หน้าแรก > จิตวิทยา, จิตวิทยาเชิงบวก, เก็บมาฝาก > แง่มุมจิตวิทยาที่เราได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่อง In Time ล่าเวลาสุดนรก

แง่มุมจิตวิทยาที่เราได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่อง In Time ล่าเวลาสุดนรก

image

ผมไม่ใช่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ผมไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น แต่ช่วงนี้รีวิว Gadget เยอะไปหน่อยชักจะเอียน เลยขอเก็บ Acer Aspire S3 Ultrabook ไว้คราวหน้าก่อน ประกอบกับผมเพิ่งได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่อง In Time หรือชื่อภาษาไทยคือ “ล่าเวลาสุดนรก” มาพอดี และผมว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจ น่าพูดถึงอยู่ไม่น้อย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอบอกไว้ก่อนว่าบล็อกของผมตอนนี้มีบางส่วนที่สปอยล์อยู่หลายส่วนนะครับ

เรื่องราวคร่าวๆ ของ In Time ก็คือ โลกในอนาคตที่มนุษย์ค้นพบวิธีตัดต่อพันธุกรรมทำให้เซลล์ของร่างกายหยุดการแก่ชรา แต่นั่นก็ส่งผลให้ประชากรอาจล้นโลกได้ จำนวนประชากรจึงจำเป็นต้องถูกควบคุม ดังนั้นเมื่อใครก็ตามอายุครบ 25 ปี นาฬิกาที่ติดตัวมาแต่กำเนิดจะเริ่มเดิน เวลาของทุกคนจะเหลือเพียง 1 ปี หากต้องการมีชีวิตต่อไปต้องหาเวลามาเติมเพิ่ม … ระบบสกุลเงินที่เรารู้จักหายไป ระบบเวลาเข้ามาแทนที่ การจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ตามต้องใช้เวลาของเรา นั่นหมายความว่าหากเราจับจ่ายฟุ่มเฟือยก็เท่ากับเวลาชีวิตของเราเหลือน้อยลง ต้องทำงานหาเวลามาเพิ่มให้กับตัวเอง

ตามธรรมเนียมครับ ก็ต้องขออุ้มไก่ให้กับผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของเว็บบล็อกนายกาฝากซะหน่อยนะครับ

  • Dell Thailand แนะนำ Dell Venue สมาร์ทโฟนระดับท็อป กับความสำเร็จเหนือชั้น ด้วยซีพียู 1GHz และระบบปฏิบัติการ Android 2.2 พร้อมกล้อง 8 ล้านพิกเซล รายละเอียดอ่าน ที่นี่เลย
  • ถึงเวลานั้นของปีแล้ว Adecco Thailand ขอเชิญชวนทุกคนมาดาวน์โหลด Adecco Thailand Salary Guide 2012 ไปครับ จะได้รู้กันว่าตำแหน่งงานที่เราสนใจนั้น มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนประมาณเท่าไหร่

สำหรับคนที่ชอบติดตามข่าวสารในแวดวงไอที ตอนนี้ผมจัด YouTube Channel สำหรับเผยแพร่ข่าวสารแล้วครับ ติดตามได้ทาง http://www.youtube.com/user/kafaak ครับ ค้นหา “กาฝากน้อย ย่อยข่าว” ได้เลย

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอแล้ว ได้เวลาลุย!

imageผมเขียนถึงเรื่อง In Time นี่เพราะคิดว่ามันมีเรื่องให้ชวนคิดเยอะครับ เอาแค่แง่คิดที่ได้จากเรื่องก็คือ “เราจะใช้เวลาที่เหลือของเราอย่างไร” ซึ่งเป็นแง่คิดที่ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องได้พยายามสื่อให้เห็นมาแล้ว (และเรื่องที่ผมชอบที่สุดก็คือ “ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด ที่ สัญญา คุณากร แสดงนำ) แต่ In Time ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอีก เพราะในขณะที่ “ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด” แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของมนุษย์ที่อาจจะเกิดได้ หากได้รับรู้ว่าจะมีเวลาเหลืออยู่ในโลกนี้ได้อีกเพียง 1 วัน ในเรื่อง In Time นั้นความรู้สึกของ “พรุ่งนี้คือวันสุดท้าย” มันมาพบกับคนส่วนใหญ่ทุกๆ วัน … เมื่อคนรวยนั้นมีเวลาเหลือล้นจนแทบจะเรียกว่าเป็นอมตะ แต่คนจนนั้นต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันเพื่อมีชีวิตอยู่ไปวันๆ (แบบวันต่อวันจริงๆ เพราะหากหาเวลามาต่ออายุไม่ได้ก็ต้องตาย)

 

เมื่อคนเราหมดอาลัยตายอยาก Learned Helplessness

In Time สื่อให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Learned Helplessness ได้ค่อนข้างชัดเจนมากครับ ลองคิดดูว่าเมื่อชีวิตของเราถูกกำหนดชัดเจนให้เริ่มก้าวสู่การนับถอยหลังสู่ความตายเมื่ออายุครบ 25 ปี ตามปกติแล้ว คนเราย่อมยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองสามารถมีชีวิตยืนยาวต่อไปได้แม้จะอีกเล็กน้อยก็ตาม แต่หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าประชากรโลกในยุคของ In Time นี้ กลับไม่แสดงออกถึงความรุนแรง ไม่มีการปล้นฆ่ากันชัดเจน แม้ว่าในภาพยนตร์จะมีกลุ่มคนที่เรียกว่า Minute Man ที่เป็นที่เกรงกลัวของคนในชุมชนเดย์ตั้น เพราะพวกนี้จะมาปล้นเอาเวลาของคนอื่นๆ ไป แต่แม้จะเลวแค่ไหน คนกลุ่มนี้ก็ไม่กล้าไปปล้นแแบบเด่นชัด เพราะเกรงกลัวผู้รักษาเวลา หรือที่เรียกว่า ไทม์คีปเปอร์ นั่นเอง

ผู้คนส่วนใหญ่จะจำใจรับสภาพ และรับรู้แต่เพียงว่าการจะมีชีวิตต่อไปได้อีกนั้นทำได้แค่ทำงานงกๆ ไป เพื่อแลกกับเวลาตามแต่ว่าพวกคนรวยเจ้าของกิจการทั้งหลายจะให้ … เมื่อไหร่คนรวยรู้สึกว่าอยากได้เวลาเพิ่ม ก็แค่มาเพิ่มค่าครองชีพ (ขึ้นราคาอาหารและระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ) ก็เรียบร้อย คนจนๆ ก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตารับสภาพต่อไป

imageและนั่นแหละครับ คือ ปรากฏการณ์หมดอาลัยตายอยาก หรือ Learned Helplessness คือ เมื่อคนเรารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ทำพฤติกรรมแบบที่เรียกว่าไม่มีอะไรที่จะช่วยพวกเขาได้อีกแล้วในโลกนี้ ต่อให้มีโอกาสที่จะช่วยให้ตัวเองรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้ พวกเขาก็จะไม่ดิ้นรนทำอะไร … นักจิตวิทยาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยนำสุนัขมาขังเอาไว้ในกรง ไม่ให้หนีไปไหนได้ แล้วทำการช็อตไฟฟ้าอ่อนๆ ให้รู้สึกเจ็บปวด … แรกๆ สุนัขก็จะมีพฤติกรรมพยายามจะหนีออกจากกรงให้ได้ แต่เมื่อผ่านไปนานเข้า มันก็จะเรียนรู้ว่าทำอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ และสุดท้ายก็จะนอนนิ่งๆ ยอมให้กระแสไฟฟ้าช็อตไปแต่โดยดี

image

ปรากฏการณ์ Learned Helplessness แสดงให้เห็นชัดอีกครั้งในเรื่อง In Time ตอนที่พวก Minute Man มาตามล่าพระเอก โดยพยายามคาดคั้นความจริงจากพวกคนในชุมชนเดย์ตั้น โดยพวกนั้นเอาปืนจ่อคนเอาไว้ ใครที่ไม่ยอมให้ข้อมูลก็จะถูกดูดเวลาไป (วิธีการถ่ายเวลาจากคนนึงไปอีกคนนึงง่ายมาก แค่จับข้อมือเอาไว้แล้วบิดก็เท่านั้นเอง)

ตรงจุดนี้หากไม่มีปรากฏการณ์ Learned Helplessness ละก็ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิตขนาดนี้ แบบว่าสู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย คนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะสู้เอาไว้ก่อน แต่ด้วยความที่คนพวกนี้ก็เจอกับสภาพที่ต้องมีชีวิตไปเพียงวันๆ สุดท้ายก็เลยทำให้พวกเขาไม่ขัดขืนอะไร

 

Learned Optimism วิถีที่ วิล ซาลัส เลือก

imageMartin Seligman เป็นนักจิตวิทยาที่เสนอเรื่อง Learned Helplessness ในปี ค.ศ. 1967 ครับ แต่ราวๆ 20 ปีให้หลังเขากลับมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับความรู้ด้านจิตวิทยา คือ ทำไมต้องศึกษาในเรื่องทางลบ ทำไมต้องรอให้เกิดปัญหาทางจิตแล้วจึงค่อยรักษา ทำไมไม่ศึกษาในเรื่องทางบวก เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ล่ะ?!? และนั่นเลยกลายมาเป็นแนวคิด Learned Optimism ในปี ค.ศ. 1990 ครับ

คำว่า Optimism ในภาษาไทยเราแปลว่า มองโลกในแง่ดี ครับ ในความรู้สึกของคนทั่วไปมันเป็นคำที่มีความหมายง่ายๆ แต่ในทางจิตวิทยานั้น มันเป็นเรื่องของสไตล์ในการอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า Explanatory Style ครับ กล่าวคือดูที่ 3P ครับ ได้แก่ การมองเหตุที่มาของเหตุการณ์ (Personalization), ความคงทนหรและความถี่ของการเกิดเหตุการณ์ (Permanance) และ การขยายไปสู่เรื่องอื่นๆ ในชีวิต (Pervasiveness)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ดีๆ ขึ้นกับตนนั้น คนที่มองโลกในแง่ดีจะ…

  • มองว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะเป็นผลจากสิ่งที่ตนเองทำ (Personalization)
  • มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะอยู่ยาวนาน และเกิดขึ้นได้อีก (Permanance)
  • มองว่าเหตุการณ์ดีๆ นี้จะนำไปสู่เหตุการณ์ดีๆ อย่างอื่นอีก (Pervasiveness)

และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีขึ้นกับตนนั้น คนที่มองโลกในแง่ดีจะ…

  • มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีต้นเหตุมาจากตนเอง (Personalization)
  • มองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ (Permanance)
  • มองว่าเหตุการณ์ที่แย่ๆ เหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อชีวิตในด้านอื่นๆ (Pervasiveness)

imageพระเอกในเรื่อง In Time นั้นเข้าข่ายมองโลกในแง่ดีครับ แม้ว่าในเรื่องจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่จากที่เห็นในเนื้อเรื่องนั้น เขาได้แสดงพฤติกรรมบอกเป็นนัยๆ แล้วครับ เช่น

  • เขามองว่าสิ่งที่ตัวเขาและคนอื่นๆ ต้องเผชิญอยู่ มันเป็นผลมาจากคนอื่น (พวกคนรวยๆ พวกนายทุนที่อยู่เบื้องหลัง)
  • เขาไม่เคยคิดว่าตัวเขาจะต้องมีชีวิตอยู่แบบนี้ไปตลอด และเขาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง
  • เขาไม่ได้มองว่าการมีชีวิตแบบวันต่อวันมันเป็นเรื่องที่แย่อะไร เหมือนที่เขามักพูดประจำว่า “เวลาหนึ่งวัน ทำอะไรได้ตั้งเยอะ”

imageอย่างที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้วว่าหากเราปล่อยให้ตนเองไปถึงจุดที่เรียกว่า Learned Helplessness ละก็ ไม่ว่าจะมีโอกาสใดผ่านเข้ามาในชีวิตอีก มันก็ยากที่จะไปไขว่คว้าโอกาสนั้นเอาไว้ได้ ดังนั้นเราจึงควรดำรงตนให้มองโลกในแง่มุมทางบวกเข้าไว้ แน่นอนว่าเราคงจะไม่สามารถมองทุกอย่างเป็นแง่มุมทางบวกได้ทั้งหมดหรอกครับ แต่ก็อยากให้พยายามมองในแง่มุมทางบวกเข้าไว้

เหมือนกรณีของการมองน้ำในแก้ว … เราจะเลือกมองได้ว่ามีน้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว หรือมีน้ำเหลือตั้งครึ่งแก้ว หรือหากใครฝึกตนเองจนมองโลกในแง่ดีได้สุดๆ ก็คงจะได้แบบรูปทางซ้ายมือนี่แหละครับ … ในแก้วหนึ่งใบมีน้ำครึ่งแก้วและมีอากาศอีกครึ่งแก้ว ดังนั้นโดยทางเทคนิคแล้ว เท่ากับว่าแก้วใบนี้เต็มตลอดเวลา (เต็มไปด้วยน้ำและอากาศนั่นเอง)


หากมีข้อสงสัยประการใด หรืออยากแบ่งปันความเห็นของท่าน ยินดีรับฟังและร่วมออกความเห็นได้ทาง Comment ด้านล่างนี้ หรือจะร่วมแชร์ความเห็นและความรู้ได้อีกหนึ่งช่องทาง เพียงแค่กด Like Facebook Fan Page ของผม ที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ ส่วนใครได้ใช้ Google+ แล้ว แต่ยังไม่รู้จะเพิ่มใครเข้าแวดวง (Circle) ดี ก็จัดผมเข้าไปในแวดวงของท่านได้ที่ http://gplus.am/kafaak จ้า

  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: