หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก, เขียนตามกระแส > กาฝากขอออกความเห็น – นโยบายแจกแท็บเล็ต กับ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

กาฝากขอออกความเห็น – นโยบายแจกแท็บเล็ต กับ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

image

ก็ผ่านไปได้ซักพักแล้ว ที่ประเทศไทยเราได้รัฐบาลใหม่ (กับนักการเมืองหน้าเก่าๆ ก็หลายอยู่) และรัฐบาลนี้ก็สร้างความฮือฮาด้วยนโยบายประชานิยมหลายๆ อย่าง ซึ่งก็ยังกลายเป็นข้อถกเถียงกันอยู่มากมายว่าจะทำได้หรือไม่ได้ ทำแล้วดีหรือไม่ดีอย่างไร มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน

และหนึ่งในนโยบายประชานิยมที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ ก็คือ นโยบายการแจกอุปกรณ์พกพาที่เรียกว่า แท็บเล็ต ให้กับเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 กันคนละเครื่อง … ในฐานะไอทีต๊อกต๋อยที่ทำงานอยู่ในแวดวงสถานศึกษา ผมก็อยากจะออกความเห็นส่วนตัวบ้าง เกี่ยวกับนโยบายนี้ แต่ผมไม่ได้จะมาคัดค้าน หรือสนับสนุนอะไรนะครับ ผมจะมามองในอีกมุมครับ

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand อยากชวนทุกท่านมาร่วมกิจกรรม “ทำดีกับเดลล์” ปิดทองหลังไมค์ ด้วยการเล่าเรื่องราวสิ่งดีๆ ที่คุณได้ทำให้กับดีเจชื่อดังทั้ง 3 หลังไมค์ผ่านทางบริการ Social Media และดีเจคนใดได้คะแนนความดีสูงสุด Dell Thailand จะบริจาคเงินแสนให้กับมูลนิธิโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย รายละเอียด คลิกที่นี่ครับ
  • Adecco Thailand เชิญทุกท่านมาร่วมตอบแบบสอบถามลักษณะบุคลากรที่เป็นที่ต้องการขององค์กร ลุ้นรับรางวัล http://bit.ly/oLmOUc

เอาละครับ เตรียมตัวอ่านเนื้อหาสาระของเรากันต่อได้เลย

image

สำหรับคนที่ยังงงๆ อยู่ว่าผมกำลังพูดถึงอะไร ผมแนะนำให้เข้าไปที่ Google แล้วเสิร์ชหาคำว่า “แจกแท็บเล็ต” แล้วท่านจะได้คำตอบการค้นหาบานตะเกียงเลยละครับ

แต่ถ้าใครอยากอ่านบทความดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมก็อยากแนะนำให้อ่าน “2 แสน แท็บเล็ต กับ อี-เลิร์นนิ่งในไทย” บนเว็บมติชนออนไลน์นี่ครับ

ส่วนผม ผมขอแชร์ประสบการณ์ตรงของตัวเอง ถึงปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การประยุกต์ใช้อุปกรณ์ประเภทแท็บเล็ตในแวดวงการศึกษานั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว มันไม่ได้จำกัดแค่ในส่วนของแท็บเล็ตนะ แต่มันรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้นั่นแหละครับ

ผมเสนอว่า มีปัจจัยสำคัญ 7 ประการที่จะเป็นกุญแจที่ทำให้การประยุกต์ใช้แท็บเล็ตในการศึกษานั้นประสบความสำเร็จ ดังนี้ครับ

image1. งบประมาณนั้นสำคัญ

ผมใช้คำกว้างๆ อย่างคำว่า “งบประมาณ” เพราะผมต้องการชี้ให้เห็นว่า เรื่องมันไม่ได้จบลงแค่การหางบประมาณมาซื้อแท็บเล็ตแจกเท่านั้นนะครับ … ถ้าใครทำงานแล้วน่าจะรู้ดีว่า รายจ่ายในการซื้อพวกอุปกรณ์เทคโนโลยีพวกนี้มาใช้ในองค์กร (ครับ โรงเรียนก็ถือว่าเป็นองค์กรนะครับ) มันยังมีอยู่อีก เช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในกรณีที่ชำรุดเสียหาย และ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือเนื้อหา เพื่อนำมาใช้กับอุปกรณ์ เป็นต้น

ใครที่เรียนมหาวิทยาลัยจะคุ้นดี เวลาที่มีการเรียนวิชาทดลองในห้องทดลองที่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ชำรุดได้หากใช้ไม่ระมัดระวัง แต่ละเทอมก็มักจะมีการเก็บเงินค่าประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น แล้วจะคืนเมื่อเรียนจบ ทั้งนี้เป้าหมายก็คือเพื่อให้เกิดความสำนึกว่าต้องดูแลรักษาของ และหากเกิดความเสียหายขึ้นจริงก็จะได้เอาเงินจำนวนนี้ไปช่วยสมทบทุนซ่อมแซม หรือจัดซื้อของใหม่มาแทนที่ … แต่ในกรณีที่แจกแท็บเล็ตภายใต้นโยบายรัฐบาลแบบนี้ ผู้รับแจกอาจเป็นคนธรรมดาสามัญที่ไม่มีเงินมีทองขนาดที่จะมาให้เก็บเป็นค่าประกันได้ รัฐบาลก็ต้องรับภาระตรงนี้ไป โรงเรียนที่รับแจกก็อาจจะไม่มีงบประมาณในการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือเนื้อหาเอง หน่วยงานรัฐบาลอย่าง สวทช. หรือ NECTEC ก็คงต้องรับภาระไปเช่นกัน

image2. ครูบาอาจารย์ท่านต้องพร้อม

เด็กจะดีได้ ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีก่อนฉันใด อยากให้นักเรียนใช้แท็บเล็ตให้เป็นและเกิดประโยชน์ได้ ก็ต้องมีครูบาอาจารย์ที่พร้อมรับเทคโนโลยีดังกล่าวฉันนั้น

ครูบาอาจารย์ในโรงเรียน จำเป็นต้องมีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ที่กำลังจะแจกให้นักเรียนด้วย จึงไม่แปลกที่จะมีข่าวการเตรียมแจกแท็บเล็ตให้ครูด้วยเช่นกัน จุดสำคัญคือ คุณครูจะต้องไม่เพียงแต่ใช้งานเป็นเท่านั้น แต่จะต้องสร้างสรรค์แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ในการเรียนการสอนของตนด้วย หน่วยงานรัฐบาลไม่เพียงแต่ต้องจัดการฝึกอบรมครูบาอาจารย์ให้คุ้นเคยกับอุปกรณ์เหล่านี้ แต่ยังต้องจัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาครูบาอาจารย์เหล่านี้ ให้สามารถเค้นเอาประโยชน์จากอุปกรณ์ดังกล่าวมาให้มากที่สุดอีกด้วย

image3. นักเรียนก็ต้องพร้อมเช่นกัน

ไม่ต้องรอให้มติชนออนไลน์มานำเสนอบทความหรอกครับ ผมและเพื่อนๆ และผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างก็กลัวกันอยู่แล้วว่า สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีมาตรการที่ดีพอ สุดท้ายแล้วเจ้าแท็บเล็ตพวกนี้ก็จะกลายเป็นอุปกรณ์เล่นเกมนกยั๊วะ (Angry Birds) ไปซะนี่

จุดนี้เราต้องเตรียมความพร้อมของนักเรียนด้วยเช่นกัน ถือโอกาสฝึกให้พวกเขารู้จักแบ่งเวลาในการเรียนและเล่น … ใช่ครับ ผมไม่ได้คิดจะห้ามไม่ให้พวกเขาเล่นเกมบนแท็บเล็ต แต่พวกเราในฐานะผู้ใหญ่ รวมถึงครูบาอาจารย์ ก็ต้องคอยช่วยสอดส่องดูแล และปลูกจิตสำนึกให้พวกเขาด้วยครับ … ตรงนี้ โดยความเห็นส่วนตัวและจากประสบการณ์ตรง การแจกอุปกรณ์ให้เด็กแบบชนิดพกกลับบ้านไปเลยนั้น ควรจะทำกับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย คือ ซักประมาณ มัธยมศึกษาปีที่ 3 มากกว่า ส่วนเด็กเล็กกว่านั้น ให้เป็นการแจกให้ใช้ในห้องเรียน และเก็บคืนเมื่อโรงเรียนเลิกครับ

image4. ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคก็ขาดไม่ได้

ไม่รู้ว่าลืมกันไปหรือเปล่า แต่แท็บเล็ตก็คืออุปกรณ์ที่คล้ายๆ กับคอมพิวเตอร์นะครับ มันมีระบบปฏิบัติการ มันมีซอฟต์แวร์ต่างๆ ทำงานอยู่ ดังนั้นปัญหาของการใช้งานมันจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของฮาร์ดแวร์แต่เพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์ของผม ปัญหาด้านซอฟต์แวร์เยอะกว่าปัญหาด้านฮาร์ดแวร์มากๆๆๆๆ

การมีฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค หรือจะเรียกภาษาชาวบริษัททั่วไปว่า IT Helpdesk (หรือก็คือ ไอทีต๊อกต๋อย อย่างผมนี่แหละ) ที่เข้มแข็ง จะช่วยลดปัญหาไปได้เยอะทีเดียวละครับ … ห้ามคิดเด็ดขาดว่า ซื้อมาจากบริษัทที่เป็น Distributor ขนาดใหญ่ พวกเขาจะต้องเข้ามาดูแลปัญหาทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทั้งหมด … บอกเลยนะครับ พวกเขาไม่มีกำลังพลมากพอที่จะมาดูแลนักเรียนทุกคนในประเทศไทยแน่นอน … แต่ละโรงเรียนต้องสร้างสรรบุคลากรที่เข้ามาดูแลในส่วนนี้ อาจจะเลือกจากครู หรืออาสาสมัครนักเรียนก็ได้ แต่หน่วยงานรัฐบาลต้องมีหน้าที่ให้ความรู้ครับ

image5. เนื้อหาในแบบดิจิตอลต้องมีหลากหลาย

เมื่ออุปกรณ์เพียบพร้อมแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือเนื้อหาครับ ต้องทำเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอน ให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอลทั้งหมด แต่แค่นี้ยังไม่พอ ต้องเตรียมเนื้อหาอื่นๆ เช่น พวกหนังสืออ่านนอกเวลา ให้อยู่ในรูปดิจิตอลด้วย และต้องพยายามให้เนื้อหาเป็นภาษาไทย เพื่อให้เด็กๆ และพ่อแม่ของพวกเขาสามารถเข้าถึงได้ง่าย (ทำไมต้องคิดเผื่อถึงพ่อแม่ด้วย? คำตอบคือ เพราะบ่อยครั้งที่พวกเขาจะต้องมีส่วนช่วยในการเรียนรู้ของบุตรหลานครับ)

เนื้อหาที่ต้องเตรียม ไม่ใช่แค่เฉพาะแบบออฟไลน์ (คือ สามารถเรียกดูได้จากภายในตัวอุปกรณ์เองเลย) เท่านั้น แต่ต้องทำเผื่อไปถึงเนื้อหาแบบออนไลน์ (คือ เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตด้วย) อีกด้วย ที่สำคัญคือ ต้องสร้างเครือข่ายของการแบ่งปันความรู้ ต้องทำให้แต่ละโรงเรียนเป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ และสร้างเครือข่ายระหว่างโรงเรียน เพื่อแบ่งปันข้อมูล เนื้อหาระหว่างโรงเรียนอีกด้วย

image6. Infrastructure ต้องเข้มแข็ง

เนื้อหาที่อัดแน่นอยู่ในอุปกรณ์แท็บเล็ตนั้นจะมีมากแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้ายมันก็จำกัดอยู่เท่าที่มีบันทึกไว้ในเครื่องเท่านั้น และจากการที่เทคโนโลยีความรู้ต่างๆ ในปัจจุบันเปลี่ยนไปแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้อมูลใดๆ ที่เก็บไว้ในอุปกรณ์แท็บเล็ต อาจเก่าและล้าสมัยได้ทุกเมื่อ

ความเข้มแข็งของโครงข่ายจึงสำคัญ นักเรียน และ ครู จะต้องสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และต้องเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงด้วยนะ เพราะเดี๋ยวนี้เนื้อหาความรู้ต่างๆ มันไม่ใช่ขนาดเล็กๆ แล้ว รูปภาพก็เป็นแบบความละเอียดสูง บางแห่งนั้นเผยแพร่ข้อมูลกันเป็นรูปแบบวิดีโอสตรีมมิ่งด้วยซ้ำไป

image7. ภาษาอังกฤษจำเป็นต่อการต่อยอด

เราต้องยอมรับว่าความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้น จำนวนไม่น้อยเลยที่พวกฝรั่งตะวันตกเป็นคนคิดขึ้นมา หรือในกรณีที่ชนชาติอื่นเป็นคนคิด แต่สุดท้ายความรู้เหล่านี้ก็มักจะถูกนำไปเผยแพร่ในภาษาอังกฤษ

ดังนั้น หากคิดจะให้ครูบาอาจารย์และนักเรียนสามารถหาความรู้ต่อยอดเพิ่มเติมเองได้ ภาษาอังกฤษก็เป็นอะไรที่สำคัญมากครับ

และนี่คือ ความเห็นทั้งหมดของผมครับ … แฟนานุแฟนผู้อ่านบล็อกนานาสาระกับนายกาฝากมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ก็แชร์กันได้ทาง Comment นะครับ

Update: พอดี @molek แบ่งปันบทความน่าอ่านมานาน Google+ ผมอ่านแล้วเห็นว่า น่าเอามาแบ่งปันกันต่อ เลยอยากชวนไปอ่านกันที่ What Makes Educational Technology Successful in the Developing World?


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ

ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

  1. สิงหาคม 23, 2011 ที่ 11:17

    ถ้าทำได้ประเทศจะก้า่วหน้ากว่านี้หลายเท่าตัวเลย

  2. BonDSucK
    สิงหาคม 23, 2011 ที่ 12:19

    เห็นด้วยอย่างยิ่ง ในเรื่องกลัวเด็กเอาไปใช้เล่นเกม มากกว่าเรียน – -”

    ขนาดเด็กมหาลัย อาจารย์ าสอนไป เด็กยังนั่งกดมือถือกันเกือบครึ่งห้อง

    แล้วจะเอาอะไรกับเด็ก ป.1

  3. สิงหาคม 23, 2011 ที่ 18:08

    ดูๆแล้ว เหมือนจะมีความพร้อมแค่ด้านงบประมาณอย่างเดียว (ทุ่มไม่อั้น)

  4. สิงหาคม 24, 2011 ที่ 04:20

    ข้อสำคัญคือครูอาจารย์ต้องพร้อมครับ ต้องหัดเปิดหูเปิดตาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆซะบ้าง

  5. สิงหาคม 25, 2011 ที่ 13:39

    แล้วถ้าเป็นนโยบายแจก e-Book เพื่อให้เด็กๆเข้าถึงคลังความรู้ได้ง่ายและสะดวก
    ไม่ต้องแบกตำราไปเรียนหนังสือกัน .. เดี๋ยวนี้เห็นลากกระเป๋าเหมือนแอร์ฯ เข้าไปทุกวัน
    พอต้นปีก็จ่ายค่าธรรมเนียมหนังสือเป็นค่า D/L และมีบัญชีผู้ใช้ สามารถเข้าถึงห้องสมุดได้ตลอดเวลา
    พออ่านมากขึ้น ก็น่าจะเขียนได้มากขึ้น การตอบข้อสอบก็เน้นการเขียนตอบ การอ้างอิง

    พอไปได้ไหมครับพี่ ?

    สำหรับผมว่าถ้าเป็น e-Book น่าจะ oK กว่าไหม

    http://www.readwriteweb.com/archives/what_makes_educational_technology_successful_in_th.php
    https://kafaak.wordpress.com/2011/01/04/review-kindle-3/

  6. สิงหาคม 26, 2011 ที่ 11:33

    ผมกลับมองว่า น่าจะแจก kindle ของ amazon น่าจะดีกว่าครับ แล้วขอซื้อเซิฟเค้ามาทำเป็นเซิฟของกระทรวงศึกษาแทน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง app ที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษา และราคาน่าจะถูกกว่าด้วย (เป็นการเขียนแบบคำพูดนะครับ บางคำไม่ได้ใช้คำเต็ม ขออภัย )

  7. กันยายน 2, 2011 ที่ 23:36

    ฟุตบอลประเทศคงเจริญถ้าเป็นอย่างนี้

  8. Lovethai ^ ^
    เมษายน 10, 2012 ที่ 11:57

    การแจกแท็บเล็ต หนูไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะขนาดหนูกำลังจะขึ้นป.5แล้วยังอ่านไม่คล่อง เขียนยังไม่ถูกต้องเลย แล้วถ้าเด็กไทยอายุ6ขวบนั่งอยู่หน้าจอแท็บแล็ต เด็กไทยจะอ่านออกอย่างเดี่ยว เขียนจะไม่ได้ ยังจะคุณครูที่ยังใช้แท๊บแล็ตไม่เป็นอีกหล่ะ และถ้าคุณครูรุ่นเก่าใช้ไม่เป็นก็ต้องนำคุณครูไปอบรมอีกหรอค่ะ

  9. da
    พฤศจิกายน 22, 2012 ที่ 00:19

    อีก 3 ปี tablet จะกลายเป็นขยะ แล้วมีระบบการจัดการอย่างไรหรือ

  1. กุมภาพันธ์ 2, 2012 ที่ 10:04
  2. กุมภาพันธ์ 23, 2012 ที่ 22:19

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: