หน้าแรก > จิตวิทยา, บ่นไปเรื่อย, Social Networking > วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 16

วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 16

imageผมได้เกริ่นนำไปใน ตอนที่ 15 แล้วว่าผมจะมาพูดถึง Reality Distortion Field อีกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ในโลก Social Media ในปัจจุบันมากมายด้วยครับ และนี่คือที่มาของตอนที่ 16 ที่ผมจะให้ชื่อว่า “Defense Mechanism” หรือ แปลเป็นไทยเขาเรียกว่า “กลวิธานในการป้องกันตัว” (มันชื่อภาษาไทยทางจิตวิทยาอย่างนี้จริงๆ นะครับท่านผู้อ่าน)

บ่อยครั้งที่เราจะเจอคนบางคนทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง และ โลก Social Networking ที่เราอาจจะเรียกว่าเป็นพวกไม่ยอมรับความจริง คือ เชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากเชื่อ มากจนถึงขั้นที่อาจเรียกว่า งมงาย และ ไม่ว่าใครจะนำเสนอข้อมูลใดด้านอื่นใด ยังไง ก็จะยึดมั่นถือมั่น เชื่อในสิ่งที่ตนเอาอยากเชื่ออยู่อย่างนั้นเรื่อยไป … ท่านผู้อ่านเคยเจอ หรือ รู้จักคนแบบนี้ไหมครับ? พวกเขาดูจะมีความสามารถในการปฏิเสธข้อมูลอื่นๆ และสามารถหยิบยกเหตุผลแบบแม่น้ำทั้งล้านมาสนับสนุนความเชื่อของตัวเองได้ แม้หลายๆ ครั้งที่เราจะรู้สึกว่ามันเริ่มออกแนว “แถ” หรือที่สมัยนี้บางคนเรียก “ดริฟท์” ก็ตาม นั่นคือ กลวิธานในการป้องกันตัวของพวกเขาแหละครับ แต่ว่าแทนที่เราจะรู้จักเฉพาะเรื่องพวกนี้ ผมก็ว่าเราควรจะมารู้จักแบบละเอียดกันเลยดีกว่า

image[52]

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • อเด็คโก้ร่วมกู้วิกฤติแรงงาน ระดมงานสายอุตสาหกรรมเพื่อผู้ว่างงานกว่า 200 ตำแหน่ง รายละเอียดอ่านที่ http://www.adecco.co.th/jobs/Flooding-Crisis-Jobs.aspx เลยครับ

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

อะไรคือกลวิธานในการป้องกันตัว (Defense Mechanism)?

imageแนวคิดจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ (Freudian Psychoanalytic) พูดถึงเรื่องกลวิธานในการป้องกันตัวเอาไว้แบบนี้ครับ (อ้างอิง Encyclopedia Britannica)

กลวิธานการป้องกันตัว คือ กลุ่มของกระบวนการทางจิตใจที่ช่วยให้จิตใจของเราสามารถไปสู่ทางออกอย่างประนีประนอมของความขัดแย้งใดๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ กระบวนการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นโดยที่ตัวบุคคลไม่รู้สึกตัว และทางออกที่ได้มักเป็นการเก็บกดแรงขับเคลื่อนภายใน หรือความรู้สึกใดๆ ที่จะไปคุกคามความเชื่อมั่นในตนเอง หรือไปกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล

นิยามดังกล่าว ถูกใช้ครั้งแรกโดย Sigmund Freud ในเอกสาร The Neuro-Psychoses of Defence ปี ค.ศ. 1894

คนเราทุกคน ไม่มากก็น้อย ต่างก็มีความเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้มีอะไรมาสั่นคลอน บ้างเกิดจากความเชื่อด้วยตัวเอง บ้างเกิดจากสิ่งที่ถูกคนอื่นปลูกฝังหรือโน้มน้าวให้เชื่อ ซึ่งหากหมดความเชื่อพวกนี้ไปแล้ว จะเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างไม่มีหลักแหล่งให้ยึดถือ หรือบางคน (และมักจะเป็นส่วนใหญ่) อาจรู้สึกเหมือนเสียหน้า หรือถูกมองว่าโง่ ดังนั้นเพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกดึงกล่าว พวกเขาก็มักใช้กลวิธานในการป้องกันโดยไม่รู้ตัว

เราเคยพบพานกับกลวิธานการป้องกันตัวแบบนี้บ้างไหม?

imageในภาพยนตร์เราอาจจะได้เห็นอยู่บ่อยๆ ที่ตัวละครไปประสบกับเหตุการณ์ที่รับไม่ได้ แล้วช็อคหมดสติไปแล้วพอฟื้นขึ้นมาก็จำเหตุการณ์นั้นไม่ได้เลย เหมือนการ์ตูนเรื่อง City Hunter ตอนที่ 76 ที่ตากล้องสาวนาม “โยโกะ” ไปรับรู้ความจริงว่า City Hunter ที่ตนหลงไหล เป็นชายบ้ากาม เอะอะก็ “ขอ 1 แอ้ม” อย่างนาย ซาเอบะ เรียว ถึงกับช็อคสลบไป แล้วฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ นอกจากแค่ว่า City Hunter ช่วยเธอไว้ แล้วเธอก็หมดสติไป

จะว่าไปแล้วนายเรียวของเราก็เก่งเนอะ สามารถอธิบายได้เป็นฉากๆ ทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น … อันนี้ทางจิตวิทยาเขาเรียกว่า Repression ครับ เป็นกระบวนการที่จิตใต้สำนึกของเราไปปิดกั้นความคิดหรือความรู้สึกของเราไปเก็บไว้ในส่วนจิตใต้สำนึก

บางคนก็อาจทำอะไรสุดโต่งจากสิ่งที่ตนเองเป็นอยู่จริงๆ เพราะกลัวว่าตนเองจะเป็นในสิ่งที่เป็นอยู่ … คนที่เป็นพวกชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ทำการค้าแบบหน้าเลือด ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ชอบทำบุญเยอะๆ พยายามสร้างกุศลทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่า ตนเองยังเป็นคนดีอยู่นั่นเอง แบบนี้เขาเรียกว่า Reaction Formation ครับ

imageถ้าใช้ Social Networking Sites ต่างๆ มานาน ติดตามคนอื่นๆ ทั้งบน Twitter หรือ Facebook หรืออื่นๆ อยู่เรื่อยๆ เราอาจจะได้เห็นบางคนที่เอะอะก็โทษคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย … หรือหากนึกไม่ออก เอาใหม่ ลองนึกถึงละครน้ำเน่าของไทยเรา ที่นางร้ายเวลาเจออะไรที่ไม่ดีกับตัวเอง ก็จะโทษคนอื่นไปเรื่อย แบบนี้คือกลวิธานการป้องกันตนเองที่เรียกว่า Projection ครับ สำนวนไทยเราเรียกว่า รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง นั่นเอง

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกสู้ไม่ได้ รู้สึกว่าสถานภาพของตนเองเริ่มคลอนแคลน แล้วเริ่มหันไปใช้วิธีเด็กๆ หรือที่เขาเรียกว่า หันไปใช้ Ego แบบเด็กๆ เราจะเรียกว่า Regression ครับ … อาจจะเห็นได้บ่อยๆ เวลาที่เริ่มต้นยังถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลแบบผู้ใหญ่ แต่พอเริ่มชักหาเหตุผลสู้ไม่ได้ ก็เริ่มเถียงแบบเด็กๆ บางครั้งถึงกับร้องไห้ไปเลยก็มี … อันนี้ใครอ่านหนังสือชีวประวัติ Steve Jobs อาจสังเกตว่า Steve Jobs เองก็ใช้กลวิธานนี้อยู่ด้วยนะ เวลาที่ต้องถกกันบางที เฮีย Jobs แกก็ร้องไห้ซะงั้นอ่ะ

image

อีกกลวิธานหนึ่งที่คนเรามักใช้กันโดยไม่รู้ตัว แต่อันนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นในด้านที่ดีครับ คือ Sublimation หรือกระบวนการใช้การผ่องถ่ายแรงขับดันที่เกิดขึ้นไปลงที่กิจกรรมอื่นๆ เช่น เราอาจจะรู้สึกอกหักรักคุดตุ๊ดทิ้ง (อันหลังไม่น่าเกี่ยว) เราอาจจะรู้สึกเสียใจ หดหู่ อยากทำร้ายตัวเอง แต่เรากลับเอาแรงขับดันนั้นไปใช้ในกีฬาแทน เช่น อาจจะไปวิ่งๆๆๆ ให้เหนื่อยจะได้ลืมๆ ความเศร้าไป หรืออาจแปลงเป็นอารมณ์ศิลปิน แต่งเพลง เล่นดนตรี หรือวาดรูปซะงั้น บางคนอาจรู้สึกโกรธใครบางคนมาก แต่แทนที่จะไปชกหน้าคนคนนั้น ก็ไปเล่นโบว์ลิ่งแทน (ประมาณว่า มองพินโบว์ลิ่งเป็นหน้าไอ้หมอนั่น)

บางครั้ง ความจริงเมื่อมันเจ็บปวดมากจนเกินจะรับ บางคนก็ปฏิเสธความจริงไปซะงั้น แบบนี้เรียกว่า Denial ครับ จะแตกต่างจาก Repression เพราะว่าจะยังรับรู้ว่าเกิดเหตุการณ์นั้น แต่ทว่าจิตใจจะปฏิเสธว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ตัวอย่างที่น่าจะเห็นได้ชัดก็คือตอนที่อกหักรักคุดนั่นแหละ บางคนอาจกรี๊ดดังๆ แล้วบอกว่า “ไม่จริ๊งงงงงงง!!!!!! มันเป็นไปไม่ได้ อย่างชั้นเรอะจะถูกทิ้ง อะไรแบบนี้แหละ”

อีกประเภทนึงที่เจอบ่อยครับคือพวกที่หาคำอธิบายที่ตนเองพอรับได้ มาเป็นเหตุผลของการเกิดเหตุการณ์ที่ตนเองรับไม่ได้ แบบนี้เรียก Rationalitzation ครับ พวกนี้น่ากลัวนะครับ เพราะเขาจะสรรหาเหตุผลต่างๆ นาๆ มาอธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงคิดแบบนี้หรือทำแบบนี้ และส่วนใหญ่ไอ้เหตุผลพวกนี้มักจะเป็น ตรรกะเทพ ซะด้วยสิ

กลวิธานในการป้องกันตัวนั้นไม่ได้มีแค่นี้นะครับ แต่ยังมีมากกว่านี้อีกครับ แต่ว่าผมอยากให้ท่านผู้อ่านที่สนใจไปลองหาอ่านเพิ่มเติมครับ เอาง่ายๆ เลย ก็ที่ Wikipedia นี่แหละ … อ่านเสร็จแล้ว ท่านจะเข้าใจถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของพฤติกรรมการไม่ยอมรับความจริงของใครต่อใครที่ท่านได้พบพานรู้จักเลยละครับ แต่สำหรับผม ตอนนี้เนื้อที่หมดลงแล้ว เอาไว้พบกันในตอนที่ 17 ครับ


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

  1. พฤศจิกายน 6, 2011 ที่ 10:34

    เหมือนเวลานางร้ายวีนแตก “ไม่จริ๊งงงงงงงงง ฉันรับไม่ได้ !!”
    คนเราวาดวิมานในอากาศมากเกินไปจนไม่รู้ว่าอะไรจริงไม่จริงแล้ว เหอๆ

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: