วัน ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ

215 x 26 = 5,590 บาท

(นี่เท่ากับค่าแรงที่ นาย ก. ได้มาหลังจากต้องทำงาน 3 ปี)

ปี 2555

นาย ก. ได้เงินเดือนขึ้น 5%

ตอนนี้นาย ก. มีเงินเดือน

6,990 + 5% = 7,339.50 บาท

แต่ค่าแรงขั้นต่ำ ต้อง 300 บาท/วัน ดังนั้น นาย ก. ต้องได้เป็น

300 x 30 = 9,000 บาท/เดือน แทน

นาย ข. ได้เงินเดือนขึ้น 10 บาท/วัน

แต่ค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ดังนั้น นาย ข. ต้องได้ค่าแรง

300 x 26 = 7,800 บาท/เดือน

(แซงหน้า นาย ก. เมื่อปีที่แล้ว แล้ว)

จะเห็นว่า สมดุลโครงสร้างเงินเดือนของโรงงานเสียหายทันที … เด็กใหม่ที่อ่อนประสบการณ์ และเพิ่งเข้ามาทำงานได้ 2 ปี เงินเดือนแซงพนักงานเก่าที่อยู่มาแล้ว 5 ปีได้สบายๆ แน่นอนว่ายังมีความแตกต่างกันในเรื่องของรายได้ กรณีที่เป็นพนักงานรายเดือน กับพนักงานรายวันอยู่ แต่นี่แหละ ที่ส่งผลกระทบทางอ้อมอีก 2 ประการ ที่ผมกำลังจะพูดถึงต่อไปนี้

2. ภาระทางอ้อมของผู้ประกอบการ จากการที่ต้องพยายามปรับค่าแรงของพนักงานเก่า

แน่นอนว่าเวลาขึ้นค่าแรงที มันไม่ใช่แค่คนที่เข้าข่ายการปรับค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้นที่จะได้ขึ้น แต่คนเก่าๆ ที่อยู่นอกเกณฑ์ก็จะต้องถูกปรับค่าแรงเช่นกัน เพื่อให้เกิดช่องว่างระหว่างฐานเงินเดือน ไม่อย่างนั้นคนใหม่จะแซงหน้าคนเก่าได้อย่างรวดเร็ว (อย่างการปรับ 215 บาท/วัน ไปเป็น 300 บาท/วัน เท่ากับเดือนนึงปรับขึ้น 2,210 บาท/เดือน ซึ่งอัตรานี้มันคือ คนเงินเดือน 44,000 บาท ได้ปรับค่าแรง 5% เลยนะ)

ลองคิดถึงตัวอย่างข้างต้น ที่ผมยกมา … ถ้านาย ก. ต้องถูกปรับค่าแรงรายเดือน เป็น 9,000 บาท/เดือนแล้ว … นาย ค. นาย ง. นาย ฉ. ที่ทำงานมามา 6-10 ปี ที่เงินเดือนบังเอิญเพิ่งจะพ้น 9,000 ไปนิดๆ จะรู้สึกยังไง เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องปรับค่าแรงตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำแล้ว (เพราะเงินเดือนเกิน 9,000 บาท/เดือนแล้ว) … สุดท้าย โรงงานก็ต้องพยายามปรับเงินเดือนพวกเขาขึ้นมา และต้องขึ้นพอสมควรด้วย เพราะอยู่ๆ นาย ก. เงินเดือนพุ่งพรวดมา 1,660.50 บาท … คิดเลขแบบโง่ๆ สมมติว่ามีคนแบบ นาย ค. ง. และ ฉ. อยู่ในโรงงานซัก 300 คน ก็เท่ากับว่าต้องเพิ่มเงินเดือนตก 5 แสนบาท/เดือน!!! เอ้า! เอาไปบวกกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ผมคำนวณไว้ตอนแรก … ตอนนี้โรงงานมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 1.2 ล้านบาท/เดือน หรือ 14.4 ล้านบาท/ปี แล้ว ถ้าคิดจะเพิ่มเงินเดือนกันแบบนั้นอ่ะนะ

แน่นอนว่า ในความเป็นจริงแล้วโรงงานไม่ทำแบบนั้นแน่ ไอ้ที่จะเพิ่มให้คนแบบ นาย ค. ง. และ ฉ. อีกคนละ 1,660.50 บาท เพื่อให้เท่าๆ กับที่ นาย ก. ได้เพิ่มมา ไม่งั้นเละแน่ๆ … ส่วนมากที่ทำ คือ การเพิ่มแบบลดหลั่นตามจำนวนปีที่อยู่ และนั่นเท่ากับว่ายอมรับให้ ช่องว่างระหว่างเงินเดือนของคนเก่า กับคนใหม่ มันแคบลง ส่งผลกระทบทางจิตใจ และเป็นเหตุให้เกิดภาระทางอ้อมข้อต่อมา

3. ภาระทางอ้อมของผู้ประกอบการ จากผลกระทบทางจิตใจของพนักงานเก่า และความคิดสั้นๆ ของพนักงานใหม่ๆ

เมื่อคนใหม่อ่อนประสบการณ์ อยู่ดีๆ เงินเดือนก็พุ่งพรวดพราดมาใกล้เคียงตนเอง ทั้งๆ ที่ยังทำโน่นทำนี่ไม่เป็นเลย แล้วตุจะตั้งใจทำงานไปทำไม … อันนี้ทฤษฎี Equity ของ John Stacey Adams ก็ได้บอกเอาไว้แล้ว ว่าคนเรานั้นจะเปรียบเทียบว่า เรา กับ เขา มีความเท่าเทียบกันหรือไม่ โดยในกรณีนี้พวกเขาจะเกิดความคิดแบบนี้

(สิ่งที่พนักงานเก่าให้/ผลตอบแทนที่พนักงานเก่าได้มา) เท่ากันกับ (สิ่งที่พนักงานใหม่ให้/ผลตอบแทนที่พนักงานใหม่ได้รับ) หรือเปล่า?

โดยทั้งหมดทั้งสิ้นนี้คือการรับรู้ของตัวพนักงานเองล้วนๆ และหากคิดเอาง่ายๆ ว่า สำหรับพนักงานเก่าแล้ว

  • สิ่งที่พนักงานเก่าให้ได้นั้น มากกว่าสิ่งที่พนักงานใหม่ให้ได้
  • ผลตอบแทนที่พนักงานเก่าได้มา พอๆ กับ ผลตอบแทนที่พนักงานใหม่ได้ (หรือเผลอๆ น้อยกว่าด้วย เพราะพวกเขาจะคิดจากเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ฐานเงินเดือนที่ได้รับ)

ดังนั้น เขาจะเกิดความรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรม … และผลที่ตามมา เมื่ออธิบายด้วยทฤษฎี Equity นี้ก็คือ พนักงานเก่าจะเลือกทำพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งหมดนี้

  • ลดผลิตภาพ (Productivity) ของตนเองลง เพื่อให้รู้สึกว่าคุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ตนได้รับ
  • พยายามขอผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น (และนั่นมักลงเอยด้วยการตั้งสหภาพเพื่อต่อรองกับนายจ้าง การประท้วงหยุดงาน เป็นต้น)
  • มีพฤติกรรมบั่นทอนหรือขัดแข้งขัดขาเด็กใหม่ หรือแม้แต่การสกัดดาวรุ่ง เพื่อไม่ให้เด็กมันแซงหน้าไปได้
  • ถ้าอธิบายด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาอื่นๆ ก็ เช่น พฤติกรรมไม่หวังดีต่อองค์กร เอาข้อมูลขององค์กรไปขาย เป็นต้น
  • ท้ายสุดก็คงถึงขั้น ร่วมงานกันต่อไปไม่ได้แล้ว ขอลาออกดีกว่า

นั่นคือสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นกับพนักงานเก่า

และสำหรับพนักงานใหม่นั้น บอกได้เลยว่า การที่ค่าแรงเป็น 300 บาท/วัน จะยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าสามารถเปลี่ยนงานได้โดยไม่ต้องง้อการขึ้นเงินเดือนแล้ว เพราะมันเป็นนิมิตรหมายอันดีแล้วว่า หากไม่พอยังชีพ เดี๋ยวค่าแรงมันก็ขึ้นเองตามกฎหมายบังคับ ไม่จำเป็นต้องฝึกฝีมือและทักษะเพื่อรอขึ้นเงินเดือน ซึ่งมักจะน้อยนิด และไล่ตามอัตราเงินเฟ้อไม่ทัน

ทีนี้ละครับ ปัญหาทางอ้อมต่อมาก็จะเกิดกับองค์กร

4. อัตราการลาออกจะสูงลิ่ว พนักงานรายวันเลือกเปลี่ยนงานง่ายและบ่อยกว่าเดิม

อันนี้คงไม่ต้องอธิบายให้มากครับ เพราะหัวข้อมันก็บอกดีอยู่แล้ว และเมื่อถึงจุดนี้แล้ว สุดท้ายก็นำไปสู่

5. การลดภาระของผู้ประกอบการ ด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว และ การลงทุนเครื่องจักรมาทดแทนแรงงาน

จะจ่ายแพงกว่าทำไม ในเมื่อแรงงานต่างด้าวมันถูกกว่าเห็นๆ แต่อาจต้องในฝีมือในการหาและเจรจากันหน่อย หรือถ้าโรงงานไหนทุนหนาหน่อย ก็อาจพิจารณาลงทุนเอาเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานเลย อันนี้ผมผ่านมาแล้วนะครับ ลดกำลังพลบางหน่วยงานลง 50% ได้เลยทีเดียวเชียวล่ะ

ทีนี้จากเดิมที่จะแก้ปัญหาปากท้องของลูกจ้างรายวัน มันอาจกลายเป็นสร้างภาระให้พวกเขาเพิ่มในระยะยาว เพราะไม่มีใครคิดจะเอาคนซึ่งค่าใช้จ่ายเป็น Variable Cost เข้ามาทำงาน … ใช้เครื่องจักรดีกว่า ค่อนข้างจะเป็น Fixed Cost

ข้อเสนอแนะ

เช่นเคย ข้อเสนอแนะของผม ก็ยังคงเป็นเหมือนคราวก่อนหน้านี้ครับ แต่ขอปรับปรุงเพิ่มเติมนิดหน่อยครับ

แนวคิดการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ผมเชื่อว่าในระยะสั้น ลูกจ้างทั้งหลายน่าจะชอบอกชอบใจอย่างมาก เราอาจจะได้เห็นคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาอย่างรวดเร็วและชัดเจน หรือเราอาจเจออะไรที่เลวร้ายกว่าเดิมในภาพรวม เพราะราคาสินค้าอาจปรับล่วงหน้าไปก่อน

ที่สำคัญต้องบอกเลยว่าไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่แย่อันเป็นผลมาจากค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ มีลูกจ้างจำนวนไม่น้อยที่คุณภาพชีวิตแย่เพราะความฟุ้งเฟ้อใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น … และที่พวกเขาทำเช่นนี้ได้ก็เพราะ พวกซื้อของเงินผ่อน 0% ทั้งหลายแหล่นั่นแหละครับ สมัยที่ทำงานอยู่โรงงาน เดือนหนึ่งๆ ผมได้เห็นจดหมายทวงหนี้จากพวก AEON, Easy Buy, First Choice หลายสิบหลายร้อยฉบับ ส่งมาทวงหนี้ลูกน้องผม ทวงบ่อยๆ เข้า บางคนก็หายตัวหนีหนี้ไปซะงั้นเลย … นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวนไม่น้อย ติดการพนัน เหล้า บุหรี่ สูญเสียเงินทองไปกับพวกนี้ก็เยอะ

ดังนั้นการที่อยู่ๆ ก็เพิ่มค่าจ้างให้พวกเขา ก็เท่ากับเพิ่มเงินให้พวกเขาไปถลุงกับอบายมุขเหล่านั้นได้มากขึ้นนั่นแหละ สุดท้ายเงินก็ไปตกกับพวกพ่อค้า เจ้ามือ ฯลฯ สร้างความร่ำรวยขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่บรรดาเหล่าลูกจ้างที่เราต้องการช่วยเหลือ ก็ยังคงจนเท่าเดิม (หรือเผลอๆ หนักกว่าเดิมด้วย เพราะพอมีเงินเยอะเข้า ก็อาจมือเติบกว่าเดิม)

สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ศึกษาปัญหาอย่างถ่องแท้ แล้วเริ่มจากการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตของบรรดาเหล่าลูกจ้างพวกนี้ก่อน ให้ความรู้และทักษะความชำนาญที่พวกเขาจำเป็น ให้พวกเขาตระหนักถึงโทษของอบายมุขต่างๆ ที่พวกเขาข้องแวะอยู่ ณ ขณะนี้ และเมื่อพวกเขามีวิถีการดำรงชีวิตที่ดีแล้ว คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ย่อมที่จะดีขึ้น

หรือหากมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องปรับโครงสร้างค่าแรงขั้นต่ำจริงๆ อย่าคิดเพียงสั้นๆ ง่ายๆ ว่าปรับตัวเลขแค่นี้แล้วเสร็จ จำเป็นต้องไปนึกถึงเหตุผลข้อที่ 1 และ 2 ที่ผมหยิบยกมาเล่าด้วย และต้องร่วมมือกับผู้ประกอบการทั้งหลาย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้พวกเขาด้วย ไม่ใช่กำหนดตัวเลขมาแล้วโยนภาระที่เหลือไปให้เหล่านายจ้าง ผู้ประกอบการดำเนินการกันเอง

Advertisements
  1. กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 10:12

    โดนใจมากค่ะ ในฐานะของผู้ที่กำลังเริ่มจะประกอบการ และกำลังหาลูกจ้าง ตอนนี้ต้องหยุดคิดก่อนว่าจะรับภาระเหล่านี้ไหวหรือเปล่า แรงงานต่างด้าวเป็นตัวเลือกที่กำลังมองหาอยู่ (ทั้งที่จริงๆ แล้วอยากใช้แรงงานในประเทศมากกว่า) มองเห็นปัญหาตั้งแต่ขับรถผ่านป้ายโฆษณาทุกวันๆ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปล่ะค่ะ… คนส่วนใหญ่ของประเทศเค้าอาจต้องการแบบนี้ ^ ^

  2. kamol
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 13:22

    เห็นด้วยกับคุณ K. kafaak ครับ ในความเห็นของผม ผมว่าแทนที่จะไปเพิ่มค่าแรง เปลี่ยนมาหาวิธีลดค่าครองชีพยังจะดีซะกว่า เหมือนในประเทศจีน ที่ค่าแรงงานเขาต่ำ แต่ประชาชนเขาก็อยู่ได้ แล้วยังส่งผลให้ต่างชาติเข้ามาจ้างแรงงานจากจีนมากขึ้นด้วย

  3. kamol
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 13:27

    อีกอย่างผมเกรงว่า การแก้ปัญหาแบบนี้จะเป็น งูกินหาง พอค่าแรงเพิ่ม ผู้ประกอบการก็ต้องรับภาระมากขึ้น ส่งผลให้ สินค้าและผลิตภัณฑ์ต้องเพิ่มมูลค่าขึ้น กลายเป็นว่าค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นเหมือนเดิมอยู่ดี

  4. supperman2010
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 15:08

    เห็นด้วยครับ แต่ก็สงสารแกมสมน้ำหน้า คนที่จะมาเป็นนายกคนใหม่
    ถ้าทำตามที่หาเสียงไว้ ระบบโครงสร้างการจ้างงานของประเทศไทย ก็จะเสียหาย
    ถ้าไม่ทำตามก็จะถูกกล่าวหาว้่าเป็นคน กลับกลอก พูดไม่จริง หวังแต่จะชนะการเลือกตั้ง
    แต่ที่สำคัญ ก่อนที่จะหาเสียง ก่อนที่จะพูดออกมา เคยคิดก่อนหรือไม่ว่าอะไรจะเป็นผลลัพธ์ตามมา…

  5. trueortao
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 17:21

    พูดกันตรงๆมันนโยบายนี้เป็นแค่กลยุทธ์การโฆษณาครับ ลองนึกดูถ้าหาเสียงว่าภาพรวมชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น หนี้น้อยลงฯลฯ แบบนี้พรรคไหนก็พูดครับ (และเข้าใจว่าไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็จะพยายามทำอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย)
    แต่ถ้าเลิกพูดเรื่องภาพรวม หันมาพูดว่าสามร้อยต่อวัน หมื่นห้าต่อเดือน บร๊ะ!! มัน”โดน”กว่าเยอะ ใช่ใหมล่ะ?
    ก็ได้แต่หวังว่า ความสามารถในการบริหารจริง จะเหมือนความสามารถในการโฆษณานะครับ

  6. กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 17:40

    นักการเมืองก็มี้แหละครับ นโยบาย ขายฝันไปก่อน
    แต่ถ้าเค้าทำจริงก้ คิดหนักเลยแฮะ ต้องมาเพิ่มเงินเดือนพนักงาน
    ผู้ประกอบการบางคน พนักงานใหม่ ได้วันละ 150 – 200
    ถ้าเพิม่เป้น 300 ไปก็คิดหนัก ทั้งๆที่คนใหม่ แทบจะทำอะไรม่ได้เลย ด้วยนะ

    และ รัฐบาลแก้ปัญหาที่ค่อนข้างจะปลายเหตุ ถ้าปรับเงินเดือนขึ้น ผู้ประกอบการก้จะเกิดภาระมากขึ้น
    ทำให้ต้องลดต้นทุน ทำให้สินค้า ที่ได้คุณภาพต่ำลง และ ค่าครองชีพ ก็จะเพิ่มขึ้นอีก
    ผมว่าเงินก็จะเฟ้อขึ้นไปอีก แล้วมันเรียกว่าแก้ปัญหาตรงไหนครับ…

  7. supperman2010
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 19:55

    ได้ยินข่าวแว่วๆมาว่า ผู้ประกอบการหลายส่วน เตรียมจ้างแรงงานต่างด้าว แทนแล้วครับ ถ้าบังคับกำหนดค่าแรง วันละ 300 บาทจริงๆ เด็กไทยที่เพิ่งเรียนจบ เตรียมเตะฝุ่นกันได้ครับ ปัญหาสังคม คนตกงาน อาชญากรรม การค้ายา อาจพุ่งขึ้นแน่นนอนครับ..

  8. goodeyeview
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 20:11

    แรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิต – นิคมอุตสาหกรรม เช่น สมุทรปราการ ระยอง ชลบุรี
    แรงงานอุตสาหกรรมประมง – เขตพื้นที่ทำการประมง เช่น สมุทรสาคร
    แรงงานภาคบริการ – แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น ภูเก็ต พัทยา

    การขึ้นค่าแรงแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายอพยพแรงงานไปสู่จังหวัดที่มีค่าแรงแพง
    การขึ้นค่าแรงเท่ากันทั่วประเทศ ทำให้จังหวัดที่มีค่าครองชีพสูงเสียเปรียบในการดึงดูดแรงงาน

    เห็นด้วยกับบทความนี้ครับ
    วิเคราะห์ไว้เหมือนผมเลย

  9. กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 20:30

    เห็นภาพเลยค่ะ สักพักเมืองค่าแรงถูก อาจร้างคนหนุามสาว ที่น่าจะอยู่พัฒนาเมืองเกิด

  10. ขอแสดงด้วยคน
    กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 22:02

    แล้วที่่รัฐจะลดภาษีให้ล่ะครับ ไม่เห็นเขียนถึงเลย เขียนด้านเดียวอย่างนี้ผมว่ามันไม่ค่อยแฟร์นะครับ

    • นายกาฝาก
      กรกฎาคม 11, 2011 ที่ 22:41

      ผมเขียนถึงไปนิดหน่อยแล้วนะครับ แต่จะบอกภาพความเป็นจริงเพิ่มให้ก็ได้ครับ (แต่กรุณารับไว้ในฐานะข้อมูลอีกด้านหนึ่งนะครับ ผมไม่ได้อยากดราม่าอะไรแต่อย่างใด)

      1. การลดภาษีนิติบุคคล จากเดิม 30% จะลด 2 ช่วง คือ เหลือ 23% แล้วค่อยเป็น 20% ในขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แม้หลังๆ มีการกลับลำว่าไม่ได้ทำทั้งประเทศอัตราเดียว แต่จะลดหลั่นกันไปเหมือนอัตราค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบัน แต่ก็จะดีเดย์ 1 ม.ค.

      2. ถ้าใครอยู่เบื้องหลังกันจริงๆ จะทราบดีว่า กลุ่มธุรกิจที่ไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะพวกกลุ่มโรงงานที่ยังเป็นแบบกงสีอยู่ จะมีการบริหารบัญชีชนิดที่เรียกว่า เสียภาษีน้อยมากๆๆๆๆๆ ดังนั้นการลดภาษีนิติบุคคล จะไม่ได้ช่วยชดเชยส่วนต่างมากนัก

      3. ยิ่งถ้าเป็น SMEs เนี่ย กำไรในตอนเริ่มกิจการแทบจะไม่มี หรือถ้ามีก็ระดับ 1-10 ล้าน ไม่น่าเกินนั้น ประโยชน์ที่ได้จากภาษีนี้ แทบจะเทียบไม่ได้กับภาระที่เพิ่มขึ้นจากการปรับค่าแรงเลยครับ

      4. ภาษีนิติบุคคล ยังไงต้องลดอยู่แล้ว เพราะว่าต้องเตรียมพร้อมในปี พ.ศ. 2558 ที่จะมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน (คล้ายๆ กลุ่มเศรษฐกิจยุโรป หรือ ยูโรโซน นั่นแหละ) ซึ่งตอนนั้น หากภาษีนิติบุคคลยังคงสูงระดับ 30% ละก็ เงินลงทุนจะหนีไปต่างประเทศอย่าง ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์กันหมด (แก้ไขข้อมูล ฮ่องกง ไม่ได้อยู่ AEC ครับ ผมจำผิด … แต่สิงคโปร์ถ้าจำไม่ผิดเก็บกันแค่ 20% เท่านั้น) ในภูมิภาคอาเซียนนี้ ไทย กับ ฟิลิปปินส์ เก็บแพงสุด … ดังนั้น การลดภาษีลงนี้ จึงเป็นสิ่งที่สุดท้ายก็ต้องทำ แม้ว่าจะไม่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็ตามครับ

  11. ขอแสดงด้วยคน
    กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 00:28

    ขอบคุณครับสำหรับคำอธิบาย
    ผมเองก็เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆครับ มีลูกน้อง 5 คน ตอนแรกก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ (แต่ทุกวันนี้ลูกน้องผมค่าแรงวันละ 270 บาทแล้ว เพิ่มอีกแค่ 30 บาทเอง)
    แต่พอมองถึงตัวเลขเงินค่าจ้างในส่วนที่เพิ่มขึ้น ที่จะหมุนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจในแต่ละปีนั้น ผมว่ามันเป็นส่วนตัวเงินที่หมุนเข้าในระบบเศรษฐกิจจริงๆ และในอัตราเงินเดือนขั้นต่ำมันไม่ได้ทำอัตราเดียวทั้งประเทศ แน่นอนว่าบางจังหวัดค่าแรงมันใกล้ 300 อยู่แล้ว มันก็อาจจะขึ้น แค่ 20-30 บาท
    ในส่วนของธุรกิจก็ต้องปรับตัว ถ้าอยากได้ประโยชน์จากมาตรการลดภาษี
    ผมว่ามันคงไม่ทุกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ธุรกิจที่หนัก ๆก็คงไม่พ้นธุรกิจที่ต้องใช้แรงงานจำนวนเยอะๆ ก็น่าเห็นใจ แต่ก็ได้รับการชดเชยจากมาตรการภาษีอยู่แล้ว
    แต่ผมละสงสัยจริงๆ แถวบ้านผมนี่ 250 บาท นี่ก็หาไม่ค่อยจะได้นะครับ แรงงานต่างด้าวนี้ 200 บาทต่อวันนี่ยังยากเลย
    ส่วนในประเด็นเรื่องได้เงินค่าจ้างเพิ่มแล้วไปลงอบายมุข หรือไปฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น ผมเองว่าคุณกาฝากมองแง่ลบกับชนชั้นล่างมากเกินไปหรือป่าวครับ
    แต่อย่างไรก็ขอบคุณสำหรับบทความดีดีครับ
    เดี๋ยวคราวหน้าจะสมัครสมาชิกด้วยนะครับ (ทุกทีรับแต่เมล์)

  12. phantomquest
    กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 08:43

    ค่าแรงที่สูงขึ้นจะมีผลกระทบต่อการเข้ามาตั้งฐานการผลิตจากต่างประเทศมากน้อยแค่ไหนครับคุณกาฝาก

    • นายกาฝาก
      กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 08:46

      ตอบยากครับ อยู่ที่ว่าเขามองว่าต้นทุนสูงมากกว่าประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงแค่ไหน
      ไทยเราได้เปรียบตรงที่ พอผลิตสินค้าเสร็จ มันก็มีท่าเรือที่จะนำส่งสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ได้ ที่น่ากลัวจริงๆ คือเวียดนาม เพราะเขาก็มีท่าเรือ แถมเตรียมทำรถไฟความเร็วสูงอีก ถ้าเกิดสองอย่างนี้เสร็จ เวียดนามก็จะเป็นสถานที่ที่น่าไปลงทุนมากกว่า​ (ในความเห็นของผมนะ) ค่าแรงที่นั่นก็ไม่ได้แพงมากนะครับ (แต่ค่าครองชีพไม่แตกต่างจากบ้านเราซะงั้น)

  13. BonDSucK
    กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 11:54

    ในมุมมองของผมซึ่งทำงานอยู่ในสายงานวิศวโยธา (ก่อสร้าง)

    ค่าแรงนั้นช่างแตะละสาย ผมจะจ่าย ไม่เท่ากัน ทำให้เกิดการแข่งขัน พัฒนาฝีมือช่างไปในตัว

    แต่ถ้าให้ปรับเพิ่มเป็นเท่ากันหมด 300 บาท ผมว่ากรรมกรทั่วไป รวมถึงผู้ช่วยช่าง จะเกิดความประมาท ในหน้าที่การงาน ไม่พัฒนาฝีมือตัวเอง เพื่อแข่งขันในตลาดแรงงานช่างฝีมือ ทำให้วงการก่อสร้าง น่าจะได้รับผลกระทบไปด้วยในตัว

    ส่วนที่บอกว่าปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่การดำรงชีวิตของคน อันนี้ผมเห็นด้วยมากเลยครับ คนงานส่วนใหญ่ ทำงาน เสร็จกลับบ้านกินเหล้า เงินออกก็กินเหล้า งานบุญ งานเลี้ยง กินเหล้า งานศพ เล่นไฮโล ทำงาน 3 วัน หยุด 2 วัน ความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน เดี๋ยวนี้แทบไม่มี แค่ทำตามมีตามเกิดหาเงินได้เท่าไหร่ไปลงกับเหล้าหมด

    เพราะงั้นถึงเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไป แต่ไม่มาแก้สามัญสำนึก คุณภาพชีวิตก็ไม่ไม่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ซักเท่าไหร่หรอกครับ

  14. BonDSucK
    กรกฎาคม 12, 2011 ที่ 12:37

    แถมอีกหน่อย ผมว่าไม่ใช่แต่คนระดับชั้นแรงงานหรอกครับที่จะเกิดการน้อยเนื้อต่ำใจ

    ผมว่าคนระดับกลาง หรือเอาง่ายๆก็ระดับที่พอมีการศึกษา(ป.ตรี) จบป.ตรีต้องได้เงินเดือนขั้นต่ำ 15000 บาท

    ประเด็นที่ 1 คราวนี้ ถ้าสมมุติผมเป็นเจ้าของบริษัท สมมุติว่าสายงานก่อสร้างละกัน(สายอื่นผมไม่มีข้อมูลอ้างอิงเลยไม่อยากยกมากล่าว) ถ้าผมต้องจ่ายเงินเดือนให้ป.ตรีที่จบมาใหม่ ซึ่งไม่รู้งานอะไรเลย ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็นต้องไปสอนงานให้อีก แถมให้เงินเดือน 15000 บาทอีก สู้ผมไปจ้างโฟว์แมน จบปวส. แต่ประสบการณ์ แน่นดีกว่าไหม ? ปวส. ถึงจะเพิ่งจบใหม่ แต่ประสบการณ์ การทำงานแน่นกว่าพวกจบ ป.ตรีเยอะมาก มีความต่างของประสบการณ์พอสมควร ส่วนงานที่ต้องตัดสินใจที่ต้องใช้วิชาชีพ ผมก็เป็นคนตัดสินใจเอง คำนวณเอง ไม่ต้องจ้างป.ตรีมาช่วย แบบนี้จะดีกับตัวผมมากกว่าไหม ?

    ผมว่าเจ้าของกิจการ หลายท่านก็คงรู้สึกไม่ต่างจากผมซักเท่าไหร่

    ประเด็นที่ 2 ถ้าสมมุติกฎหมายนี้บังคับใช้แล้วได้จริงๆ กับทุกๆสายอาชีพ ไม่ว่าจบอะไรมาก็ 15000 บาท คนที่เรียนหมอ วิศวะ นิติ หรือสายอะไรๆก็แล้วแต่ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับชีวิตมนุษย์ สายงานพวกนี้
    การศึกษา – ยาก
    จบ – ยาก (ผมเรียนวิศวะ สถาบันมีชื้่อพอสมควร อัตราการรีไทล์ ประมาณ 30% – 50% ต่อรุ่น)
    ซึ่งจบมาพวกนี้จะได้ค่าวิชาชีพ ค่าสถาบันการศึกษา(ต้องยอมรับว่าจบแต่ละมหาลัย ได้เงินเดือนไม่เท่ากัน)
    รวมๆ แล้วปกติจะ start ที่เกณประมาณ 15000 บาท up อยู่แล้ว หรือบางที่ก็ 15000 บาทตรงๆเลย

    คราวนี้ทำให้มีตัวเลือกเกิดขึ้นได้ว่า เราจะไปเรียนยากๆทำไม ในเมื่อเรียนอะไรง่ายๆ ก็ได้ 15000 บาทต่อเดือนแล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะแยะด้วย จะเรียนมหาลัยดีๆไปทำ เข้าก็ยาก เอาเวลาไปเล่น แล้วไปหา
    มหาลัยอะไรก็ได้ที่เค้ารับเรา ก็พอแล้ว เพราะจบไปก็ได้ 15000 บาทเหมือนเดิม

    ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่าเด็กสมัยนี้คิดอะไรกันมักง่ายกันเยอะนะครับ ถ้าไม่ดูแลให้ดีตรงจุดนี้มีโอกาสเกิดได้สูงเลยนะ ผมว่า

    ปล.ผมไม่ได้ดูถูกว่าสายงานอื่นไม่ดีเท่าสายงาน หมอ วิศวะ นิติ (อื่นๆ) นะครับ แต่ผมกำลังชี้ให้เห็น ว่าสายงานเหล่านี้มีความสำคัญอยู่ตรงที่ต้องรับผิดชอบเมื่อใดที่เกิดปัญหากับ “ชีวิตคน” ทำให้ค่าแรงของเค้าเหล่านั้นจึงมักจะได้สูงกว่าสายอื่นๆ แล้วถ้ามีการปรับค่าแรงของสายอื่นขึ้นมาอยู่ในเกณของสายเหล่านี้แล้ว ค่าแรงของสายเหล่านี้ก็จะสูงขึ้น พอค่าแรงของหมอ วิศวะ สูงขึ้น นายจ้างก็จะปรับแก้โดยการใช้คนให้น้อยลง ในปริมาณงานที่ เพิ่มขึ้น ทำให้จะเกิดปัญหาในเรื่องของ ความปลอดภัยในชีวิตเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

  15. supperman2010
    กรกฎาคม 13, 2011 ที่ 19:30

    ค่าแรงสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้อง ลดต้นทุน โดยการหันไปจ้างแรงงานอื่น นอกระบบ หรือจ้างคนไทยในวุฒิการศึกษาที่ตำ่่ลง ทำให้โครงสร้างระบบการจ้างงาน และการศึกษาในอนาคต บิดเบี้ยวไป เด็กจบใหม่ก็เตรียมตกงานกันมากขึ้น หรือถ้าหากยอมจ้างวันละ 300 จริง ต้นทุนเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตสินค้าที่ไหนบ้างจะยอมขายขาดทุน ก็ต้องขึ้นราคาสินค้า ชาวบ้านก็ต้องซื้อสินค้าที่แพงมากกว่าเดิม ไอ้ทฤษฏี 2 สูง อาจจะดีจริงสำหรับ คนทำงานเงินเดือนมากๆ แต่อย่าลืมนึกถึง คนที่ไม่ได้ทำงานด้วย ในประเทศไทยคนไม่มีรายได้ แล้วต้องมาซื้อของแพง เขาจะทำอย่างไร … ****** คุณลองคิดดูหากคุณจำเป็นต้องมีลูกจ้าง คุณพร้อมจะจ่ายให้ลูกจ้างรายใหม่ เริ่มเงินเดือนๆละ 9,000 หรือเปล่า อย่าคิดแต่จะเป็นลูกน้องตนอื่นเขาทั้งชาติหวังแต่จะรับวันละ 300 เท่านั้น…****

  16. ruxyom
    กรกฎาคม 16, 2011 ที่ 09:21

    ลูกจ้างร้อยคน เจ้าของกิจการหนึ่งคน โถ่ นโยบายหาเสียง

    อย่างที่คุณว่า sme ได้ส่วนต่างจากส่วนลดภาษีแต่ไม่เจ็บเท่าค่าใช้จ่ายค่าแรงงานเพิ่ม สุดท้ายก็ต้องชดเชยด้วยการเพิ่มราคาสินค้า

  17. กรกฎาคม 16, 2011 ที่ 11:49

    ผมว่าเวลานี้พรรคเพื่อไทยก็คงกลืนไม่เข้า คายไม่ออก เรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องเข้าสู่คณะกรรมค่าจ้าง ซึ่งเป็นไตรภาคี รัฐฯจะทุบโต๊ะฝ่ายเดียวไม่ได้ เรื่องของค่าแรงหากปล่อยให้เป็นไปตามกลไลตลาด เราอาจจะพัฒนาไปได้เร็วกว่านี้ แต่ก็เป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น การประกาศค่าจ้างขั้นต่ำควรเปลี่ยนการบังคับใช้กฏหมาย มาเป็นการใช้อ้างอิงมากกว่า
    อย่างไรก็ตามผมเห็นว่า 300 บาท สำหรับกรุงเทพมหานคร อยู่อย่างมีคุณภาพยังยากไม่เกี่ยวกับความฟุ้งเฟ้อนะครับ
    ค่าเช่าห้องพัก 80-100 บาท
    ค่าอาหาร 120 บาท
    ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายประจำ เงินออม เลี้ยงดูพ่อแม่
    ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน

  18. มวนวน
    กรกฎาคม 18, 2011 ที่ 15:29

    น่าสนใจครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: