ติดต่อเพื่อขอบทความไปเผยแพร่

หลังจากที่เผชิญกับการถูกก็อปปี้เนื้อหาบล็อกไปใช้งานโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง (จนผมต้องเขียนบล็อกขึ้นมาเตือนสติหลายๆ คน) ตอนนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาเขียน Page นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักฐานว่ามีเว็บใดบ้างที่ได้ขออนุญาตนำบทความของผมในบล็อกนี้ไปเผยแพร่ต่อครับ

  • iT24Hrs ขออย่างเป็นทางการที่สุดและถูกต้องมากที่สุด คือ ส่งอีเมล์มาขอบทความทุกครั้ง โดยแยกการขอแต่ละครั้งเป็นแต่ละบทความ และมีการให้ Credit ปิดท้ายบทความทุกครั้ง
สำหรับท่านใดที่สนใจอยากติดต่อขอบทความไปเผยแพร่ สามารถติดต่อมาได้ที่หน้าเพจนี้เลยนะครับ (นับจากวันที่ 27 กันยายน 2554 ไปแล้ว หากใครไปติดต่อโดย comment ไว้ที่หน้าอื่น ผมขอสงวนสิทธิ์ไม่ตอบกลับนะครับ) หรือจะติดต่อพูดคุยกันก่อนทางทวิตเตอร์ @kafaak หรือ Facebook Page ก็ได้ครับ คลิกเลย
  1. Manie
    ตุลาคม 6, 2011 ที่ 11:49

    คุณกาฝากค่ะ

    ดิฉันกำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยลัยมหิดล มีเรื่องรบกวนคุณคงเดชค่ะ
    เนื่องจากดิฉันทำหัวข้อวิจัย Marketing influencer และเห็นว่าด้าน iT คุณกาฝากเป็น influencer ตัวจริงที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการซื้อของผู้บริโภคค่ะ
    ดังนั้นจึงใคร่ขอความกรุณาสัมภาษณ์คุณกาฝากค่ะแต่เห็นว่าต้องบินไปเชียงใหม่ดังนั้นจึงรบกวนสัมภาษณ์ผ่านทางการตอบคำถามหน่อยนะคะ
    ขอความอนุเคาระห์จริงๆนะคะ
    ขอบคุณค่ะ

  2. pay
    ธันวาคม 27, 2011 ที่ 18:12

    พี่ครับผมเพิ่งได้ ซัมซูงจีโอมาใหม่เล่นไม่ค่อยเป็น พี่ครับสอนวิธีเล่น เฟสบู๊ค ว่าวิธีเข้า และวิธีออกจากระบบ (อายจังเล่นไม่เป็น)

    • นายกาฝาก
      ธันวาคม 29, 2011 ที่ 00:01

      1) ถามผิดหมวดนะครับ ไม่ขอตอบ
      2) กรณีวิธีเล่นแบบนี้ แนะนำว่าซื้อหนังสือวิธีใช้พวก Android Smartphone ตระกูล Galaxy ดีกว่าไหมครับ?

  3. มกราคม 30, 2012 ที่ 10:40

    ผมซื้อ Bluetooth ยี่ห็อ bluetrek ใชได้ไม่ถึงเดือน เสียสะแล้ว ไม่รู้ว่า
    ซอมได้ป่าว ที่ไหน ขอตอบด้วย

    • นายกาฝาก
      มกราคม 30, 2012 ที่ 12:19

      ถามผิดหมวด ไม่ขอตอบครับ… จากนี้ถ้าผิดหมวดอีก จะขอลบโดยไม่ Reply ใดๆ ด้วย
      ถ้าหาบล็อกที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่เจอ ไปตั้งคำถามที่ http://www.facebook.com/kafaakBlog ครับ

  4. กุมภาพันธ์ 9, 2012 ที่ 19:13

    พอดีว่าผมกำลังระรื้อระบบของเว็บไซต์ใหม่น่ะครับ แล้วผมต้องการเนื้อหาดีดีไปให้ผู้ใช้เว็บไซต์ผมอ่านจึงอยากจะขอบทความจาก Kafaak blog ไปเผยแพร่ครับ ผมจะต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะถูกต้องครับ
    เว็บไซต์ของผมชื่อ http://www.neonine.myreadyweb.com (เป็นเว็บไซต์ฟรีสร้างขึ้นจาก myreadyweb.com โดยที่ผมไม่ได้ประโยชน์ทางด้านการเงินเลย แต่ที่ผมได้รับมาก็คือ “ความสนุก” ที่ผมได้ทำเว็บไซต์ครับ)

    • กุมภาพันธ์ 9, 2012 ที่ 19:14

      เดี๋ยวผมจะบอกทาง Facbook อีกทีนะครับ เผื่อไม่ได้รับ

  5. กุมภาพันธ์ 9, 2012 ที่ 19:14

    CoolKid IT :
    เดี๋ยวผมจะบอกทาง Facำbook อีกทีนะครับ เผื่อไม่ได้รับ ผมใช้ชื่อ “ณัฏฐชัย เทียมยศ”

    • นายกาฝาก
      กุมภาพันธ์ 9, 2012 ที่ 21:51

      ผมได้รับแล้ว และตอบไปทาง Facebook แล้วครับ … ตอบช้าหน่อย วันนี้ไม่ค่อยสบายน่ะครับ

  6. มีนาคม 8, 2012 ที่ 16:53

    สวัสดีค่ะคุณกาฝาก ^_^ ดิฉัน ใบเฟิร์น จาก The Impression Consultant Co.,Ltd. มีเรื่องขอรบกวนคุณกาฝากในเรื่องของการขออนุญาต ขอบทความของคุณกาฝากเรื่อง องค์ความรู้ด้าน BCM ไปเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้สนใจและผู้ที่เริ่มตระหนักถึงการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลาในบ้านของเรา ไม่ว่าจะน้ำท่วม หรือ เหตุการณ์จากการเมืองต่างๆ จึงทำให้ Impression เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ด้าน BCM ให้แก่องค์กรและบุคคลทั่วไปที่สนใจ จึงใคร่ขอความกรุณา ขออนุญาตนำบทความอันมีค่านี้ ไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมโดยอ้างถึงคุณกาฝากเป็นหลัก ดิฉันต้องทำอย่างไรบ้างคะ……???

    • นายกาฝาก
      มีนาคม 8, 2012 ที่ 17:31

      โพสต์ comment มาขอแบบนี้ก็พอแล้วครับ ผมยินดีให้เผยแพร่อยู่แล้ว🙂 แต่ถ้าจะเอาแบบเป็นทางการ มีหลักฐาน ก็ส่งเมล์มาได้ฮะ ตามชื่อผม @gmail.com

      เป้าหมายของการเขียนบล็อกคือการให้ความรู้อยู่แล้ว

  7. มีนาคม 15, 2012 ที่ 18:00

    ผมมีสินค้าเป็น Gadget อยากให้รีวิวให้ ต้องทำยังไงบ้างครับ ช่วยแจ้งกลับ volk63@hotmail.com

  8. มีนาคม 16, 2012 ที่ 10:39

    ขอบคุณมากๆ ค่ะ ^_^

  9. Chatchawan
    มกราคม 4, 2013 ที่ 21:57

    ^___^สวัสดีครับพี่กาฝากพอดีติดตามพี่มาตั้งแต่ออกรายการเบ๋ไต๋ชื่นชอบความสามารถของพี่มากในการ
    ทำงานต่างๆ ผมอยากจะให้พี่แนะนำหน่อยครับว่าผมอยากมีบล๊อกและก็ทำให้ได้เหมือนพี่ผมต้อง
    ทำอย่างไรครับ และการที่จะไป Copy ในหน้าเว็ปอื่นๆมาใส่บล๊อกตัวเองจะมีปัญหาไหมครับ
    ถ้าขออนุญาติเว๊ปของพี่ไปลงบล๊อกแล้วอ้างอิงได้ไหม หรือปรับเนื้อหาจะได้หรือปล่าวครับ
    และเราจะทำรายได้อย่างไร หรือเราต้องหาสปอนเซอร์เองหรือป่าวครับ มีวิธีการทำอย่างไรหรอครับ
    ขอบพระคุณอย่างสูงครับ

    • นายกาฝาก
      มกราคม 6, 2013 ที่ 13:53

      ผมตอบแบบนี้นะครับ

      1. ถ้าอยากเป็นบล็อกเกอร์จริงๆ (แบบจริงจัง) ควรจะต้องสร้างสรรค์เนื้อหาของตัวเองขึ้นมาได้ครับ
      2. ถ้าสนใจเนื้อหาบล็อกตอนไหน ติดต่อไปเผยแพร่ได้ ผมก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไร แต่รูปทุกรูปในบล็อกของผม น้องต้องเซฟไปโพสต์ลงบนบล็อกของน้องเอง ห้าม!!! ลิงก์มาดึงรูปจากเว็บผมเด็ดขาด (เพราะ View ไม่มาโผล่ที่ผม แต่ Traffic มาดึงรูปจากผม เป็นการเสียมารยาทอย่างแรงมาก)
      3. การปรับเนื้อหา ผิด พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ครับ แต่น้องสามารถอ่านจับใจความ หาข้อมูลเพิ่มเติม แล้วเขียนเป็นบทความใหม่ของน้องได้ แต่ใจความหลักควรเป็นผลงานของน้องเอง ไม่ใช่ดัดแปลงจากบทความของผม
      4. ตราบที่ยังไม่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาของตัวเองมาได้ โดยไม่ต้องไปขอเนื้อหาคนอื่นมาลง อย่าเพิ่งคิดถึงการสร้างรายได้ หรือหาสปอนเซอร์ครับ

  10. กันยายน 11, 2014 ที่ 09:20

    จิตอาสากับเยาวชนเพื่อเป็นจิตสาธารณะ
    รวบรวมและเขียนโดย อาจารย์อนุสรณ์ รังสิโยธิน
    ศูนย์การเรียนรู้สวัสดิการชุมชน
    คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ

    สังคมไทยในอดีตจึงอยู่กันเหมือนเครือญาติ เกิดความสุขและแม้บางครั้งจะมีปัญหาก็จะร่วมกันแก้ไขจนทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีแต่มาเมื่อถึงยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเทคโนโลยีและวัฒนธรรมต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัตถุในปัจจุบัน เป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมโดยทั่วไป มีค่านิยมที่ให้ความสำคัญ ในการแสวงหาเงินทอง แสวงหาอำนาจ บารมี มากกว่าที่จะให้ความสำคัญทางด้านจิตใจ สังคมในปัจจุบันจึงกลับเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ปัญหาต่าง ๆ ที่มีมากมาย การปลูกฝังความสำนึก ให้กับบุคคล เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม จึงควรบังเกิดขึ้นในสังคม ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบัน จึงมีการกล่าวถึงคำว่า “จิตสาธารณะ” มากขึ้น จะเป็นด้วยเพราะเราไม่ได้เตรียมบุคลากรของชาติให้มีความพร้อมกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น หรือไม่ก็ไม่รู้ จึงทำให้เด็กและเยาวชนไม่น้อยขาดวิจารณญาณในการเลือกบริโภคกับสิ่งที่มากับความเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความคลั่งไคล้ในวัตถุนิยมและวัฒนธรรมอันไม่ใช่รากเหง้าตนเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะกระทบหรือทำให้ใครเดือดร้อนบ้าง เมื่อต้นแบบที่ไม่ดีอยู่เกลื่อนกลาด เด็กและเยาวชนจึงมีต้นแบบที่ผิดๆ โดยเฉพาะการมีจิตสำนึกสาธารณะที่เคยมีมาแต่ในอดีต
    การปลูกฝังความสำนึก กับบุคคลต่าง ๆ ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมหรือสาธารณะ จะเป็นการสร้างคุณธรรมจริยธรรม ให้เกิดขึ้นกับบุคคลโดยทั่วไป โดยเฉพาะ เด็กและเยาวชน รวมทั้ง ประชาชนทั่วไป สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากภายในกายของคน “จิตสาธารณะ” เป็นความสำคัญในการปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนรู้จัก การเสียสละ การร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมือในการทำประโยชน์ เพื่อสังคมและส่วนรวม กิจสำนึกดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองและสังคม การช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิต อันจะเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เป็นการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับสังคมอย่างได้ผลเป็นเชิงประจักษ์
    จิตสาธารณะ (Public Mind) ก็คือ เป็นการตระหนักรู้ตัวและเป็นจิตส่วนที่รู้ตัว รู้ว่าทำอะไร อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร ส่วนคำว่าสาธารณะเป็นการแสดงออกเพื่อสังคมส่วนรวม เป็นการบริการชุมชน ทำประโยชน์เพื่อสังคม ถ้าเป็นสิ่งของต้องใช้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อนำสองคำมารวมกัน (จิต + สาธารณะ) จึงหมายถึง การตระหนักรู้ตนที่จะทำสิ่งใดเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้ผู้คนได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ มากกว่าตนเอง นั่นหมายถึงว่า ทุกคนต้อง มีการให้ มากกว่า การรับ เพราะสิ่งเหล่านี้ ถ้าสามารถปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนัก สังคมย่อมได้รับแต่ความสุขอย่างแน่นอน
    คำว่า “จิตสาธารณะ “ จึงมีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยส่วนรวมการปลูกฝังความสำนึกกับบุคคลต่าง ๆ ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมหรือสาธารณะ จะเป็นการสร้างคุณธรรมจริยธรรม ให้เกิดขึ้นกับบุคคลโดยทั่วไป โดยเฉพาะ เด็กและเยาวชน รวมทั้ง ประชาชนทั่วไป สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากภายในกายของคน “จิตสาธารณะ” เป็นความสำคัญในการปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนรู้จัก การเสียสละ การร่วมแรงร่วมใจ ร่วมมือในการทำประโยชน์ เพื่อสังคมและส่วนรวม กิจสำนึกดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองและสังคม การช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิต อันจะเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต เป็นการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับสังคมอย่างได้ผลเป็นเชิงประจักษ์
    คำว่า “ จิตอาสา ” ( Volunteer spirit) คือ ผู้ที่มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เช่น ให้สิ่งของ ให้เงิน ให้ความช่วยเหลือด้วยกําลังแรงกาย แรงสมอง ซึ่งเป็นการเสียสละ สิ่งที่ตนเองมี แม้กระทั่งเวลา เพื่อเผื่อแผ่ให้กับส่วนรวม อีกทั้งยังช่วยลด “อัตตา” หรือ ความเป็นตัว เป็นตน ของตนเองลงได้บ้าง
    การสร้างจิตอาสาให้เกิดในกลุ่มเยาวชน เพื่อทํากิจกรรมที่ดีในชุมชนของตน เพราะการที่คนในพื้นที่รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะนําไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ จิตอาสาเยาวชนเล็งเห็นความสําคัญของการดูแลเอาใจใส่และปลูกฝังการมีจิตอาสา เพื่อสังคมของตน จึงเห็นว่าควรประสานใจกับเยาวชนที่มีใจอาสากับเยาวชนที่ได้รับผลกระทบมาหลอมรวม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นการสร้างกําลังใจและการเดินบนเส้นทางที่เต็มด้วยมิตรภาพของการอยู่ ร่วมกันอย่างอบอุ่นกลุ่มเยาวชนใจอาสาเป็นกลุ่มที่มีใจพร้อมจะพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวเอง คนใกล้ตัว ชุมชน สังคม เพื่อไปในทิศทางที่ดีขึ้น เยาวชนจิตอาสาไม่สามารถแก้ ปัญหาที่เกิดได้ แต่การทํางานร่วมกันกับชุมชนเป็นการทํางานในพื้นที่ ที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบพอเห็นแนวทางการแก้ ปัญหาที่สามารถแก้ตามศักยภาพของตนเอง
    จิตสำนึกของคน มี 2 ลักษณะคือ จิตสำนึกภายใน และจิตสำนึกภายนอก
    1.จิตสำนึกภายใน เป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อแม่และบรรพบุรุษ เป็นจิตสำนึกที่อยากทำด้วยจิตใจของตนเอง ไม่มีใครมาบงการให้ทำนั่นทำนี่ หน่วยงานหรือองค์กรใด มีคนในลักษณะดังกล่าวมาร่วมงาน จะทำให้หน่วยงานและองค์กรนั้น มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง เพราะได้รับความร่วมมือด้วยดี
    2.จิตสำนึกภายนอก คือการกระทำโดยมีคนอื่นบอกให้ทำ บังคับให้ทำ ทำตามแนวทางที่หน่วยงานและองค์กรต่างๆ กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติ การทำในลักษณะดังกล่าว จะขาดความร่วมมือในกิจกรรมนั้น ๆ เพราะเป็นการปฏิบัติตามแนวทาง ถ้าไม่ทำจะได้รับการลงโทษ การว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งคนที่มีจิตสำนึกที่มีมาจากภายใน จะไม่เกิดความประทับใจ หน่วยงานหรือองค์กรใด มีบุคคลลักษณะดังกล่าวทำงาน มักจะก่อปัญหาในหน่วยงานและองค์กร กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ
    การสร้างจิตสำนึกของคน ต้องได้รับการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก จากบุคคลต่าง ๆ เช่น พ่อแม่ที่อยู่ที่บ้าน ผู้ปกครองส่วนท้องถิ่น ในหน่วยงานหรือองค์กร พระสงฆ์องค์เจ้าที่วัด และครูในสถานศึกษา บุคคลเหล่านั้นจะเพิ่มบทบาทที่สำคัญยิ่งในการอบรมสั่งสอน และเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม จะเป็นการช่วยเหลือและไม่สร้างความเดือดร้อน ความเสียหายกับผู้อื่นหรือสังคมในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
    1. รับผิดชอบต่อครอบครัว โดย เชื่อฟังพ่อแม่ การช่วยเหลืองานบ้าน ร่วมกับพ่อแม่พี่น้อง รวมทั้งญาติๆ ไม่ทำให้พ่อแม่ต้องได้รับความเดือดร้อนและเสียใจ
    2. รับผิดชอบต่อตนเอง โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง ไม่ทำร้ายตัวเองไม่เสพยาเสพติด ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ อันเป็นเหตุให้เสียสุขภาพ มีความรับผิดชอบต่อโรงเรียน การดูแลรักษาความสะอาด การทิ้งเศษขยะลงถังที่จัดเตรียมไว้ ไม่ขีดเขียนข้อความใด ๆ ที่โต๊ะ เก้าอี้ และผนังของอาคาร ปฏิบัติตามกฎระเบียบวินัยของโรงเรียน ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของโรงเรียน มีความรับผิดชอบต่อครู เช่น ตั้งใจเล่าเรียน เชื่อฟังคำสั่งสอนของครู
    3. รับผิดชอบต่อบุคคลอื่น เช่นการให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ไม่เอารัดเอาเปรียบบุคคลอื่น เคารพสิทธิและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันจะเป็นการสร้างความรักและความสุขกับสังคมส่วนรวม
    4. รับผิดชอบต่อสังคมและสาธารณะ เช่น ปฏิบัติตามกฎระเบียบของบ้านเมือง ปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาทรัพย์สมบัติของส่วนรวม ให้ความร่วมมือกับชุมชนและสังคม
    5. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาทางด้านการเมือง การมีความกระตือรือร้น ในสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ ตามระบอบการปกครองประชาธิปไตย การทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางด้านการเมือง การทำหน้าที่ในการเลือกตั้งผู้แทนทุกระดับของหน่วยงานและองค์กร ประกอบกับต้องช่วยกันสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อให้เกิด ความโปร่งใส ตรวจสอบความยุติธรรม ในการสรรหาคนดีเข้าสู่ระบบการปกครองประชาธิปไตย สร้างความเป็นธรรมให้บังเกิดขึ้นในสังคมและประเทศชาติ
    จิตสำนึกสาธารณะเด็กและเยาวชน ร่วมสร้างความรุ่งเรืองให้กับสังคมและสาธารณะ คือการสร้างจิตใจและจิตสำนึกให้เป็น จิตสาธารณะ นั่นคือเด็กและเยาวชน ต้องมีความรับผิดชอบในตนเอง และต้องเป็นความรับผิดชอบหรือ จิตสำนึกที่มาจากภายใน แม้ว่าจะได้รับการอบรมสั่งสอน ถ้าใจตนเองไม่ยอมรับ จิตสาธารณะ จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นคำว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน จึงเป็นความสำคัญส่วนหนึ่งในการสร้าง จิตสาธารณะ เพราะถ้าแต่ละคนไม่พยายามที่จะช่วยเหลือตนเอง ไม่พยายามที่จะพึ่งตนเอง จะรอแต่คนอื่นเขามาช่วยสังคมก็คงจะมีแต่ คนที่ง่อยเปลี้ยเสียแรง และรอรับการช่วยเหลืออย่างเดียว
    นอกจากเด็กและเยาวชน จะมีความพร้อมในการสร้างความตระหนักและความสำนึกในใจของตนเองแล้ว แนวทางที่สำคัญในการสร้าง จิตสาธารณะ ยังมีอีกหลายประการที่เด็กและเยาวชนต้องตระหนักคือ
    1. การเพิ่มคุณค่าการมีวินัยในตนเอง คือความตระหนักถึงการมีส่วนร่วม การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เด็กและเยาวชนทุกคน ต้องศึกษาสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเองและสาธารณะ
    2. สิ่งแวดล้อมคือชีวิต เด็กและเยาวชนต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ถ้าสิ่งแวดล้อมโดยส่วนรวมดี ก็จะส่งผลดีกลับคืนมายังผู้คนในผืนโลกใบนี้ได้พบแต่ความสุขอากาศที่ดีและสดชื่น
    3. ขจัดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับส่วนรวม เด็กและเยาวชนทุกคนต้องช่วยผู้ใหญ่ ในการกำหนดแผนการดูแลและแก้ไขจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอันที่จะเป็นเหตุทำให้โลกร้อนเช่น การใช้พลังงาน โรงงานอุตสาหกรรม การทำลายป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร การขจัดสิ่งที่จะก่อให้เกิดมลพิษต่าง ๆ บ้านทุกหลังต้องสร้างบ่อพักน้ำทิ้งบ่อดักไขมันก่อนปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
    4. หลักธรรมช่วยในการดำเนินชีวิตสังคมเป็นสุข เพราะหลักธรรมหรือคำสั่งสอนของทุกศาสนา ซึ่งในแต่ละศาสนา ล้วนแต่สอนให้คนเป็นคนดีทั้งสิ้น ถ้าปฏิบัติได้ ย่อมจะทำให้สังคมเป็นสุข ดูแลตนเอง บังคับจิตใจ ไม่ทำร้ายตนเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดูแลบ้านเมืองแทนผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ถ้ายึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของศาสดาแต่ละศาสนา จะทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขอย่างแน่นอน
    การสร้างความปรองดองและสร้างความสามัคคีจะต้องจัดหากิจกรรมที่เป็นสื่อหรือสามารถเชื่อมโยงใจของคนในสังคม/ชุมชน/ท้องถิ่น ให้มาอยู่ในจุดเดียวกันโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งและเกิดศูนย์รวมแห่งจิตใจของทุกคน และชักชวนเยาวชน มาเป็นอาสาสมัครในการรณรงค์และนำร่องการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่สาธารณะเพื่อความรักษ์ทาง รักษ์ถิ่น รักษ์สิ่งแวดล้อมและนำไปสู่การสร้างความปรองดองและสามัคคีเกิดขึ้นในสังคมต่อไป
    งานจิตอาสาเป็นอีกช่องทางหนึ่ง ในการพัฒนายกระดับจิตใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจเอื้อเฟื้อ หันมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เพราะงานจิตอาสาเป็นสิ่งที่ให้เยาวชนได้หันมาทำความเข้าใจในตนเองและสังคมเพิ่มมากขึ้น อันจะเห็นได้จากในปัจจุบันปัญหาสังคมเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งทางครอบครัว ชุมชนและสังคม ดังนั้นหากไม่รีบแก้ไขให้ทันท่วงที สังคมก็จะตกอยู่ภายใต้ความสับสนวุ่นวาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่การสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นในหมู่เยาวชนได้มากเท่าไร สังคมแห่งการแบ่งปันเอื้ออาทรก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น นอกจากจะช่วยให้เยาวชนเหล่านี้ได้ปลดปล่อยพลังที่มีในตนเองแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณลักษณะให้มีผลดีต่อสังคมอีกด้วย

    สรุป
    จิตอาสา และจิตสาธารณะ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น อันจะเป็นประโยชน์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะ ถ้าพัฒนาให้เกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง ตั้งแต่บุคคลในระดับครอบครัว ทั่วโลก ย่อมส่งผลดีในระดับที่สูงขึ้นเป็นลำดับ และที่สำคัญที่สุด การสร้างและปลูกฝังจิตสำนึก ที่ดีนั้น ต้องสร้างกับ เด็กและเยาวชน เป็นพื้นฐาน เพราะเด็กสามารถรับรู้ในสิ่งที่ดีงามจากพ่อแม่ที่บ้าน รับรู้จากผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้นำชุมชน พระสงฆ์องค์เจ้า ดูแลลูกหลานในระดับชุมชนและสังคม เมื่อถึงสถาบันการศึกษาครูจะคอยอบรมสั่งสอน ทั้งด้านวิชาการ อบรมคุณธรรม จริยธรรม ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรู้จักการเสียสละ การ ให้มากกว่า การรับ อย่างเดียว จะทำให้เด็กและเยาวชน พัฒนาจิตใจในการช่วยเหลือผู้อื่น มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เตรียมเข้าสู่การพัฒนา จิตใจตนเองสู่จิตอาสาและจิตสำนึกสาธารณะ ต่อไป

    เอกสารอ้างอิง
    1.พจนานุกรมไทยฉบับของราชบัณฑิตยสถาน (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 14 ปรับปรุง-เพิ่มเติมใหม่) พ.ศ. 2537
    2.เด็กและเยาวชนกับจิตสาธารณะ(Public Mind) โดย…ว่าที่ร.ต.ดร.สมโชค เฉตระการข้าราชการบำนาญ (สังกัดวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด) อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ – ร้อยเอ็ด
    3.มานิต มานิตเจริญ. 2537. พจนานุกรมไทยฉบับของราชบัณฑิตสถาน. พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์อักษรพิทยา.

  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: