หน้าแรก > บริหาร, เก็บมาฝาก > ได้เวลาพิจารณา Business Continuity Management ขององค์กรท่านแล้ว (ตอนที่ 1)

ได้เวลาพิจารณา Business Continuity Management ขององค์กรท่านแล้ว (ตอนที่ 1)

imageช่วงนี้คนทำงานในกรุงเทพมหานครคงลำบากกันน่าดูล่ะครับ เพราะมหกรรมน้ำหลากกรุงครั้งนี้ ว่ากันว่าร้ายแรงราวๆ น้ำท่วมกรุงครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2485 กันเลยทีเดียว ใครเกิดทันกันบ้างเอ่ย? ส่งผลให้หลายๆ เขตต้องอพยพหนีน้ำกันแล้ว อีกหลายๆ เขตก็ต้องเฝ้าระวังกันเป็นพิเศษ และบางเขตก็ต้องใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าน้องน้ำ (มีคนให้ชื่อน้องเขาว่า นางสาววารี ปราบพนัง อ่ะ หรือ @nongnaam) จะมาเยี่ยมหรือไม่มาเยี่ยมแน่ (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)

imageว่ากันว่าคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่อพยพ เพราะพ่อแก่แม่เฒ่าเขาไม่ยอมไปไหน เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน กลัวว่าอพยพแล้วอาจมีขโมยขโจรถือโอกาสงัดแงะเข้ามาลักเอาทรัพย์สินไป แต่เท่าที่ผมสังเกต ก็ยังมีหนุ่มสาวอีกจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ไม่สามารถอพยพไปได้ เพราะว่ายังติดว่าต้องไปทำงานอยู่ (ก็แหม่ ออฟฟิศของพวกเขาและพวกเธอ น้ำไม่ได้ท่วมนินา) … ผมเองก็เปรยๆ เอาไว้บน Twitter เหมือนกันครับ ว่ามหกรรมน้ำหลากครั้งนี้ ก็เป็นการย้ำเตือนอีกครั้ง หลังจากมหกรรมกีฬาสีเมื่อปีที่ผ่านมา ว่าองค์กรของท่านทั้งหลายนั้น ได้วางแผนการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Management ของท่านไว้ดีเท่าใด

image523

เรื่องราวอันมีสาระที่นำมาเสนอนี้สนับสนุนโดย

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • อเด็คโก้ร่วมกู้วิกฤติแรงงาน ระดมงานสายอุตสาหกรรมเพื่อผู้ว่างงานกว่า 200 ตำแหน่ง รายละเอียดอ่านที่ http://www.adecco.co.th/jobs/Flooding-Crisis-Jobs.aspx เลยครับ

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

The Show Must Go On ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ธุรกิจต้องดำเนินต่อไปให้ได้

ในฐานะพนักงานกินเงินเดือน ผมก็อยากให้องค์กรเห็นใจพวกผมบ้าง น้ำก็ท่วม เดินทางก็ลำบาก จะให้ไปทำงานก็เห็นท่าจะไม่ไหว แต่ในฐานะผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ จะให้ทำแบบนั้น ปิดกิจการเป็นเดือนๆ (ก็เห็นว่างวดนี้จะท่วมยาวนี่นะ) มันก็เจ๊งน่ะสิครับ จริงไหม แบบนี้เขาเรียกว่า The Show Must Go On ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ธุรกิจต้องดำเนินต่อไปให้ได้

และนั่นแหละครับ คือที่มาของสิ่งที่เรียกว่า Business Continuity Management (BCM) หรือ การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ ซึ่งใจความโดยสรุปก็คือ การเตรียมธุรกิจของคุณให้พร้อม ไม่หวั่นแม้วันมามาก ไม่ว่าอะไรจะเกิด ธุรกิจของคุณต้องมีโอกาสที่จะสามารถดำเนินต่อไปได้นั่นเอง

image

องค์ประกอบของ BCM

ผมรู้สึกชอบกับสิ่งที่เรียกว่าโมเดลรูปบ้านมาก สมัยที่ผมร่ำเรียนเรื่อง TQM (Total Quality Management) ครับ ผมว่ามันทำให้เราเห็นภาพของความสำคัญขององค์ประกอบต่างๆ ได้ชัดเจนดี … พิจารณาจากภาพซ้ายมือ (ดัดแปลงมาจากเว็บ Kumpulan Wang Persaraan) ก่อนนะครับ จะเห็นว่าโมเดลรูปบ้านนั้นประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่ หลังคาบ้าน (สีน้ำตาล) อันเปรียบเสมือนเป้าหมายของเรา, คานบ้าน (สีแดง) อันเปรียบเสมือนสิ่งที่คอยค้ำชูให้เป้าหมายคงอยู่ได้, เสาบ้าน (สีม่วง, ส้ม และ เขียว) คือองค์ประกอบสำคัญที่ต้องมี จึงจะสามารถบรรลุไปสู่เป้าหมาย, ลิงก์ (แถบสีขาว) คือ สิ่งที่จะเชื่อมโยงให้เสาบ้านทั้ง 3 นั้นเชื่อมถึงกันได้ และ รากฐานของบ้าน (สีน้ำเงิน) คือ สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่หากไม่มีแล้ว บ้านทั้งหลังหรือแผนและเป้าหมายของเราต้องพังครืนลงมา

แน่นอนว่า คงไม่ต้องพูดอะไรมากเลยครับว่า…

  • หลังคาของบ้าน หรือ เป้าหมายของเราก็คือ การที่ธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินต่อได้ตามปกติหลังจากเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นทำให้ธุรกิจชะงักไป หรือจะให้ดีต้องสามารถดำเนินต่อเนื่องไปได้แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
  • รากฐานของบ้าน ที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นได้ก็คือ ความตระหนักรู้ถึงความจำเป็น ซึ่งไม่เพียงแค่ตัวผู้บริหารเท่านั้น แต่ต้องให้รู้ไปถึงพนักงานในทุกระดับชั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการอบรมทักษะพื้นฐานที่จำเป็นนั่นเอง

หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายของเราได้นั้นก็คือ เสาบ้านทั้ง 3 ต้นครับ อันได้แก่

  • imageIncident Management Plan (IMP) คือ แผนการในการบริหารจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องไม่ขยายขอบเขตหรือทวีความรุนแรงขึ้น เช่น หากเกิดเหตุเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบติดไวรัสคอมพิวเตอร์เข้า ต้องมีแผนเข้ามาดำเนินการ เพื่อไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ต่อ และต้องสกัดกั้นการดำเนินการใดๆ ของไวรัสคอมพิวเตอร์นั้น ไม่ให้สร้างความเสียหายแก่ข้อมูลขององค์กรด้วย
  • Disaster Recovery Plan (DRP) คือ แผนการในการกอบกู้สถานการณ์ ซึ่งหมายถึงหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดความเสียหายขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย แต่เรามีแผนอะไรบ้าง เพื่อจะแก้ไขความเสียหายนั้นๆ เช่น ในกรณีของคอมพิวเตอร์ติดไวรัสที่ผมยกตัวอย่างไปข้างต้น ก็อาจจะหมายถึง การสำรองข้อมูลเอาไว้ พร้อมสำหรับการกู้ข้อมูลกลับมาเพื่อทดแทนส่วนที่เสียหายไปเพราะไวรัส เป็นต้น
  • Business Continuity Plan (BCP) คือ แผนการในการทำให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าจะอยู่ในเหตุการณ์ที่ทำให้ธุรกิจอาจต้องชะงักลง … ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะบางธุรกิจนั้น การหยุดชะงักไปนี่ ค่าเสียหายคิดกันเป็นต่อนาทีกันเลยทีเดียวเชียวนะครับ (ลองจินตนาการถึงคอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถูกโจมตีโดยไวรัสแล้วการซื้อขายหยุดชะงักไปซัก 30 นาทีสิครับ) … ตรงนี้ผมจึงเรียกว่าแผนสองครับ เช่น คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานถูกไวรัส ไม่ใช่ปัญหา เพราะข้อมูลมีสำรองเอาไว้แล้ว พร้อมกู้คืนได้อย่างรวดเร็ว (ตาม DRP ข้างต้น) จากนั้นเราก็มีเครื่องคอมพิวเตอร์สำรองพร้อมให้ผู้ใช้งานใช้ พร้อมกับข้อมูลที่สำรองเอาไว้ เท่านี้ก็สามารถทำงานต่อได้เลย สบายๆ

และการที่มีเสาทั้ง 3 ต้นค้ำจุนหลังคาบ้าน ก็หมายความว่าจะขาดอะไรไปอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ครับ มันต้องทำทั้ง 3 อย่างควบคู่กันไป นั่นคือ องค์กรต้องมีแผนพร้อมสำหรับบริหารจัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องพร้อมที่จะแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว และในขณะเดียวกัน ในระหว่างที่แก้ไขอยู่นั้น ธุรกิจจะยังต้องสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยนั่นเอง ซึ่งตรงนี้จุดสำคัญที่องค์กรต้องพิจารณาเวลาวางแผนเหล่านี้ก็คือ

  • Recovery Point Objective (RPO) หรือ จุดที่ยอมรับได้ในการกู้สถานการณ์ … แน่นอนว่าเมื่อเหตุมันเกิดไปแล้ว การจะกลับไปแก้ไขให้เหมือนกับมันไม่ได้เกิดขึ้นเลยนั้นมันย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นองค์กรต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ยอมรับได้เอาไว้ว่าเมื่อกู้สถานการณ์มาได้แล้ว จะกู้ได้ซักกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ในกรณีของข้อมูลคอมพิวเตอร์หาย แล้วมีการกู้ข้อมูลที่สำรองเอาไว้มาใช้ จะต้องกำหนดเอาไว้เลยว่า ข้อมูลที่ถูกกู้นำมาใช้ จะต้องเป็นข้อมูลของไม่เกิน 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา เป็นต้น
  • Recovery Time Objective (RTO) หรือ ระยะเวลาที่ยอมรับได้ที่จะต้องใช้ไปในการกู้สถานการณ์ เพื่อให้กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม เช่น ในกรณีของข้อมูลคอมพิวเตอร์หาย การกู้ข้อมูลจากแหล่งบันทึกข้อมูลสำรองจะต้องไม่ใช้เวลานานเกินกว่า 30 นาที เป็นต้น

และ Incident Communication Plan (ICP) นี่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ครับ เพราะจะเป็นตัวเชื่อมโยง (ลิงก์) ที่ทำให้เสาทั้ง 3 ต้นนั้นสอดประสานกันได้อย่างเหมาะสม คือ องค์กรต้องมีแผนการสื่อสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับรู้/ตระหนักรู้ (แน่นอนว่าเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมรากฐานประการหนึ่ง)

imageคานของตัวบ้าน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเมื่อนำแผนการต่างๆ ที่องค์กรได้วางแผนเอาไว้แล้วไปออกแบบ Solution เพื่อให้เป็นไปตามแผนการต่างๆ แทนที่จะรอให้เหตุการณ์มันเกิดขึ้น องค์กรก็ควรที่จะทดสอบ (Test) ก่อนว่าแผนการที่วางเอาไว้ ตลอดไปจนถึง Solution ที่เลือกใช้ มันสามารถตอบโจทย์ได้หรือไม่  จากนั้นให้ทำการทบทวนแผนการนั้นๆ (Review) แล้วทำการปรับปรุงตามความเหมาะสม และท้ายที่สุดก็คือการธำรงรักษา (Maintenance) … จริงๆ แล้วมันก็เข้าข่าย Plan-Do-Check-Action หรือ PDCA นั่นเองแหละครับ

เอาล่ะ เนื้อหามายาวกำลังดีแล้ว และก็สมควรแก่เวลาที่ผมจะพักไว้ตรงนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวตอนหน้า ผมจะมาคุยกันต่อเรื่อง Business Continuity Management นี้นะครับ

(ติดตามตอนต่อไป)


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

Advertisements
หมวดหมู่:บริหาร, เก็บมาฝาก ป้ายกำกับ:, , ,
  1. พฤศจิกายน 6, 2011 ที่ 23:19

    อืมม์ ความรอบคอบขององค์กรนี่เอง

  2. พฤศจิกายน 7, 2011 ที่ 09:50

    เห็นด้วยอย่างแรงครับ บ้านเราไม่ค่อยนึกถึงการบริหารจัดการและการวางแผน รู้แต่ว่ามีเงินแล้วก็ซื้อ ซื้อมาแล้วทำยังไงยังงงอีกต่างหาก

  1. พฤศจิกายน 7, 2011 ที่ 21:31

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: