หน้าแรก > คอมพิวเตอร์, บริหาร, เก็บมาฝาก > Consumerization เทรนด์ที่องค์กรควรจับตามอง

Consumerization เทรนด์ที่องค์กรควรจับตามอง

image

แม้ว่าหลายๆ ท่านอาจจะไม่รู้ตัว แต่กระแสหนึ่งที่กำลังเข้ามาแรงพอสมควรในแวดวงการไอทีสำหรับองค์กรก็คือ Consumerization ครับ ผมไม่รู้จะแปลเป็นภาษาไทยยังไงให้ดูเท่ห์ เลยขอทิ้งทับศัพท์เอาไว้แบบนี้ก็แล้วกันนะครับ แต่นิยามของมันก็คือ การที่เหล่าพนักงานในองค์กร เริ่มนำอุปกรณ์ไอทีของตนเข้ามาใช้ในการทำงานประจำวันของพวกเขามากขึ้น … มองในแง่ดีมันคือโอกาสในการประหยัดเงินให้กับองค์กร เพราะพนักงานเหล่านี้ซื้อเข้ามาใช้ทำงานเอง อีกทั้งเมื่อมีอุปกรณ์พวกนี้ติดตัว พวกเขาก็จะสามารถทำงานแบบระยะไกล (Work Remotely) ได้อีกด้วย … ตรงนี้เคยมีการสำรวจผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทใน Fortune 500 ซึ่งมีพนักงานไม่ต่ำกว่า 5 พันคนมาแล้วพบว่า 56% เชื่อว่าการทำงานระยะไกลนั้น ทำให้พนักงานมีผลิตภาพ (Productivity) สูงมากขึ้นด้วย

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • Adecoo Thailand คือหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของบล็อก นานาสาระกับนายกาฝาก แต่ทุกท่านทราบไหมว่าเขาเป็นใคร … อยากรู้ อ่าน “มารู้จักและหางานกับ Adecco กันเถอะ” สิครับ

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

อ่านโฆษณาจบแล้ว ก็กลับมาเข้าเรื่องเข้าราวของเรากันต่อครับ

ยอดขายระเบิดเถิดเทิงของ Mobile Devices ตัวเร่งปฏิกริยา Consumerization

imageกราฟด้านซ้ายมือ (คลิกเพื่อดูภาพขนาดเต็ม) นี่ผมใช้ไม่รู้กี่หนต่อกี่หนแล้ว เวลาที่ต้องการจะสื่อให้เห็นว่ายอดขายของ Mobile Devices มันเยอะขนาดไหน … ณ ตอนนี้ยอดขายของ Smartphone กับ Tablet รวมกัน มันมากกว่ายอดขายของ PC แล้วครับ

อุปกรณ์พกพาขนาดเล็กเหล่านี้มันบาง เบา พกสะดวกมาก ใช้งานไม่ยาก และที่สำคัญที่สุดคือนอกจากจะใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้แล้ว มันยังช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องทำเป็นประจำอยู่ในออฟฟิศอยู่แล้ว (เช่น การเปิดอ่านเอกสาร, การแก้ไขเอกสารเล็กๆ น้อยๆ, การหาข้อมูลจากเว็บไซต์ ตลอดไปจนถึงการสื่อสารในรูปแบบตั้งๆ เช่น Instant Messaging หรือ อีเมล์ เป็นต้น) ในขณะที่คอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศให้ใช้ถ้าไม่ใช่หมดสิทธิ์ขยับเขยื้อนมัน (เพราะมันเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ) ก็ใหญ่และหนักเกินไปเมื่อเทียบกับอุปกรณ์พกพาอย่าง Smartphone หรือ Tablet (เอ้า! ลองนึกๆ ดูว่าโน้ตบุ๊กที่ออฟฟิศแจกให้ใช้กัน มันใหญ่และหนักขนาดไหน)

imageยุคสมัยนี้ใครๆ ก็พก Smartphone ไม่ก็ Tablet ด้วยกันทั้งนั้น และแนวโน้มก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ iSuppli คาดการณ์ว่า ในปี 2015 นี่ 54.4% ของโทรศัพท์มือถือที่จำหน่ายจะเป็น Smartphone ครับ หรือก็คือมียอดจำหน่ายอยู่ที่ราวๆ 1,030 ล้านเครื่อง … และเมื่อโทรศัพท์มือถือมันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันไปแล้ว มันก็ยากที่องค์กรต่างๆ จะห้ามไม่ให้พวกเขาเอาเข้าไปใช้ในออฟฟิศครับ … ที่สำคัญคือ แม้องค์กรต่างๆ จะพยายามห้ามไม่ให้ทำ ผลสำรวจของ IDC ก็เผยว่าพนักงานส่วนใหญ่คิดไปเองว่านายจ้างของตนนั้นยอมให้ใช้เจ้าอุปกรณ์พวกนี้มากกว่าความเป็นจริง … และจากผลสำรวจพนักงาน 2,820 คนจากองค์กรต่างๆ จำนวน 610 แห่ง ชิ้นนี้ พบว่า พนักงานจำนวนมากถึง 95% นั้นใช้พวก Gadget ที่ตัวเองซื้อมาในการทำงาน

แรงกดดันจากพนักงานที่อยากใช้ Gadget ของตน สู่หน่วยงานไอที

จากผลสำรวจของ IDC (อ่านสรุปได้ที่นี่) พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานจะใช้พวก Gadget ประมาณ 4 ชิ้น และใช้พวก 3rd Party Apps ต่างๆ ในการทำงาน เช่น Social Networking Site อย่าง Twitter/Facebook/LinkedIn, Google Apps, Blog เป็นต้น

imageและอย่างที่ผมได้บอกไปในตอนต้นแล้วว่า ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นอีกว่า พนักงานที่นำเทรนด์ Consumerization เข้ามาใช้เหล่านี้ มีความเชื่อว่าองค์กรของตนยอมให้ใช้มากกว่าที่เป็นอยู่จริงๆ … เช่น

  • 69% บอกว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานได้ ในขณะที่ 44% ขององค์กรที่พวกเขาสังกัดอยู่ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
  • 52% ของพวกเขาบอกว่าสามารถเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในระบบเครือข่ายขององค์กรได้ แต่มีเพียง 37% ขององค์กรเหล่านี้เท่านั้น ที่บอกว่ายอมให้พนักงานทำได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเหล่าพนักงานที่ติดกระแส Consumerization เหล่านี้จึงไม่ค่อยพอใจกับบริการของหน่วยงานไอที ที่ให้บริการพวกเขาในส่วนของ Consumerization เท่าไหร่ … งานนี้หน่วยงานไอที ปวดหัวทั้งขึ้นทั้งล่อง

imageConsumerization มาแล้ว แต่องค์กรทั้งหลายยังไม่พร้อม

สำหรับองค์กรระดับใหญ่ๆ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับไอที หรือ ข้อมูลดิจิตอลที่สำคัญๆ แล้ว จะมีการคุมเข้มเรื่องการให้พนักงานนำพวก Gadget พวกนี้มาใช้ในองค์กรครับ ดังนั้นกระแส Consumerization จึงอาจไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมาย และหากมีการนำอุปกรณ์พวกนี้มาใช้ในการทำงานจริงๆ ก็จะมีการควบคุมเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว … ทว่าองค์กรธุรกิจในระดับเล็กจนถึงระดับกลางนั้นน่าเป็นห่วงครับ เพราะในขณะที่กระแส Consumerization มันมาถึงแล้ว องค์กรเหล่านี้ยังขาดนโยบายและแนวทางในการยอมรับ Consumerization of IT นี้เข้ามาในองค์กรอยู่เลย ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่ช้าก็เร็วปัญหามันย่อมเกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภาพของพนักงานที่ลดลง (เพราะพนักงานเอาเวลาไปเล่น Gadget หมด) หรือ ปัญหาเรื่องข้อมูลความลับในองค์กรรั่วไหล เป็นต้น

องค์กรควรเลือกระดับการควบคุมให้เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุด

Gartner ได้นำเสนอโมเดลการบริหารจัดการเรื่องการนำพวกอุปกรณ์พกพามาใช้ภายในองค์กรเอาไว้  4 รูปแบบ และได้นำเสนอตัวอย่างของเครื่องมือและเทคนิคที่ใช้ในการบริหารจัดการเอาไว้ตามรูปด้านล่างนี้ โดยจำแนกออกตามระดับของการมีส่วนร่วมขององค์กร (Corporate Involvement) และ การแทรกแซงขององค์กร (Intrusiveness)

image

ซึ่งรูปแบบการบริหารจัดการในแต่ระดับนั้นก็เหมาะกับบริบทขององค์กรที่แตกต่างกันออกไป และมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไปเช่นกัน โดย

  • ในระดับที่ควบคุมน้อยที่สุด คือ ระดับ Hands-off นั้น องค์กรจะไม่ใช่เจ้าของอุปกรณ์เหล่านี้ หรือก็คือ ยอมให้พนักงานเอามาใช้เองได้ แต่จะมีการกำหนดนโยบาย และการควบคุมการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ในเครือข่ายเอาไว้ … ในรูปแบบนี้พนักงานจะมีอิสระค่อนข้างมากในการเลือกอุปกรณ์มาใช้งาน โดยองค์กรจะเข้ามาควบคุมแบบอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ในรูปของนโยบายที่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล ทว่าหลายๆ อย่างก็ยังอยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติและเชื่อใจว่าจะไม่ทำ ดังนั้นข้อสำคัญจึงอยู่ที่เรื่องของการบังคับใช้นโยบายครับ หากมีการละเมิดก็ต้องลงโทษกันจริงจัง
  • ระดับต่อมาคือ Innovation-oriented ซึ่งก็จะมีการควบคุมขึ้นมามากขึ้นจากระดับ Hands-off อีกหน่อย อิสระของการเลือกใช้อุปกรณ์ก็ยังตกเป็นของพนักงานอยู่ดี แต่ว่าตรงจุดนี้จะมีการเพิ่มการควบคุมเข้ามา เช่น โน้ตบุ๊กก็อาจต้องถูกกำหนดให้ใช้ Virtual Desktop (คือ ใช้โน้ตบุ๊กเป็นเหมือน Terminal ที่เชื่อมต่อไปยังระบบงานอีกที) เป็นต้น
  • ระดับที่ควบคุมมากขึ้นไปอีกนิดคือ Choice-oriented ตรงนี้เพิ่มการควบคุมในส่วนของตัวเลือกอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ทำงานได้ครับ องค์กรอาจกำหนดเป็นการเจาะจงไปเลยว่าอุปกรณ์ชนิดใดบ้างที่สามารถนำมาใช้ในงานได้ เช่น ถ้าเป็น Smartphone จะต้องเป็น iPhone หรือไม่ก็ Android Smartphone ยี่ห้อนี้รุ่นนี้ เป็นต้น องค์กรจะมีการนำ Multiplatform MDM (Mobile Device Management) เข้ามาใช้บ้าง … ในระดับนี้ เพื่อให้พนักงานยอมรับการถูกควบคุม องค์กรส่วนใหญ่จึงมักเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ให้พนักงานซะมากครับ
  • ระดับที่ควบคุมมากแบบสุดๆ คือ Control-oriented ครับ ในจุดนี้องค์กรจะควบคุมทุกอย่างเลย ทั้งอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ แม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์ระดับ Consumer แต่ก็จะกำหนดยี่ห้อและรุ่นชัดเจนมาก และมักไม่มีจำนวนรุ่นเยอะ เพื่อให้การควบคุมทำได้สะดวก และการควบคุมมักจะเลยไปถึงเรื่องของ App ต่างๆ ที่ติดตั้งภายในอุปกรณ์ด้วย ตรงนี้องค์กรจะมีการนำ MDM มาใช้อย่างหนักเลยทีเดียว

องค์กรต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กร (คำว่าบริบทนั้นหมายถึงปัจจัยในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมด้านงบประมาณ, วัฒนธรรมองค์กร, ความพร้อมด้านบุคลากร เป็นต้น) และขอให้ตระหนักเอาไว้ว่า รูปแบบการบริหารที่ Gartner นำเสนอมานั้นเป็นเพียงแนวทาง (Guidline) สำหรับการนำไปปฏิบัติเท่านั้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง “กระบี่อยู่ที่ใจ พลิกแพลงอยู่ที่คน” ครับ ต้องรู้จักปรับใช้ให้เหมาะสม องค์กรของท่านอาจมีโมเดลที่แตกต่างกันออกไปก็ได้

หรือว่าจะหมดยุคของ Top-down และ ได้เวลาของ Bottom-up แล้ว?

เมื่อก่อนนั้นนโยบายไอทีจะมีลักษณะแบบ Top-down คือ เบื้องบนจะเป็นผู้กำหนดว่ากันว่าจะทำอะไร อย่างไร จะเลือกใช้อุปกรณ์อะไร พนักงานขององค์กรที่แม้จะอยู่ในฐานะผู้ใช้งานจะไม่มีสิทธิ์ได้เลือกใช้ แต่เมื่อกระแสของ Consumerization มาแล้ว เขาก็เลยว่ากันว่ามันถึงยุคของ Bottom-up กันแล้ว คือ พนักงานซึ่งเป็นผู้ใช้งานจะมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกอุปกรณ์ที่ตนเองจะใช้ทำงานมากขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมอยากให้องค์กรพบกันแบบครึ่งทางมากกว่า เพราะอย่างไรเสีย การผันตัวองค์กรเข้าสู่กระแส Consumerization นั้น ผู้บริหารก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงผลดีผลเสีย และอย่างที่ผมกล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้านี้ ว่าต้องเลือกรูปแบบการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับองค์กรของตน … แต่หลักๆ แล้วก็คือ องค์กรควรให้พนักงานที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว เข้ามามีส่วนร่วมในการออกความเห็นด้วย โดยอาจคัดเลือกตัวแทนเข้ามามีส่วนในการพิจารณาครับ


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

  1. ตุลาคม 13, 2011 ที่ 11:42

    เป็นบทควมที่น่าสนใจครับ ที่บริษัท พนักงานก็ใช้ Facebook, MSN เหมือนกัน

  2. น้องเมย์
    ตุลาคม 13, 2011 ที่ 14:31

    Samsung Galaxy Tab 10.1 ไม่ทำตอนต่อแล้วเหรอคะ? T_T

    • นายกาฝาก
      ตุลาคม 13, 2011 ที่ 14:32

      พักบ้างอะไรบ้าง เดี๋ยวค่อยเขียนตอนต่อครับ

  1. พฤศจิกายน 24, 2011 ที่ 11:00

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: