หน้าแรก > บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก > จะเป็นบล็อกเกอร์บ้าง ทำยังไงดี? กาฝากมีคำแนะนำ

จะเป็นบล็อกเกอร์บ้าง ทำยังไงดี? กาฝากมีคำแนะนำ

imageไหนๆ วันนี้ (10 ก.ย. 2554) ก็ได้มีโอกาสไปเป็นแขกรับเชิญในรายการแบไต๋ไฮเทคกับเขา ในฐานะบล็อกเกอร์คนหนึ่งแล้ว ก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องการเป็นบล็อกเกอร์ซะหน่อยในความเห็นของผม เพราะมันคือคำถามที่ผมเคยถูกถามอยู่บ่อยครั้ง (และก็เชื่อว่าในอนาคตก็จะมีคนถามผมอีกเช่นกัน) “ถ้าเราริจะเป็นบล็อกเกอร์ เราควรจะเตรียมตัวยังไงดี?”

วันนี้ในฐานะบล็อกเกอร์ที่มีประสบการณ์มาพอสมควร เลยอยากขอลองแนะนำท่านผู้อ่านบล็อกนานาสาระกับนายกาฝาก ที่คิดว่าซักวันหนึ่งเราจะเป็นบล็อกเกอร์ให้ได้ ได้ลองอ่านกันครับ

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • โอกาสของคนในสาย Accounting & Finance และ Sales มาถึงแล้ว เมื่อ Adecco Thailand เปิดบ้านสัมภาษณ์งานจริงๆ เพื่อเข้าร่วมงานกับบริษัทชั้นนำมากมาย พร้อมลุ้นโชคอีกต่างหาก ในวันเสาร์ที่ 24 กันยายน และวันศุกร์ที่ 30 กันยายนนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่าน ที่นี่ เลย

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

ค้นหาตัวเองก่อน ว่าอยากเป็นบล็อกเกอร์แนวไหน… แต่ที่สำคัญคือ ต้องมีความเป็น Original และไม่อวย

imageบล็อกคือการนำเสนอเนื้อหาครับ ดังนั้นหากอยากเป็นบล็อกเกอร์ ควรค้นหาตัวเองก่อน ว่าอยากเป็นบล็อกเกอร์ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร มันเป็นไปได้หมดทุกแนวครับ ในประเทศไทยก็มีหลายคนที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอาหาร บล็อกเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามก็มี บล็อกรีวิวหนังก็เพียบ บล็อกด้านไอทีก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง … เลือกเอาซักอย่าง หรือเลือกจะเขียนหลายๆ อย่างก็ได้ (ดูอย่างบล็อกผมสิ นานาสาระ เขียนมันทุกแนวเลยตั้งแต่รีวิว Gadget ไปยันเที่ยว ฮาฮา) … แต่ผมอยากแนะนำให้เขียนให้เด่นไปด้านใดด้านหนึ่งดีกว่า เพราะ “อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” ครับ

แต่จุดสำคัญที่สุดคือ ต้องมีความเป็น Original ครับ หรือก็คือ เนื้อหาที่เขียนบล็อกนั้น ควรเป็นต้นฉบับของตนเอง ไม่ใช่ไปลอกของคนอื่นเขามา … จะเป็นการแปลต้นฉบับภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยก็ได้ แต่ไม่ใช่ไปลอกฉบับภาษาไทยที่คนอื่นเขาแปลเอาไว้มา หรือไปลอกบทความของคนอื่นเขามา

การที่ไปลอกเนื้อหาเขาเข้ามาไว้ในเว็บของตน ไม่ได้นับว่าเป็นบล็อกนะครับ และเผลอๆ เสี่ยงต่อการโดนฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์เปล่าๆ ด้วย … อย่าคิดว่าการพิมพ์ให้ credit และแหล่งที่มาของเนื้อหาไว้ตอนต้นหรือตอนท้ายของบทความจะทำให้เราสามารถเอามาใช้ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ (ลองอ่านบล็อกตอน “รู้ไหมว่าเว็บหลายๆ แห่งกำลังละเมิดลิขสิทธิ์อยู่” ของผมดู)

งานเขียนของเรา ในฐานะบล็อกเกอร์ควรมีความเป็นกลาง นำเสนอข้อมูลทั้งสองด้าน จงตระหนักไว้ว่าคนที่เข้ามาอ่านงานเขียนของเรา มีความคาดหวังว่าเราจะมีความเป็นกลาง เพราะบล็อกเกอร์มีฐานะใกล้เคียง ค่อนมาทางผู้ใช้งานมากกว่า (อารมณ์ผู้ใช้งานมาแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้งานให้ทราบกัน) การไปอวยให้กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากจนเกินเหตุ อย่าคิดนะครับว่าจะไม่มีใครอ่านแล้วไม่เอะใจ … ความน่าเชื่อถือของท่านในฐานะบล็อกเกอร์จะตกลงไปในทันที

เครื่องมือสำหรับการเขียนบล็อก

imageถ้าคิดจะวางแผนในระยะยาวว่าจะหาเงินจากการเขียนบล็อกเลย อาจพิจารณาลงทุนเช่าโฮสต์และจดโดเมนเนมซะเลยก็ได้ อย่างเช่น www.krapalm.com หรือ www.yokekungworld.com (อันนี้คือบล็อกที่มีตัวตนจริงๆ เลยนะ ที่ยกตัวอย่างมาเนี่ย)

แต่หากใครยังไม่คิดจะลงทุนเสียเงิน คุณมีทางเลือกในการเขียนบล็อกมากมาย อาทิ ของไทยก็มี www.exteen.com www.oknation.net www.bloggang.com หรือของต่างประเทศก็เช่น www.blogger.com หรือ www.wordpress.com เป็นต้น

ของประเทศไทยมันมีจุดเด่นตรงที่คนไทยเล่นกันอยู่เยอะ หาคนอ่านได้ง่าย คนที่เป็นสมาชิกของผู้ให้บริการนั้นๆ มักจะมีงานอดิเรกคือการอ่านและคอมเม้นต์บล็อกต่างๆ อยู่แล้วด้วย ในขณะที่บล็อกต่างประเทศก็จะคนไทยเล่นกันน้อยกว่า แต่มันมีจุดเด่นที่ทำให้ผมอยากแนะนำให้บล็อกเกอร์มือใหม่เลือกใช้บริการของ Blogger หรือ WordPress ครับ ซึ่งจะพูดถึงต่อในภายหลัง

imageโดยปกติแล้ว บริการบล็อกต่างๆ เหล่านี้จะมาพร้อมกับ Web Application สำหรับเขียนบล็อกอยู่แล้ว ซึ่งรองรับการจัดแต่หน้าตาของบล็อกเต็มที่ หรือที่เรียกว่า Rich Text Editor มันจะสามารถอัพโหลดรูป แทรกรูป จัดการแบบอักษร จัดการหน้าตาของบล็อกต่างๆ ได้สบายๆ เลย

แต่ว่าเครื่องมือชุดนี้มันก็จะมีความลำบากอยู่ในเรื่องของการอัพโหลดรูปครับ เพราะส่วนใหญ่ต้องอัพโหลดรูปให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงสามารถเลือกแทรกรูปได้ ซึ่งหากบล็อกของเราเป็นบล็อกประเภทที่แทรกรูปเยอะๆ มันก็จะเสียเวลามากทีเดียว … จากประสบการณ์ตรงของผมในฐานะบล็อกเกอร์ที่รีวิวพวก Gadget ที่ต้องอัพโหลดรูปเยอะมากๆ ในแต่ละรีวิว ผมพบว่าระยะเวลาที่ต้องใช้ในการอัพโหลดรูป แล้วค่อยๆ แทรกรูปลงไปในบล็อกทีละอัน มันเปลืองเวลาพอๆ กับการเขียนบล็อกนั้นๆ เลย

imageและนี่คือจุดที่ผู้ให้บริการอย่าง blogger หรือ WordPress ได้เปรียบผู้ให้บริการในประเทศไทยครับ คือ มันสามารถอัพโหลดผ่านทางโปรแกรมอย่าง Microsoft Word (เวอร์ชัน 2007 ขึ้นไป) หรือ Windows Live Writer ได้ … แต่โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้เลือกแบบหลังครับ เหตุผลเพราะแบบแรกนั้นมันต้องเสียเงินซื้อ (ในกรณีที่จะใช้อย่างถูกลิขสิทธิ์นะ) และมันสิ้นเปลืองทรัพยากรเครื่องเวลารันมากกว่า ในขณะที่ Windows Live Writer นั้น ฟรีครับ ดาวน์โหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ เลย

โปรแกรม Windows Live Writer นั้นมีหน้าตาคล้ายๆ โปรแกรม Word Processing และมีลูกเล่นสำหรับการปรับแต่งบล็อกโดยเฉพาะมาให้ด้วย เช่น การใส่กรอบให้กับรูปภาพ การใส่ลายน้ำ การแทรกวิดีโอ และที่สำคัญที่สุดคือ ตอนที่จะแทรกรูปในบทความเนี่ย มันทำได้เหมือนกับการใช้งานโปรแกรม Microsoft Words เลยนะ คือ จะเซฟรูปมาแล้วก่อนแล้วแทรกไปก็ได้ หรือจะ Copy รูปจากไหนมา แล้ว Paste รูปลงไปในบทความก็ได้ เจ้า Windows Live Writer นี่มีความสามารถในการอัพโหลดรูปภาพเข้าไปยังบล็อกได้เลยหลังจากที่เราเลือก Post draft to blog (โพสต์ไปไว้เป็นแบบร่างบนบล็อกก่อน แล้วเราค่อยไปจัดการกด Publish ทีหลัง) หรือ Publish (โพสต์บล็อกให้ชาวบ้านได้เห็นเลย)

รายละเอียดการใช้งาน แนะนำว่าลองไปเล่นกันครับ มั่วๆ ไป เดี๋ยวเก่งเอง

หมั่นออกงานกับเขาบ่อยๆ ในสายที่ตัวเองเขียนบล็อกอยู่

imageบอกแล้วว่าความสำคัญของการเป็นบล็อกเกอร์คือการมีความเป็น Original ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาแนวเนื้อหามาเขียน และที่มาของเนื้อหาเหล่านั้น มักจะมาจาก Event ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายที่ตนเองเขียนบล็อกอยู่ เช่น กรณีของผม บล็อกเกอร์สายไอที เน้นที่พวก Gadget อย่าง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ก ก็จะต้องหมั่นไปงาน Event ที่เปิดตัวพวก Gadget ใหม่ๆ อย่าได้ขาด ไปเสนอหน้าให้แบรนด์เขารู้ว่ามีเราเป็นบล็อกเกอร์ในสายนั้นอยู่ด้วย

แน่นอนว่ามีหลายๆ แบรนด์ที่ยังไม่ได้เห็นความสำคัญของบล็อกเกอร์มากนัก จึงมักจะจัดงานเปิดตัวแบบจัดให้เหมาะกับพวกสื่อหลัก (พวกหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ) คือ จัดวันธรรมดา ในช่วงเวลาทำงานปกติ … แต่ก็มีอีกหลายแบรนด์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของบล็อกเกอร์ และจัดงานรอบบล็อกเกอร์โดยเฉพาะ เช่น Dell, HTC, LG, Samsung, Acer, WellcoM ฯลฯ

ครั้งแรกเนี่ยจะลำบากหน่อย เพราะต้องหาข่าวให้ได้ว่างานจะมีขึ้นที่ไหน … แต่เราสามารถแวะติดตามข่าวได้จากการไป Follow พวกบล็อกเกอร์หน้าเก่าอย่าง @krapalm, @kazekim, @darkmasterxxx, @papayatop หรือ @yokekung เป็นต้น พวกนี้เวลาไปงานไหนที่ไหน ก็มักจะทวีตบอกกันครับ จากนั้นพอไปแล้วไปลงชื่อไว้ พวก PR ของแบรนด์ต่างๆ พวกนี้เขาก็จะเชิญพวกเราไปในงานหน้าเองแหละ

หมั่นอัพเดตบล็อกของตน ใช้ Social Media ให้เป็นประโยชน์ และฝึกภาษาที่เกี่ยวข้องให้แข็งแรง

คุณไม่อาจเรียกตัวเองว่าบล็อกเกอร์ได้เลย หากชาตินึงจะอัพเดตบล็อกซักที (ประเภทเดือนนึงอัพเดตทีก็ไม่ไหวแล้ว) เดี๋ยวนี้บล็อกก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของ Social Media เหมือนกัน และการจะใช้ Social Media ให้ประสบความสำเร็จ มันต้องอยู่ที่ความต่อเนื่องในการใช้งานของมัน … อิทธิพลของบล็อกเกอร์จะอยู่ที่จำนวนคนที่เข้ามาชมบล็อกของเรา ยิ่งมาก แบรนด์จะยิ่งรู้สึกว่า ไอ้หมอนี่แหละบล็อกเกอร์ที่ควรติดต่อ และผู้ชมจะเข้ามาเยอะ ก็ต้องมีเนื้อหาให้พวกเขาได้อ่านบ่อยๆ ถ้านานๆ อัพเดตที่ใครเขาจะอยากเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ (เพราะรู้ๆ อยู่ว่าเข้ามาทีไรก็มีแต่บล็อกตอนเก่าๆ เดิมๆ)

image

บางคนเพิ่งเขียนบล็อกใหม่ๆ อาจท้อแท้เพราะคนดูมันน้อยเหลือเกิน … แต่ เฮ้ย! กว่าผมจะมาถึงจุดนี้ได้มันก็ต้องฟันฝ่าอะไรต่อมิอะไรเยอะเหมือนกันนะเฟ้ย ดูรูปข้างบนดูสถิติคนเข้าบล็อกของผมก่อน ผมก็เริ่มจากเดือนนึงมีคนเข้ามาแค่ 232 คน (กันยายน 2552) เท่านั้นเอง … จำไว้ ทุกคนมันก็เริ่มจากศูนย์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ

image

พวก Social Media ต่างๆ เนี่ย คือช่องทางที่ดีช่องทางนึงในการเรียกคนดูเข้ามาอ่านบล็อกของเราครับ ไม่ว่าจะเป็น Twitter หรือ Facebook หรือ Google+ ก็ตาม … ถ้าเราเขียนเนื้อหาดี และตั้งชื่อหัวข้อได้น่าสนใจ มันก็จะมีคนแชร์ให้คนอื่นๆ อ่าน และมันก็จะกระจายไปเรื่อยๆ เอง

แต่จุดสำคัญที่สุด คืออย่างที่ผมบอก Social Media เป็นอะไรที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความต่อเนื่องอย่างมาก … ไอ้พวกที่ทำทีเดียวแล้ว Go Viral หรือ ดัง มีคนติดตามเยอะเลยนั่น มันเป็นพวกฟลุคที่นานๆ จะเกิดขึ้นทีนะครับ พวกนี้มักจะเป็นอะไรที่มีความโดดเด่น มีความเป็น Original สูง และแรง (หึหึ)

ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้แนวๆ แบบพวกเขา (แต่ไม่ใช่เหมือนพวกเขาเป๊ะๆ) คุณก็อาจไม่ต้องใช้เวลามาก

และสิ่งสำคัญสุดท้ายที่คุณควรต้องมีคือ ความสามารถในด้านภาษา ไม่ต้องถึงขนาดพูดได้ฟังสะดวกหรอกครับ เอาแค่อ่านออกได้ก็พอ เพราะเนื้อหาหลายๆ อย่าง ที่จะมาเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการเขียนบล็อกของคุณ หรือแหล่งข้อมูลสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพูดทักษะความรู้ของคุณ มันไม่ได้เป็นภาษาไทยเสมอไป … เช่น แนวๆ ไอทีเนี่ย ก็จะเน้นภาษาอังกฤษเป็นหลัก หรือ แนวๆ การ์ตูนมังงะของญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นก็สำคัญ เป็นต้น

ความรู้ความเข้าใจในภาษาที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้คุณกลายเป็นบล็อกเกอร์ที่โดดเด่นได้ และสามารถช่วยในการสร้างเนื้อหาที่เป็น Original ได้ด้วย

บล็อกเกอร์ก็ต้องกินต้องใช้ แต่แหล่งรายได้อาจไม่ได้มาจากการเขียนบล็อกโดยตรง

imageอย่าคิดว่ารายได้ของบล็อกเกอร์จะมาจากการโฆษณาเสมอไปครับ … จริงๆ แล้วการโฆษณา หากไม่บริหารจัดการให้ดี อาจทำให้ความน่าเชื่อถือในฐานะบล็อกเกอร์ลดลงด้วยซ้ำ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้ว โฆษณาที่มาจาก Google AdSense เลยมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบล็อกเกอร์น้อยกว่า (เพราะผู้อ่านจะทราบดีว่าบล็อกเกอร์ไม่สามารถควบคุมการแสดงผลของโฆษณาได้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าไม่ได้อวยแบรนด์ใดเป็นพิเศษ)

แต่ผมอยากให้มองรายได้ทางเลือกอื่นจากการเป็นบล็อกเกอร์บ้างครับ เช่น บางแบรนด์เขาอาจมีขาย Gadget ในราคาพิเศษสำหรับบล็อกเกอร์ หลายๆ คนก็เลือกที่จะซื้อแล้วเอามาขายต่อทำกำไร (อันนี้มีจริงๆ นะ) หรือ การผันตัวไปเป็นนักเขียนให้นิตยสารต่างๆ หรือการรับเขียนบทความแบบ Advertorial (คือการเขียนบล็อกแบบอวยให้กับแบรนด์ แต่บทความมักจะเขียนประกาศชัดเจนว่าเป็น Advertorial เลย เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ และความน่าเชื่อถือในฐานะบล็อกเกอร์ก็จะยังคงอยู่) เป็นต้น … บล็อกเกอร์ในแต่ละสายก็มีหนทางสำหรับรายได้ที่แตกต่างกันออกไปครับ แต่ว่าต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง เปิดโอกาสให้ตนเองเสมอครับ

นี่คือคร่าวๆ ครับ สำหรับคำแนะนำของผม แก่ผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นบล็อกเกอร์

อ้อ! สำหรับขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับการเป็นบล็อกเกอร์โดยละเอียดสุดๆ ผมแนะนำให้อ่านบล็อกนี้เลย http://www.hackublog.com/2010/06/roadmap-blogger-blogspot.html เขียนไว้ได้ดีมาก และละเอียดมากจริงๆ แต่อาจต้องใช้ความพยายามในการอ่านหน่อย แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ความพยายาม และความสามารถในการอ่าน ก็คือคุณลักษณะที่จำเป็นอย่างหนึ่งของผู้ที่อยากจะเป็นบล็อกเกอร์ครับ


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ

ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

หมวดหมู่:บ่นไปเรื่อย, เก็บมาฝาก ป้ายกำกับ:,
  1. กันยายน 12, 2011 ที่ 11:17

    ^_^ น่าสนใจมากเลย อ่านแล้วก็จะเอาไปปรับปรุงบ้างอะไรบ้าง

  2. phantomquest
    กันยายน 12, 2011 ที่ 13:13

    ผมก้เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่เขียนบล็อกเป็นงานอดิเรกครับ มันชื่นใจนะครับเวลาที่เปิดมาแล้วเห็นคนเข้ามาอ่านบทความของเรา บล็อกหลักของผมมันค่อนข้างสัพเพเหระปนกันมั่วๆไปหน่อย ตอนนี้เลยแยกมาอีก 2 บล็อกตามความสนใจ คือ รีวิวแอพฯ iPad อันนึงกับเกมส์ FPS อีกอันหนึ่งครับ
    ยอมรับเลยว่า WordPress เป็นบล็อกที่เเต่งเติมความสวยงามได้ง่ายกว่า Exteen ซะอีกครับ (คงเป็นเพราะผมไม่รู้จักการแก้ไข CSS แน่ๆเลย U_U) แถม WL Writer ยังช่วยให้การอัพบล็อกเป็นเรื่องสนุกอีกด้วยครับ ^ ^

  3. loh
    กันยายน 12, 2011 ที่ 13:19

    ติดตามบล็อกกาฝากมานาน ว่าจะเขียนกะเค้าบ้าง…กำลังหาข้อมูลอยู่พอดีขอบคุณมากครับ

  4. กันยายน 12, 2011 ที่ 14:14

    เล่นเน็ตมานานแล้ว ครับแต่ไม่่อยสนใจอ่านอะไรเท่าไร อย่างดีก็นิยายที่เว็บบอร์ด เมื่อวันก่อนได้ดูรายการ แบไต๋ เลยรู้จักท่าน kafaak ก็เลยลองแวะมาเยี่ยมเยียนดูครับ อ่านแล้วรูค้ซึกติดกว่านิยายที่อ่านสะอีก ( 5555 สังสัยบล๊อกแต่ละท่านจะแอบปล่อยเชื้อไวรัสที่อ่านแล้วต้องกลับมาอ่านอีกและอีกๆต่อไป )

    สรุปเลยต้องของคุณรายการแบไต๋เค้าเลยละครับ ยกเคดิตให้เลยไม่งันไมม่รู้จักท่าน kafaak แน่ๆ

    นับถือ…booda

    • นายกาฝาก
      กันยายน 12, 2011 ที่ 14:19

      ต้องขอบคุณรายการแบไต๋ฯ เขาจริงๆ ครับ ฮาฮา คนได้รู้จักบล็อกผมอีกเยอะเลยจริงๆ (คุณคือหนึ่งในนั้น!)
      ถ้าอ่านแล้วติดใจ ก็ตามอ่านได้เรื่อยๆ นะครับ … แล้วอย่าลืมช่องทางอื่นๆ ของผมด้วยล่ะ อิอิ

  5. TanTai
    กันยายน 12, 2011 ที่ 17:15

    เรตติ้งพุ่งกระฉูดเลยนะครับ อิ อิ

  6. กันยายน 12, 2011 ที่ 19:22

    ปกติก็เขียนอยู่ครับแต่เป็นแบบรีวิว software กับ ไกด์ลาย😀 มาโอ้ว ตรง Windows Live Writer นี่แหละในเครื่องมีลงไว้แต่ไม่ได้ใช้งาน ^^ ขอบคุณ คุณกาฝาก ครับ

  7. กันยายน 13, 2011 ที่ 01:24

    ขอบคุณครับบบ ความรู้เต็มๆ

  8. กันยายน 13, 2011 ที่ 16:54

    ขอบคุณครับ สำหรับแรงบันดาลใจ

  9. กันยายน 14, 2011 ที่ 22:08

    ขอบคุณมากคับพี่กาฝาก นอกจากจะได้ความรู้ในการทำให้มั่นใจว่าจะซืื้อ smart phone ตัวไหนแล้ว ยังได้ความรู้การเริ่มต้นจะเขียน Blog อีกซึ่งผมก็สนใจอยู่นานละแต่ไม่เริ่มสักที เอิ๊กๆ
    ปล.ผมสนใจจริงๆจากการที่รู้ว่า Michelle Phan ที่เป็นเจ้าของ Channel สอนแต่งหน้าใน YouTube เค้าเริ่มสร้าง Community มาจากการเขียน Blog เนี่ยหละครับ

  10. กันยายน 19, 2011 ที่ 10:15

    อ่านแล้วน่าสนใจดีค่ะ ตอนนี้ทำบล็อกอ่านนิยายอยู่ แต่ตัวเองไม่เคยได้ไปงานสัปดาห์หนังสือกับเขาเลย ไม่มีเงิน อืมม์ ยังไงก็จะพยายามต่อไป กะว่าจะใช้ของฟรีก็กลัวโดนแบน มันเหนื่อยมากเลยนะเนี่ย เป็นบล็อเกอร์ให้ได้รายได้อ้ะ T^T ได้ 20 บาทเองตอนนี้ แต่แนวโน้มมันก็มีคนเข้ามาดูเรื่อยๆ นะ คงอีกนาน เป็นชาติ เหอๆ

    น้ำน้อยเห็นด้วยกับเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะผลงานที่เขียนมาก็คิดเองเกือบทั้งหมด ทำให้ไม่กล้าไปลอกคนอื่น กลัวกรรมตามสนอง กว่าจะเขียนได้แต่ละบท หัวแทบปูด

    มีอย่างหนึ่งอยากจะถามว่า ระหว่าเขียนเว็บเอง กับใช้เวิร์ดเพลส อันไหนดีกว่ากันคะ น้ำน้อยว่าเวิร์ดเพลสมันอ่านนิยายยาก ความคุมการแสดงผลไม่ค่อยได้ดั่งใจเลย อย่างนี้ล่ะ คนมันเขียน Theme เวิร์ดเพลสไม่เป็น T^T

    • นายกาฝาก
      กันยายน 19, 2011 ที่ 11:01

      บล็อกอ่านนิยายนั้น รายได้อาจมาได้จากโฆษณา (ยากหน่อย) หรือไม่ก็ขายลิขสิทธิ์ของงานของเราไปตีพิมพ์ (อาจมาจากการรวบรวมผลงานของเราไปนำเสนอสำนักพิมพ์ หรือไม่ก็ถ้าเกิดมีคนอ่านของเราเยอะๆ สำนักพิมพ์อาจติดต่อมาเองก็ได้) … คำแนะนำของผมคือ อย่ารอให้คนดูค่อยๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่ต้องพยายามประกาศให้โลกรับรู้ว่ามีนิยายของเราอยู่ในโลกออนไลน์นะ (ลองนึกวิธีที่จะประกาศตนดูครับ Social Media ช่วยท่านได้มาก)

      ส่วนคำถามที่ว่า เขียนเว็บเอง กับใช้ WordPress แบบไหนดีกว่ากัน เขียนเว็บเองน่าจะยากกว่าครับ (หมายถึงถ้าจะเขียนเองจริงๆ นะ) ผมว่า WordPress ถ้าหา Theme ดีๆ ละก็ จะคุมการแสดงผลได้สบายๆ นะ (แต่ต้องเช่าโฮสต์ แล้วติดตั้ง WordPress เอง) แต่ถ้าจะใช้ของฟรี ต้องวางแผนเล่นกับ Category กับ Tag ครับ

  11. กันยายน 20, 2011 ที่ 17:25

    ขอบคุณค่าสำหรับคำแนะนำดีๆ
    เคยส่งสำนักพิมพ์แล้วเขาไม่รับ สงสัยจะแหวกแนวเกินเหตุ อืมม์ พอดีเจอ theme ดีๆ แล้วค่ะ ทำเว็บพอเป็นอยู่บ้าง แต่ทำฟังชันได้ไม่เก่งเท่า WordPress ค่ะ
    แล้วน้ำน้อยจะลองประกาศดูนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ ว่าแต่….รายได้จากโฆษณา (ยากหน่อย) TOT เศร้าเลย T^T แต่ก็จะพยายาม

    • นายกาฝาก
      กันยายน 20, 2011 ที่ 22:23

      ขนาด Harry Potter นี่ J.K. Rowling ยังต้องเดินเข้าเดินออกสำนักพิมพ์ตั้ง 12 แห่ง (แถมถูกปฏิเสธที่จะตีพิมพ์ทั้งหมด … ป่านนี้ไอ้คนที่ปฏิเสธเนี่ยคงโดนสำนักพิมพ์ไล่ออก) จนมาเจอ Bloomsbury เป็นแห่งที่ 13 นั่นแหละ กว่าจะได้มาเป็นหนังสือ Harry Potter ที่โด่งดังขนาดนี้ … ลองสู้ต่อไปครับ

  12. ตุลาคม 10, 2011 ที่ 12:24

    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ ^__^

  13. ตุลาคม 19, 2011 ที่ 16:39

    สวัสดีจ้า เราเพิ่งจะหัดเขียนบล็อกยังไม่รู้จะหาคนเข้าอย่างไงเลย งั้นขออาศัยใบบุญหน่อยนะค้า ขอตรงๆแบบนี้จะโดนด่ามั้ยเนี่ยเรา เห้อ

    http://tam-di.blogspot.com/

    ขอบคุณมากมาย ท่านใดเมตตาคลิกเข้าไปด้วยนะคะ

    • นายกาฝาก
      ตุลาคม 19, 2011 ที่ 20:16

      น่าโดนด่าครับ ฮาฮา
      วิธีการหาคนเข้าไปดูบล็อกเรา ขั้นพื้นฐานนะครับ คือ แอบเนียน … เราเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็ไปหาแหล่งชุมชนเรื่องนั้นๆ บนโลกออนไลน์ เช่น เว็บบอร์ด, Facebook หรือ Twitter จากนั้นไปออกความเป็น ไป comment บ่อยๆ หาจังหวะ แล้วถ้าเกิดมีใครพูดในเรื่องที่เราเขียนไว้ในบล็อก ก็แอบเนียนแนะนำเลย บอกว่าเคยเขียนไว้แล้ว ลองไปอ่านดูความเห็นของเรา หรือสิ่งที่เราเขียนครับ

  14. nathan
    ธันวาคม 17, 2011 ที่ 20:29

    พี่ กาฝาก คับ ผมว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ ด้าน ไอที แต่ไม่รู้จาเรื่องต้นตรงไหนคับ งงมากแต่พอมีความรู้ซึ่งจากทีี่อ่านข้างบนสุด ของพี่ มีเขียนว่า “ไม่ใช่ไปลอกฉบับภาษาไทยที่คนอื่นเขาแปลเอาไว้มา หรือไปลอกบทความของคนอื่นเขามา” ผมว่ามันจาผิดไหมครับพี่กาฝาก ที่ว่าเราได้อ่านของผู้อื่นเยอะแล้วเกิดความรู้แต่นำมาเขียนบล็อกตัวเองที่มีเนื้อความใกล้ๆกับคนนั้นที่เราไปอ่านมา จะผิดหรือป่าวครับ เป็นแรงบันดาลใจดีมากคับ ผมจะเป็นบล็อกเกอร์เหมือนพี่ให้ได้ ^^

    • นายกาฝาก
      ธันวาคม 19, 2011 ที่ 21:56

      ความรู้มี 6 ระดับครับ (อ้างอิง Bloom’s Taxonomy) แบ่งเป็น 1) รู้จำ [Knowledge] 2) เข้าใจ [Comprehension] 3) นำไปใช้ [Application] 4) วิเคราะห์ [Analysis] 5) สังเคราะห์ [Synthesis] และ 6) ประเมินค่า [Evaluation]

      การอ่านของผู้อื่นเยอะๆ แล้วทำความเข้าใจได้นำไปใช้ จะเป็นระดับ 1-3 … ถ้าลองเขียนเป็นบล็อกของตัวเอง เป็นการสรุปความ (แน่นอน เนื้อหาย่อมใกล้เคียง) เรียกว่าอยู่ระดับ 3 ครับ ถ้าไม่ได้ลอกมา 100% แต่เป็นการสรุปความที่ได้จากที่เราอ่านจากหลายๆ ที่ แบบนี้ไม่ผิดครับ แต่ถ้าจะให้เยี่ยม ต้องไประดับ 4 และ 5 ให้ได้ (ยังไม่ต้องถึงขนาดระดับ 6) … คือ สามารถอ่านความรู้ต่างๆ ของคนอื่น แล้ววิเคราะห์ได้ว่าอะไรเป็นอะไร เหตุและผล จากนั้นสามารถสังเคราะห์เป็นเนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้ครับ … อย่างเช่น ผมเข้าใจเรื่อง Bloom’s Taxonomy แล้วสามารถเอามาเปรียบเทียบ เพื่อสอนน้องในการเขียนบล็อกได้แบบนี้ ก็อยู่ระดับ 4 ครับ

  15. ธันวาคม 1, 2012 ที่ 20:43

    ผมเริ่มมาแต่ไม่เคยดี ไม่รู้ว่าจะไปได้แค่ไหน ขอบคนข้อมูลดีๆครับ

  16. bootsreview
    เมษายน 10, 2013 ที่ 12:34

    ไม่รู้ว่าช้าไปหรือเปล่าที่จะ comment แต่ขอขอบคุณมากนะครับสำหรับความรู้ดีๆ เพิ่มเพิ่งเริ่มทำ blog เกี่ยวกับ “รองเท้าฟุตบอล” ซึ่งออกแนว “ทางเลือก” ของคนงบน้อย (และเป้นของแท้) รวมถึงเรื่องราวไร้สาระของตัวเองปนเข้าไปด้วย

    ส่วนตัวเป็นคนชอบเขียนชอบพิมพ์อยู่แล้ว แต่เนื้อหามันไม่ใช่เรื่องน่าติดตามเท่าไหร่🙂 วันนี้มีโอกาสก็เลยมาลองนั่งทำดูครับ สนุกดีเหมือนกัน

    ยังไงรบกวนลองเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ thfootballbootsreview.com นะครับ🙂

  17. ตุลาคม 23, 2013 ที่ 22:14

    พี่กาฝากฮะ ผมเป็นคนนึงที่เขียนบล็อคนะครับ แต่ไม่ไเขียนแบบว่าเพื่ออะไรหรอกแต่เขียนแบบชิลๆและด้วยความชอบและด้วยความที่อาชีพในอนาคตก็อยากทำงานเชิงนี้ด้วย เนื้อความของบล็อคจะเกียวกับเรื่องไอทีทั้งหลายแหล่ จมีคอลัมพ์พิเศษประจำวัน เช่น วันศุกร์จกเขียนออกนอกเรื่องไอที แต่จะเขียนเรื่องราวแบบสบายๆลงไปแทน เช่น ปรัวิตเทศกาลต่างๆ หรือเรื่องราวแปลกใหม่บนโลก เป็นต้น ส่วนข้อมูลข่าวนั้นจะไปหามาจากเว็ปไซต์ที่มีการอัพเดทอีกทีซึ่งผมจะนำมาเขียนและเรียบเรียงใหม่ตามสไตล์ผม ไม่มีการคัดลอก-วางแบบก๊อปมาทั้งดุ้น หากข้อมูลตรงไหนไม่ชัดเจนจะพยายามไปหาข้อเท็จจริงมาลงเพื่อข้อมูลจะได้สมบูรณ์ยิ้งขึ้น แล้วก็ใส่คอมเมนต์ส่วตัวของผมที่มีต่อข่าวแต่ละข่าวเมือ่ได้อ่าน เช่น ผลิตภัณฑ์ออกใหม่ นวัตกรรมใหม่ๆ เป็นต้น และสุดท้ายก็ใส่เครดิตและกล่าาวขอบคุณแหล่งข่าวทืี่มาในใจผมอยากจะไปงานทีมีการเปิดตัวแต่ละสถานที่แต่ด้วยระยะทางที่ห่างจากเมืองกรุง แถมทุนทรัพย์กา่รเดินทางก็ไม่ค่อยจะพอแถมผมก็ยังเป้นนักเรียนอยุ่ด้วย เลยจำเป็นต้องอัพเดทข่าวจากเว็ปไซต์ต่างๆแทนร ทั้งเว็ปในและเว็ปนอก บางทีก็อาจจะมีการติดตามการถ่ายทอดต่างๆเช่น งาน Apple Event แล้วถ้าเกิดง่วงหลับไปก่อนก็จะพยายามหาข้อมูลในงานมาเขียนสรุปลงบล็อค ถ้ามีโอกาศได้ดูย้อนหลังเองหรือได้ดูแบบสดๆก็อาจจะเก็บข้อมูลแล้วมาเขียนตามที่ผมใเข้าใจ ( ผมเคยเขียนเรื่องชิป A & M 7 ด้วยตัวเองจากการดูย้อนหลัง ) พี่คิดว่าที่ผมทำนั้นมีเสี่ยงติดคุกหรือมีความผิดไหมครับ เพราะเข้าไปอ่านเรื่อง การละเมิดลิขสิทธิ์ แล้วหวั่นๆยังไงไม่รู้ T_T

    • นายกาฝาก
      กุมภาพันธ์ 12, 2015 ที่ 08:27

      ขออภัยที่ไม่ได้ตอบนานเลย (เกือบสองปี)​คือตอนที่น้องมาคอมเม้นต์ บล็อกนี้เลิกเขียนต่อไปนานแล้วนะครับ ผมไปเปิดบล็อกใหม่ที่ http://www.kafaak.com แล้ว มีอะไรไปถามใน http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ

      แต่ถ้ายังไม่สายไป ขอบอกว่าถ้าน้อง rewrite ซะใหม่ เป็นลักษณะของการสรุปข่าว และหากจะนำรูปมาใช้ ก็ไปขอเจ้าของเว็บ ได้รับอนุญาตมาก่อน ก็วางใจได้ครับ

  1. กันยายน 12, 2011 ที่ 22:07
  2. กันยายน 18, 2011 ที่ 23:49
  3. กันยายน 23, 2011 ที่ 14:38
  4. มิถุนายน 22, 2012 ที่ 22:11
  5. สิงหาคม 31, 2012 ที่ 23:05
  6. ตุลาคม 5, 2012 ที่ 10:57

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: