หน้าแรก > จิตวิทยา, บ่นไปเรื่อย, Social Networking > วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 15 … Reality Distortion Field

วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 15 … Reality Distortion Field

image

จริงๆ เรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ Social Networking หรอกครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังจะเขียนต่อไปนี้ มันน่าจะจัดเข้าในหมวดหมู่นี้ได้ และผมมีแผนจะเขียนตอนที่ 16 ขึ้นมา ซึ่งเนื้อหาในตอนที่ 15 นี้จะเป็นการเกริ่นนำที่ดีทีเดียว ดังนั้น ก็ นะ อ่านๆ ไปเถิด ฮาฮา …เรื่องของเรื่องคือ ผมกำลังอยู่ในระหว่างการอ่านหนังสือชีวประวัติของ Steve Jobs อดีต CEO ของ Apple, Inc. เขียนโดย Walter Isaacson อยู่ มันมีแง่มุมต่างๆ ที่น่าสนใจเยอะแยะครับ อยากให้ได้หามาอ่านกัน ใครชอบอ่านแบบ Original ก็ซื้อฉบับพิมพ์ในอังกฤษหรืออเมริกาก็ได้ หาซื้อได้ที่คิโนะคุนิยะ หรือ Asia Books ส่วนใครที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ รอเล่มแปลจากเครือเนชั่นได้ครับ เห็นว่าใกล้จะเสร็จแล้ว

Steve Jobs เป็นคนที่มีเสน่ห์แบบแปลกๆ แบบที่คนที่ทำงานร่วมกับเขาที่ Apple เรียกว่า Reality Distortion Field หรือ แปลเป็นไทยคงได้ใจความว่า “สนามพลังบิดเบือนความเป็นจริง” มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากครับ ถ้าให้อ้างอิงจากคำพูดของผู้ที่ทำงานร่วมกับ Steve Jobs จากหนังสือ มันเหมือนจะเป็นความสามารถในการปฏิเสธความเป็นจริงของ Steve Jobs แล้วเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาเชื่อ และสามารถทำให้สิ่งที่เชื่อนั้นกลายเป็นจริงได้ และปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ก็ส่งผลถึงตัวผู้ที่ทำงานอยู่รอบๆ ตัวเขาด้วยเช่นกัน เช่น ตอนที่เขารับงานจาก Atari มา โดยให้ทำเกมด้วยจำนวนชิปที่น้อยกว่า 50 ตัว ซึ่งด้วย Reality Distortion Field (ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีใครตั้งชื่อนี้ให้) ของ Steve Jobs ทำให้เขากล่อมจน Stephen Wozniak (Co-founder ของ Apple) ทำเกมขึ้นมาโดยใช้ชิปแค่ 45 ตัว และเสร็จใน 4 วัน (งานเดียวกันนี้ ปกติต้องใช้เป็นเดือน)

ในทางจิตวิทยา มันมีคำอธิบายสำหรับ Reality Distortion Field ที่น่าสนใจ ภายใต้ชื่อของทฤษฎีที่เรียกว่า Self-fulfilling Prophecy หรือแปลเป็นไทยแบบตรงๆ ตัวก็คือ คำพยากรณ์ที่เป็นจริงได้ด้วยตัวเอง มันจะเป็นยังไงนั้น เดี๋ยวผมพาไปรู้จักครับ

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • กิจกรรมอเด็คโก้ แชร์สุข ลุ้นสนุก..กิน เที่ยว ช้อป…ลุ้นรางวัล Red Sky, Haven Resort, Central Voucher รวม20000฿ คลิก http://t.co/rwhCRKd

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

อ่านโฆษณาจบแล้ว ก็กลับมาเข้าเรื่องเข้าราวของเรากันต่อครับ

imageปรากฏการณ์พิกเมเลี่ยน (The Pygmalian Effect)

ในเทพปกรณัมกรีกนั้น พิกเมเลี่ยน เป็นช่างปั้นอยู่บนเกาะไซปรัส เขาไม่ชอบผู้หญิง แต่กลับไปหลงรักรูปปั้นที่เขาปั้นขึ้นมา ซึ่งว่ากันว่าเหมือนจริงและสวยมากๆ รักกันขนาดตั้งชื่อให้ว่า กาลาเธีย และหาเสื้อผ้า เครื่องประดับ มาสวมใส่ให้ เวลาจะนอนก็พาไปนอนด้วยกัน และเมื่อถึงเทศกาลเฉลิมฉลองเทพีอโพรไดท์ เขาก็ไปขอพรให้เขาได้คู่ครองที่เหมือนกับ กาลาเธีย แต่ว่าเทพีอโพรไดท์นั้นเมพมาก เพราะรู้ว่าคนที่นายพิกเมเลี่ยนเนี่ยรักจริงๆ คือรูปปั้นของเขาตะหาก ก็เลยบันดาลพรให้ เมื่อพิกเมเลี่ยนกลับมาบ้านแล้วจุมพิตรูปปั้นของเขา รูปปั้นก็กลายเป็นคนจริงๆ ขึ้นมา และพวกเขาก็แต่งงานครองรักกันไป … เนื้อเรื่องก็ประมาณนี้ล่ะครับ

ชื่อของพิกเมเลี่ยน เลยถูกนำไปใช้เป็นชื่อปรากฏการณ์ที่ Robert Rosenthal และ Lenore Jacobson (1979) ค้นพบจากการทดลองของพวกเขา ซึ่งพวกเขาสุ่มเลือกเด็กขึ้นมากลุ่มหนึ่ง แล้วไปบอกครูของเด็กพวกนี้ว่า เด็กเหล่านี้มี IQ สูงกว่าคนอื่น ส่งผลให้คุณครูของพวกเขาปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเด็กเก่งโดยไม่รู้ตัว และเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง พอมาดูผลคะแนนสอบเปรียบเทียบ ก็พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีผลคะแนนสอบดีขึ้นกว่าเดิมจริงๆ กลายเป็นเด็กเก่งไปจริงๆ … นั่นเป็นเพราะเมื่อพวกครูเขาเชื่อว่าเด็กเหล่านี้เป็นคนเก่ง จึงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างคนเก่ง และสุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็กลายเป็นคนเก่งจริงๆ เหมือนกับที่พิกเมเลี่ยนเชื่อว่ารูปปั้นของเขาเหมือนคนจริงๆ และปฏิบัติต่อรูปปั้นเหมือนกับเป็นคนจริงๆ จนในที่สุดก็เทพีอโพไดรท์ก็บันดาลให้กลายเป็นคนไปจริงๆ นั่นเอง

Labeling Theory อีกด้านหนึ่งของ Pygmalian Effect

ในขณะที่หลายๆ คนเชื่อว่า ตัวเราเองนั่นแหละรู้ตัวของเราดีที่สุดแล้ว แต่ถ้าเรามองตัวเราเองดีๆ แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า บ่อยครั้งที่เราก็ไม่ได้รู้ตัวเองดีเท่าที่เราคิดว่าเรารู้ และความไม่แน่ใจในตัวเองนี้มันแอบฝังลึกๆ อยู่ในตัวเอง ดังนั้นเวลาเราจะประเมินว่าตัวเราเองเป็นคนยังไงนั้น เราจึงมักอาศัยข้อมูลทั้งจากความเข้าใจในตัวเองของเรากับสิ่งที่คนอื่นมองตัวเรา มาประกอบกัน

imageนักจิตวิทยาได้ทำการทดลองมานักต่อนัก ที่ชี้ให้เห็นแล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่คนเราไม่แน่ใจในอะไรบางอย่าง เราจะหันไปดูว่าคนหมู่มากคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ หรือพูดง่ายๆ คือ ย้อนกลับไปมองบรรทัดฐานทางสังคมนั่นเอง … ดังนั้นเมื่อไม่แน่ใจว่าตัวเราเป็นคนอย่างไร บางทีเราก็แอบสังเกตดูว่าคนอื่นๆ มองว่าเราเป็นคนอย่างไร แล้วเราก็จะเกิดการรับรู้ตนเองว่าเราเป็นคนเช่นนั้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Labeling Theory ครับ หมายถึง กรณีที่การรับรู้อัตลักษณ์แห่งตน (Self-identity Perception) นั้นได้รับอิทธิพลมาจากบุคคลภายนอก … อืมมมม ภาษาไทยชาวบ้านคงเรียกว่า ตราหน้า น่ะครับ

imageทั้ง Labeling Theory และ Pygmalian Effect จะให้เกิดสัมฤทธิ์ผลนั้น มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างเป็นองค์ประกอบครับ คือ

  • เราจะต้องเชื่อว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ อย่างจริงใจ และปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นที่เราเชื่ออย่างสนิทใจจริงๆ
  • ตัวเราเองก็ต้องมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมต่อคนคนนั้นด้วย เพราะ Labeling Theory และ Pygmalian Effect คือการใช้อิทธิพลของคนภายนอกไปเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของอีกฝ่าย
  • ยิ่งจำนวนคนเข้ามามีอิทธิพลเยอะมากเท่าไหร่ โอกาสที่ทัศนคติและพฤติกรรมจะถูกเปลี่ยนเพราะ Labeling Theory และ Pygmalian Effect จะยิ่งสูงมาก

Reality Distortion Field ของ Steve Jobs คือ การทำให้คนก้าวข้ามขีดจำกัดทางความเชื่อของตนเอง

บ่อยครั้งที่คนเราไม่สามารถแสดงศักยภาพของตนเองออกมาได้เต็มที่ เพราะบางคนเข้าใจขีดจำกัดของตนเองพลาดไป คือ คิดว่าทำได้แค่ 75 ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วทำได้ 100 เป็นต้น นั่นส่งผลให้พวกเขาลงแรงเพียงแค่ 75 ตามความเชื่อในขีดจำกัดของตน (เพราะลงไป 100 ก็จะเสียเปล่า เนื่องจากว่าเขาใจว่าทำได้แค่ 75)

image

เหตุที่ Reality Distortion Field ของ Steve Jobs มักจะได้ผล มันล้ำลึกครับ มันเริ่มต้นจากการที่ Steve Jobs คัดเลือกบุคคลที่เขาจะเข้าไปใช้ Reality Distortion Field ก่อน มีคนพูดถึงการมองโลกของ Steve Jobs ไว้ว่าเป็นการมองแบบสองขั้ว คือ คนเรามีแค่พวกที่เป็น “Enlightened” กับ “Asshole” … Steve Jobs มองหาพวก Enlightened ครับ

Steve Jobs เป็นคนเก่ง ที่สามารถเล็งเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ของคนอื่นได้ และเพราะว่าคนเหล่านั้นมีขีดจำกัดที่พวกเขาสร้างขึ้นมาในใจ คอยขัดขวางการปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาออกมา ดังนั้น เขาจึงใช้ Reality Distortion Field เข้ามาช่วย … จริงๆ แล้วก็คือ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของเป้าหมาย ด้วยการใส่ความเชื่อใหม่ๆ เข้าไป ผ่านการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นที่ตัว Steve Jobs มีนั่นเอง และเมื่อ Steve Jobs ได้แสดงออกว่าเขาเชื่อในสิ่งนั้น และมีการปฏิบัติต่อเป้าหมายของเขาอย่างที่เขาเชื่อเช่นนั้นจริงๆ สุดท้ายแล้วความเชื่อนี้เองก็จะเข้าไปอยู่ในตัวเป้าหมาย และเป้าหมายก็จะเชื่อว่าพวกเขาจะทำได้เช่นนั้นจริงๆ และเป็นไปตามแนวคิด Self-fulfilling Prophecy นั่นเอง

แต่คนเราชอบเอา Self-fulfilling Prophecy มาใช้ผิดวิธี … เราต้องรู้จักใช้ให้ถูกวิธี

คนที่ไม่รู้ถึงหลักการนี้ ก็มักจะใช้ Self-fulfilling Prophecy แบบผิดๆ ครับ คือ ชอบไป “ตราหน้า” ว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างโน้น ด้วยมุมมองในด้านลบ ด้วยอารมณ์เกลียดชัง ซึ่งเมื่อมีทัศนคติเช่นนั้นแล้ว มันก็นำไปสู่พฤติกรรมที่เราปฏิบัติต่อคนพวกนั้นอย่างนั้นจริงๆ เช่น มองว่าเป็นเด็กมีปัญหา เป็นเด็กเกเร จะต้องขี้คุกขี้ตาราง แล้วก็ไปปฏิบัติกับเขาแบบนั้นจริงๆ ไม่เข้าใกล้ (ทั้งๆ ที่ควรจะเข้าไปให้ความรู้ ความเข้าใจ) สุดท้าย Self-fulfilling Prophecy ก็จะทำให้กลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วก็มักจะรู้สึกภาคภูมิใจว่า “เห็นไหม มันเป็นอย่างที่ชั้นว่าจริงๆ!!” ทั้งๆ ที่บ่อยครั้ง ต้นเหตุของการที่คนอื่นเขาเป็นเช่นนั้น มันเกิดจากตัวของเราแท้ๆ

image

พึงระลึกเอาไว้เสมอ ถึงขั้นตอนของการเกิดปรากฏการณ์ Self-fulfilling Prophecy ตามแผนผังด้านซ้ายมือครับ มันดูเหมือนเป็นวัฏจักร แต่เราสามารถกำหนดมันได้ เพียงแค่

  • เริ่มต้นจากความเชื่อของเรา (Our beliefs) ที่ดีต่อผู้อื่น
  • ความเชื่อที่ดีต่อผู้อื่น จะมีอิทธิพล (Influence) ให้เรามีพฤติกรรม (Our actions) ต่อผู้อื่นในแง่ดีด้วย
  • พฤติกรรมที่ดีของเรา ก็จะไปมีผลกระทบ (Impact) ต่อความเชื่อของผู้อื่น (Others beliefs) ว่าตัวเรานั้นมองเขาเป็นอย่างไร และจะเริ่มมีความเชื่อโอนเอนไปตามนั้น
  • ความเชื่อของพวกเขา ก็จะเป็นเหตุ (Cause) แห่งพฤติกรรมของพวกเขา (Others actions) อีกทอดหนึ่ง
  • และพฤติกรรมของพวกเขา ก็จะเป็นผลลัพธ์ที่จะมาเสริมแรง (Reinforce) ความเชื่อของตัวเราที่มีต่อพวกเขาอีกทีหนึ่งนั่นเอง

และนั่นคือเรื่องราวของ Reality Distortion Field ของ Steve Jobs ที่ผมนำมาขยายความต่อครับ … จะเห็นว่ามันเป็นอะไรที่ดาบสองคมเอามากๆ คือ สามารถใช้ไปในทางสร้างสรรค์ได้ และใช้ไปในทางทำลายก็ได้เช่นเดียวกัน เรามีดาบสองคมนี้อยู่ในมือแล้ว ก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้ด้านไหนกันแน่ละครับ

ในตอนที่ 16 ผมจะพูดถึง Reality Distortion Field อีกแบบ ทว่าแบบนี้เป็นแบบที่ควรพยายามหลีกเลี่ยงครับ และเป็นแบบที่เราเจอได้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันและในโลก Social Networking ด้วย อย่าลืมติดตามครับ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • Feldman, Robert S.; Prohaska, Thomas (1979). “The student as Pygmalion: Effect of student expectation on the teacher”. Journal of Educational Psychology 71 (4): 485–493 (ใครสนใจอ่านงานวิจัยชิ้นนี้ รบกวนติดต่อผมได้ครับทางทวิตเตอร์ @kafaak ครับ)
  • อยากให้อ่านเรื่อง Stereotype ด้วย เพราะบ่อยครั้ง เราเชื่อว่าคนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วไปประพฤติต่อเขาแบบนั้นแบบนี้ จนเกิดเป็น Self-fulfilling Prophecy จริงๆ ก็เพราะเจ้า Stereotype นี่แหละครับ

หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

  1. พฤศจิกายน 3, 2011 ที่ 18:03

    เหมือนคำเหล่านี้
    “ลูกศิทย์คือภาพสะท้อนของอาจารย์”
    “ดูวัวให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่”
    “ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเงา”

  2. priyarat
    พฤศจิกายน 17, 2012 ที่ 07:53

    เขียนเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่ายได้เก่งมาก อยากตามอ่านอีกค่ะ

    • นายกาฝาก
      พฤศจิกายน 24, 2012 ที่ 08:32

      ขอบคุณครับ … แต่ตอนนี้ย้ายไปเขียนที่ http://www.kafaak.com แล้วนะครับ

  1. พฤศจิกายน 5, 2011 ที่ 20:06

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: