หน้าแรก > คอมพิวเตอร์, บริหาร, เก็บมาฝาก > เก็บตก Web 2.0 Summit ดู Internet Trends 2011 ตอนที่ 3

เก็บตก Web 2.0 Summit ดู Internet Trends 2011 ตอนที่ 3

image

ถึงยุคที่คนเราขาด Internet และ โทรศัพท์มือถือไม่ได้ซะแล้ว

ขอจงใจเปิดฉากตอนที่ 3 ของซีรี่ส์ Internet Trends 2011 นี้ด้วยสไลด์ชิ้นนี้ของ Mary Meeker ครับ … เธอเปรียบเทียบสิ่งที่เรียกว่า “Hierarchy of Needs” Model หรือ โมเดลความต้องการลำดับชั้น ซึ่ง Abraham Maslow ได้เคยเสนอไว้ในปี พ.ศ. 2486 กับโมเดลความต้องการลำดับชั้นในยุคศตวรรษที่ 21 ไว้ได้แบบเห็นภาพชัดมากเลยทีเดียวว่า สิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือมันสำคัญมากขนาดไหน

โมเดลเชิงเหน็บของ Mary Meeker นี่แสดงให้เห็นชัดเลยว่า ในสมองของคนบางคน (ซึ่งจริงๆ มันก็หลายคน) ในปัจจุบัน ว่าเดี๋ยวนี้คิดกันแค่นี้เองแล้ว คือ เมื่อมีอาหารและน้ำดื่มแล้ว คนเราก็ต้องการที่พักอาศัย จากนั้นสิ่งที่ต้องการเป็นลำดับต่อไปก็คือ อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ (ฮา) … จริงๆ แล้วอาจยิ่งกว่านั้นอีกก็ได้นะครับ เพราะมีการออกแบบสำรวจโดยพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ลอนดอนพบว่าจากกลุ่มตัวอย่าง 3 พันคน พวกเขาคิดว่าอินเทอร์เน็ตนี่สำคัญเป็นลำดับ 2 เลยทีเดียว (น้ำดื่มสะอาดเป็นลำดับ 3 และ Facebook อยู่ลำดับ 5!!) … หากเจ้าของธุรกิจท่านใดยังมีแนวคิดว่า ขาดอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือก็ไม่เห็นตาย แสดงว่าท่านไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคสมัยนี้แล้ว

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • กิจกรรมอเด็คโก้ แชร์สุข ลุ้นสนุก..กิน เที่ยว ช้อป…ลุ้นรางวัล Red Sky, Haven Resort, Central Voucher รวม20000฿ คลิก http://t.co/rwhCRKd

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

อ่านโฆษณาจบแล้ว ก็กลับมาเข้าเรื่องเข้าราวของเรากันต่อครับ

image

พัฒนาการของส่วนติดต่อผู้ใช้งาน (User Interface) ในยุคปัจจุบัน

มีคำพูดว่าในยุคแรกๆ นั้นเราใช้คอมพิวเตอร์ตามชื่อของผม คือ Use computer for computation หรือ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณ แต่ในปัจจุบันนี้ คอมพิวเตอร์ถูกนำไปใช้มากกว่าเป็นแค่เครื่องคำนวณแล้ว มันถูกนำมาใช้เพื่อให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้น หรือ User computer for a better life นั่นเอง ดูได้จากพัฒนาการของ User Interface หรือ UI ได้เลยครับ

ในยุค 1990s นั้น UI มีลักษณะเป็นข้อความล้วนๆ หรือ Text User Interface (TUI) เพราะเราไม่ได้ต้องการใช้งานอะไรมากไปกว่าคำนวณๆๆๆ ครับ แต่เมื่อเราใช้งานคอมพิวเตอร์ในงานที่หลากหลายมากขึ้น ผู้ใช้งานมีความหลากหลายมากขึ้น UI ก็ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ กลายมาเป็น Graphic User Interface (GUI) ในช่วงปี 1990s การแสดงผลต่างๆ ออกมาในรูปของกราฟิกสวยงาม ดูใช้งานง่ายขึ้น แต่ ณ ปัจจุบัน เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ได้วิวัฒนาการมาอยู่ในรูปของ Smartphone และ Tablet แล้ว เราได้ UI แบบใหม่ๆ ขึ้นมา นั่นคือ Touch/Sound/Move (หรือ Gesture) Interface ครับ เราไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ในการป้อนข้อมูลให้ เราสามารถใช้นิ้วสัมผัสไปบนหน้าจอได้โดยตรง เราสามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ผ่านเทคโนโลยี Voice Recognition (หรือล่าสุด Siri ซึ่งเป็นฟีเจอร์ของ iPhone 4s และ iOS5) นอกจากนี้เรายังสามารถสั่งงานได้ผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น Kinect ยังไงล่ะ

imageการพัฒนาในส่วนของ UI นี้เอง ที่ทำให้นักพัฒนาได้บริหารจินตนาการของตนมากขึ้นในการออกแบบแอปพลิเคชั่นของตนเอง

เทคโนโลยีเหล่านี้สมัยก่อนมีราคาแพงมาก แต่เดี๋ยวนี้มันถูกลงไปอย่างมากแล้ว ถ้าจำไม่ผิด ราคาของ Kinect สำหรับ Xbox นั้นราคาราวๆ 5 พันบาทเท่านั้นเอง และการประยุกต์ใช้งานของมันก็ไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิงอย่างการเล่นเกมเท่านั้น ดูตัวอย่างได้จากการที่ Microsoft มองอนาคตของการประยุกต์ใช้งานในด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาลเป็นต้น

 

image

ทราบไหมครับว่าคีย์บอร์ดแบบที่เรียกว่า QWERTY (ออกเสียงว่า คีเวอร์ตี้) นั้นมีประวัติความเป็นมาร้อยกว่าปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาออกแบบเครื่องพิมพ์ดีดเมื่อปี ค.ศ. 1878 และปัจจุบันก็ยังเป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาไปมากเท่าไหร่

แต่ด้วยเทคโนโลยี Voice Recognition กอปรกับเทคโนโลยีในการประมวลผลที่รวดเร็วขึ้นในทุกวันนี้ อาจนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีในการป้อนข้อมูลใหม่ ซึ่ง Alexander Ljung, CEO ของ SoundCloud ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในการแชร์ข้อมูลเสียงแบบออนไลน์กล่าวว่า

“Sound is going to be bigger than video… ‘Record’ is the new QWERTY”  หรือ “เสียงจะเป็นอะไรที่เติบใหญ่ขึ้นกว่าวิดีโอ… การบันทึกเสียงจะกลายเป็น QWERTY ในยุคใหม่นี้”

image

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ยังไปได้สวย ด้วยเทคโนโลยีเกื้อหนุน

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ eCommerce นั้นในยุคแรกๆ ที่อินเทอร์เน็ตเคยเฟื่องฟูมากๆ นั้นเติบโตอย่างมาก แต่ก็ถดถอยลงมาเรื่อยๆ จนติดลบไป แต่บัดนี้มันกลับมาแล้วครับ จากข้อมูล 3 ปีหลังที่ผ่านมา eCommerce นั้นมีอัตราเติบโตแบบปีต่อปีติดบวกมาตลอด และยังมีแนวโน้มที่บวกเรื่อยๆ อยู่ แม้จะไม่อลังการงานสร้างระดับเมื่อเกือบสิบปีก่อนก็ตาม ปัจจัยที่เกื้อหนุนก็น่าจะมาจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงทุกกลุ่มคนมากขึ้น มีอุปกรณ์พกพา (Mobile Device) ที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก

imageและที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยี Mobile Payment หรือการจ่ายเงินผ่านอุปกรณ์พกพา ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต, NFC (Near Field Communication) หรือบริการ Payment Gateway อย่าง PayPal หรือ Google Wallet นั่นเอง เมื่อซื้อง่าย จ่ายสะดวก ใครๆ เขาก็เปลี่ยนใจมาซื้อแบบออนไลน์กันมากขึ้น … อย่างไรก็ดี ราคาก็ยังเป็นเหตุผลหลักของการเปลี่ยนใจที่จะซื้อครับ ดังจะเห็นได้ว่า 2 เหตุผลหลักที่ผู้ใช้งาน Smartphone ชาวอเมริกันเปลี่ยนใจไปจากการซื้อของในร้านก็คือ ไปเจอร้านอื่นที่ให้ราคาดีกว่า และ ไปเจอร้านค้าในโลกออนไลน์ที่ให้ราคาดีกว่านั่นเอง

มากกว่าการเป็นแค่ Mobile Commerce ด้วย Loyal Commerce

image

ศัพท์ใหม่กันอีกแล้วครับ สำหรับตระกูล Commerce ทั้งหลาย นับตั้งแต่การมาของหน้าร้านในโลกออนไลน์ที่เรียกว่า eCommerce เรื่อยมาจนถึงหน้าร้านบน Facebook เรียก F-Commerce และพอปรับหน้าร้านโลกออนไลน์ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์พกพาก็เรียก Mobile Commerce หรือ mCommerce และตอนนี้มีการพูดถึง Loyal Commerce แล้ว จะเรียกว่า L-Commerce ดีไหมเนี่ย?

ลักษณะของ Loyal Commerce ก็คือ การประยุกต์ใช้ประโยชน์จาก 4 องค์ประกอบเพื่อสร้างทั้ง Brand Awareness และ Brand Loyalty ครับ ได้แก่

  • การสร้างอุปสงค์ (Demand Generation) ผ่านทางแนวคิด Group Buying เช่น ผ่านบริการของ Groupon หรือ Google Offers เป็นต้น
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการ เช่น บริการ OpenTable ที่ให้จองร้านอาหารกันได้ออนไลน์ หรือ Square ผู้ให้บริการ Payment Gateway เป็นต้น
  • การรีวิวและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ และ พวก Platform ที่เป็นแหล่งชุมนุมสุมหัวของผู้อยากซื้ออยากขาย (ขอเรียกว่า Social Networking Site ของ eCommerce) เช่น Zaarly หรือ Yelp เป็นต้น
  • บริการ Location-based Service ที่ให้เช็คอิน เช่น foursquare, Gowalla, Facebook Places หรือ Shopkick เป็นต้น

หากประยุกต์ใช้องค์ประกอบทั้ง 4 นี้ให้เหมาะสมแล้ว นอกจากแบรนด์จะสามารถสร้างยอดขายได้มากแล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความภักดีต่อแบรนด์ได้อีกด้วย (เดี๋ยวไว้ต้องเขียนถึงเรื่องนี้เป็นตอนพิเศษถ้าจะดีนะ)

และทั้งหมดนี้ก็คือที่ผมอยากเขียนถึงครับ แต่จริงๆ แล้วในสไลด์ Internet Trends 2011 ของ Mary Meeker ยังมีมากกว่านี้อีกนะครับ แต่ผมอยากให้ลองไปหาดูเพิ่มเติมกันเอาเองดีกว่าครับ คลิกเอาได้จากลิงก์เลย


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

  1. พฤศจิกายน 18, 2011 ที่ 02:32

    ได้ความรู้มากๆเลยครับ

  1. พฤศจิกายน 25, 2011 ที่ 11:00

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: