Archive

Posts Tagged ‘การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต’

ทดสอบ 3G ของ 365.co.th

เมื่อวานนี้ (พุธที่ 10 ก.พ. 2553) หนึ่งใน MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ของ TOT ที่ให้บริการ 3G เขาจัดงานปาร์ตี้ที่ Route66 RCA ครับ บรรยากาศในงาน ไปอ่านที่อาจารย์ยรรยง (@yuntongteng) เล่าเอาแล้วกัน ที่นี่ ส่วนผมในตอนนี้ จะทำหน้าที่ ใช้งาน 3G ให้หนักๆ เพื่อให้สมกับที่คุณสุรินทร์ (@seeyouallsoon) เขาอุตส่าห์แจกฟรีให้ทดลองใช้ เพื่อเป็นการทดสอบเครือข่าย ซึ่งขณะที่ผมกำลังพิมพ์บล็อกนี้อยู่ ผมก็กำลังทดสอบ Speed test เจ้า 3G นี่อีกครั้ง หลังจากที่ครั้งก่อนผมทดสอบได้เพียง 6 รอบก็หมดเงิน (เพราะ i-mobile 3GX เขาให้ใช้ฟรีแค่ 50 บาทเอง)

ผลการทดสอบความเร็วไม่ว่าจะของ i-mobile 3GX หรือ 365.co.th ก็ตาม เชื่อว่าน่าจะตอบคำถามเรื่องความเร็วของ 3G จากโครงข่ายของ TOT ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็น MVNO เจ้าใด ก็ใช้โครงข่ายของ TOT ทั้งนั้น จึงน่าจะได้ความเร็วเท่ากัน เว้นแต่ TOT จะเลือกที่รักมักที่ชัง 555

ในการทดสอบความเร็วครั้งนี้ ผมก็ทำเช่นเคยคือ

  • ใชับริการทดสอบความเร็วของ สบท. โดยเลือกทดสอบที่ 2 เซิร์ฟเวอร์คือ TRUE2 ในฐานะตัวแทนชาวไทย และ SEATTLE ในฐานะตัวแทนเมืองนอก
  • แต่ครั้งนี้ผมจะทดสอบเซิร์ฟเวอร์ละ 30 ครั้ง โดยจะเก็บข้อมูล Download speed, Upload speed และ Ping time มาด้วย
  • จากนั้นผมก็จะทำการสรุปค่าความเร็วสูงสุดที่ทดสอบได้ ความเร็วต่ำสุดที่ทดสอบได้ หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มาสรุปผลในเชิงสถิติครับ
  • อุปกรณ์ที่ใช้คือ iPhone 3GS ใช้แทน 3G Modem ต่อกับ Notebook Fujitsu รุ่น Lifebook 7211 ครับ

ก่อนอื่นต้องบอกว่า พอได้ซิมมาแล้ว ผมก็เล่นโน่นเล่นนี่ไปพลางๆ ไม่ได้ทดสอบอะไรจริงจัง แต่ก็ลองเล่น Twitter ผ่าน iPhone 3GS ของผม ก็คิดว่าเร็วดีใช้ได้นะครับ แต่บริการที่เน้น Text คงไม่ให้คำตอบซักเท่าไหร่ ลงทุนซื้อ Thai Radio App มาจาก iTunes เพื่อทดลองฟังวิทยุออนไลน์ผ่าน 3G ก็ราบรื่นไม่ติดขัด (ติดขัดแค่ บางสถานีที่อยู่ใน list ดันฟังไม่ได้ หึหึ) จากนั้นก็มีลองเล่นเกม MMORPG บน iPhone คือเกม Anrufen ด้วย สมัครเล่นผ่าน 3G เลย (ยกเว้นดาวน์โหลดตัวเกม เพราะเกิน 10MB iTunes ให้โหลดผ่าน WiFi สถานเดียว) ผมลองเล่นช่วงแรกๆ คือ ยังวนไปวนมาอยู่ในเมือง ไม่ได้เดินไปไหน ทำแค่ไล่ฆ่าเป็ดเฉยๆ แต่ก็รู้สึกว่าเกมไม่มีกระตุก (ตรงนี้ผมต้องลองไปทดสอบเล่นบน WiFi ของ True ที่ผ่านซะหน่อย)

การทดสอบแบบใช้งานจริง ไว้จะเอามาอัพเดตให้อีกทีครับ ขอลองใช้ซักสองสามวันก่อน อาจได้ข้อสรุปอะไรมากขึ้น @Koa_Ka เขาก็ฝากมาเช็คเรื่องปริมาณข้อมูลที่ใช้ด้วย (อันนี้สำคัญ เพราะจะเป็นตัวบอกว่า หากคุณเสียเงินใช้ 3G แล้ว มันจะสูบเงินคุณแค่ไหน)

หลังจากทดสอบ TRUE2 ครบ 30 ครั้งและเริ่มทดสอบกับ SEATTLE ไปได้ 10 ครั้ง อยู่ๆ สัญญาณก็ดับวูบซะงั้น เลยต้องปิดสัญญาณเปิดใหม่ครับ ก็ใช้ได้เหมือนเดิม ดูเหมือนการตัดสัญญาณเริ่มใหม่ ทำให้อยู่ๆ เน็ตก็เร็วขึ้นมาวูบนึงซะงั้น แล้วมันก็เร็วขึ้นมาขนาดนี้ ไปจนตลอดการทดสอบเลย ทำให้ความเร็วในช่วงหลังของ SEATTLE ตีตื้นขึ้นมาได้ซะงั้นอ่ะครับ… ผลการทดสอบ ผมสรุปไว้ในตารางด้านล่างเช่นเคย

No. TRUE2 Seattle
Down Up Ping Down Up Ping
1 2.24 0.33 173 0.81 0.19 639
2 1.55 0.34 148 1.74 0.21 708
3 1.37 0.29 152 1.22 0.16 651
4 1.06 0.27 244 1.30 0.19 724
5 2.21 0.12 240 1.59 0.21 707
6 0.82 0.28 172 0.83 0.20 711
7 1.18 0.29 173 1.53 0.20 701
8 2.00 0.29 164 1.08 0.20 721
9 1.69 0.34 234 1.31 0.19 732
10 2.57 0.34 164 1.29 0.21 630
11 0.91 0.33 149 3.05 0.05 716
12 1.15 0.34 235 2.90 0.10 659
13 1.07 0.33 238 3.03 0.10 660
14 1.02 0.32 174 2.13 0.24 721
15 1.07 0.27 240 1.95 0.23 646
16 0.89 0.06 169 2.55 0.24 729
17 1.23 0.12 183 2.21 0.24 645
18 1.98 0.33 238 2.21 0.16 639
19 2.78 0.33 172 2.53 0.23 651
20 1.95 0.18 202 1.39 0.10 663
21 1.86 0.31 238 2.06 0.23 660
22 1.41 0.34 198 2.00 0.24 644
23 1.73 0.34 241 2.28 0.21 667
24 1.18 0.13 183 2.84 0.25 717
25 1.39 0.34 238 3.07 0.23 646
26 1.24 0.23 235 2.82 0.05 729
27 1.43 0.34 176 2.50 0.05 713
28 1.35 0.32 249 2.83 0.05 712
29 1.39 0.34 230 2.34 0.21 716
30 1.48 0.33 233 2.37 0.24 634
Min 0.82 0.06 148.00 0.81 0.05 630.00
Max 2.78 0.34 249.00 3.07 0.25 732.00
Mean 1.51 0.28 202.83 2.06 0.18 683.03
SD 0.50 0.08 35.42 0.69 0.07 36.06

จากตรงนี้ ผมก็สงสัยแบบเดียวกับอาจารย์ยรรยงครับ ว่าโครงข่ายจะรองรับการทำ Video call ได้อย่างไร ในเมื่อ Upload speed มันเต่าได้ขนาดนี้ หรือเขาอาจจะกันแบนด์วิธสำหรับ Upload ไว้เฉพาะสำหรับเวลาทำ Video call ก็ไม่รู้สินะครับ… ผมพยายามใช้งานมันตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาที่ผมเดินไปเดินมา ย้ายสถานที่ ผมก็จะพยายามทดสอบสัญญาณตลอด ผมพบว่า

  • เวลาที่อยู่ในตัวอาคาร โดยเฉพาะห้องอับๆ สัญญาณจะหายไปเลย (เช่น เข้าห้องน้ำที สัญญาณปิ๋วเลยครับ) แต่ก็แปลกใจที่ผมพบว่าสัญญาณ 3G หายไปแถวๆ บริเวณหน้าโรงเรียนที่ผมทำงานอยู่ (ผมไม่ใช่ครูนะ บอกไว้ก่อน ผมเป็นแค่เจ้าหน้าที่ไอทีต๊อกต๋อย)
  • บริเวณริมคลองแสนแสบ สัญญาณดับตลอดสายเลยครับ อย่างน้อยๆ ก็จะซอยโรงเรียนวัฒนาเรื่อยไปจนถึงบริเวณแยกเพชรบุรี จากนั้นสัญญาณก็จะกลับมาใหม่ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่น่าจะใช่ประเด็นอีก เพราะคงไม่มีใครมาเล่น 3G ริมคลองแสนแสบแน่ๆ (น้ำเหม็น) แต่ถ้าเกิดอยู่บนเรือด่วนคลองแสนแสบล่ะ จะใช้ได้ไหม? เออ น่าคิด สัปดาห์หน้ามีโอกาสคงต้องลองดู แล้วจะเอามาเล่าสู่กันอ่าน

เขียนถึงตรงนี้พักแป๊บนึงก่อน อีก 30 นาทีเลิกงาน ผมจะทดสอบ 3G ตั้งแต่ที่ทำงาน (สุขุมวิท 15 ซ. โรงเรียนวัฒนา) ไปจนถึงบ้านที่หนองแขม (เพชรเกษม 81) ซะเลย

เอาละ ถึงบ้านแล้วครับ… ระหว่างทางกลับบ้าน ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจบางอย่างมาเล่าสู่กันอ่าน

  • ช่วงเย็นประมาณ 4 โมงเย็น สัญญาณ 3G ช่วงศาลาแดง – สุรศักดิ์อยู่ๆ ก็วูบไปซะเฉยๆ มาใช้ได้อีกทีก็ประมาณเกือบๆ จะออกจากสถานีสุรศักดิ์แล้ว เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากปริมาณคนใช้งาน 3G เยอะมากในแถวสีลม (?!?) ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้องพิจารณาเรื่อง Capacity ของโครงข่าย และ QoS (Quality of Service) ละครับ
  • ทดลองเล่นเกมออนไลน์บน iPhone 3GS แล้วจับปริมาณการวิ่งของข้อมูล ต้องบอกว่าน้อยมากๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณชั่วโมงละ 2MB นิดๆ ครับ
  • เปลี่ยนใหม่ มาลองดูวิดีโอ YouTube ผ่าน iPhone 3GS บ้าง มีบางคลิปไม่กระตุก บางคลิปกระตุก แต่ก็นิดหน่อย โดยรวมรับได้ครับ ปริมาณการใช้ตกประมาณ 1 MB/นาที แต่ถ้าเกิดเป็นการต่อดูบน PC หรือ Notebook ละก็ หนักกว่านี้ครับ
  • ถนนเพชรเกษมช่วงมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ มีสัญญาณวูบไปทีนึง เข้าใจว่างคงเป็นหลุมอากาศระหว่าง Cell Site (อันนี้สัญญาณมือถือหายไปเลย กลายเป็น No Service)
  • ก่อนจบการทดสอบวันนี้ ลองฟังวิทยุบนเน็ต ผ่าน Thai Radio App บน iPhone ลองจับปริมาณข้อมูลแล้ว ระยะเวลาการฟัง 5 นาที จะมีข้อมูลขาเข้า 2.8MB และข้อมูลขาออก 130KB ครับ

หลายคนงง ว่าทำไมผมพูดถึงข้อมูลขาเข้าและขาออก คำตอบก็คือ ปริมาณการใช้งานนั้น เขานับกันทั้งขาเข้าและขาออกนะครับ ดังนั้นหากเป็นการดาวน์โหลดอะไรต่อมิอะไรมาฟัง ก็จะเน้นที่ข้อมูลขาเข้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ทุกครั้งที่เราเปิดเว็บ เขียนเว็บบอร์ด ส่งข้อความทวีต หรืออัพโหลดรูปไปแปะใน Facebook ทั้งหมดทั้งสิ้นก็มีข้อมูลขาออกด้วย แถมบริการบางอย่างใช้ข้อมูลขาออกไม่น้อยทีเดียว (เช่นอัพโหลดรูป หรือคลิปวิดีโอ) ดังนั้นเวลาตรวจสอบ ก็ขอให้ดูให้ครบๆ นะครับ

จากนี้ผมก็จะทดลองใช้งาน 3G ผ่าน iPhone 3GS ในแบบที่ผมใช้เป็นประจำ ได้แก่ เล่น Twitter, เปิดเว็บไซต์ข่าว (บ่อยและเยอะ), อัพโหลดรูปลง Twitter แล้วจะมาเล่าสู่กันอ่านว่า ปริมาณการใช้งานเป็นยังไง อ้อ! แล้วก็จะอัพเดตผ่านทาง Twitter ให้ทราบด้วยเช่นกันที่ http://www.twitter.com/kafaak ครับ

My First Impression with Mikogo

I’ve mentioned “Mikogo.com” in my blog’s last episode, but that was only about register and installation how-tos. Today, I am gonna write about my experience using the service.
ผมได้พูดถึง Mikogo.com ไปเมื่อตอนก่อนแล้ว แต่ว่าตอนนั้นผมพูดถึงแค่แนะนำการลงทะเบียนใช้และการติดตั้งโปรแกรม แต่วันนี้ผมจะมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้งานครับ

First of all, I must tell you guys that English is not my speaking language, so please forgive me for any mistakes I may commit. I am writing this blog in both English and Thai just in case that Mikogo guys want to tweet about my review (I saw them tweet about my last blog) people from around the world will understand what I am talking about.
ก่อนอื่น ผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ที่เขียนเป็นสองภาษาไม่ใช่อะไรนะครับ เผื่อเอาไว้ว่า ทาง Mikogo เขาจะใช้บล็อกของผมเป็น testimony ของเขา คนอื่นๆ ที่เข้ามาอ่านก็จะได้อย่างน้อยอ่านเข้าใจ (จริงๆ เขาแนะนำให้ใช้ Google Translate ในการแปล แต่ผมก็ไม่ค่อยไว้ใจว่าจะแปลได้ถูกต้อง)

My friends asked me one day if I can help them learn how to use SPSS for their term papers. Instead of scheduling to meet them at the university during the weekend, I asked if they have ADSL connection at their homes. Then, I told them to meet me online at 8:00pm for an online session of SPSS tutorial class. Yes, I was going to use Mikogo for this purpose.
มีอยู่วันนึงเพื่อนๆ ที่เรียน ป. โท ของผมเขาขอให้ผมช่วยสอนวิธีใช้ SPSS ในการทำรายงานให้หน่อย แทนที่ผมจะนัดไปเจอที่มหาวิทยาลัยเหมือนเคย ผมตัดสินใจถามว่าพวกเขามี ADSL กันไหม ผมอยากลองบริการของ Mikogo ซะหน่อย ปรากฏว่าพวกเขามี ก็เลยนัดให้เจอกันตอนสองทุ่ม

My connection is 5Mbps downstream and 512Kbps upstream. I don’t know about theirs, but I don’t think it does matter because the speed of my demonstration will depend solely on my upstream (512Kbps)  anyway. Unfortunately, the free-service from Mikogo doesn’t feature audio conferencing via VoIP. But that’s fine, I can use Skype.
สำหรับตัวผมนั้น ใช้เน็ตความเร็ว 5Mbps/512Kbps ครับ ส่วนเพื่อนๆ นั้นไม่รู้เหมือนกัน แต่ก็ไม่น่าจะใช่ประเด็น เพราะคอขวดน่าจะอยู่ที่ upstream ฝั่งผมมากกว่า ผมใช้ Skype ด้วย เพราะว่า Mikogo นั้นไม่มีคุณสมบัติในการทำ audio conference ครับ (จริงๆ เขามีบริการโทรศัพท์พื้นฐานสำหรับทำ audio conferencing แต่เป็นเบอร์ต่างประเทศ และเสียเงินด้วย)

The preparation was quick because I already have Mikigo client installed on my machine. In fact, the installation is very fast even if I had to do it from scratch (the client is only about 1.5MB in size). It took not more than 5 minutes before 2 of my friends joined the session. Well, there are several ways you can tell your friends to join the session. In the session information page, you will see the instruction telling you to give your friends the Session ID and to join the session at http://join.mikogo.com. You can call your friends, send the Session ID via instant messenger services. Or you can just click Email Session Information button to launch your e-mail client and send the information to your friends.
การเตรียมตัวไม่ยากครับ จากวันก่อนนั้นผมติดตั้ง Mikogo เอาไว้แล้ว ก็เลยพร้อมที่จะเริ่ม แต่ถึงจะต้องทำใหม่ตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้ใช้เวลานานเลย เพราะโปรแกรมเขาเล็กนิดเดียว ดาวน์โหลดแป๊บเดียวเสร็จ เวลาติดตั้งก็ไม่ต้องปรับค่าอะไรวุ่นวาย Next ลูกเดียว ซักพักเดียวเพื่อนๆ ผมก็ออนไลน์มมาบน Skype แล้ว ที่ผมต้องทำก็คือ เริ่ม Session แล้วเอาข้อมูล URL สำหรับเข้าร่วม Session คือ http://join.mikogo.com กับ Session ID ให้เพื่อน ซึ่งเราจะโทรไปบอก จะส่งผ่าน MSN, Skype หรือจะอีเมล์ไปก็ได้ทั้งนั้นครับ

You will have 15 minutes for the first participant to join the session, otherwise the session will end automatically. After the first participant joins the session, it will end only when you choose to. You can have the session as long as you want it to be.
เมื่อเริ่ม Session แล้ว จะต้องมีคนมาเข้าร่วมภายใน 15 นาที ไม่อย่างนั้นระบบจะปิดตัวเองโดยอัตโนมัติ แต่หากมีคนมาเข้าร่วมอย่างน้อย 1 คนแล้ว Session นั้นจะจบลงก็ต่อเมื่อคุณยกเลิกมันครับ

Your friends will be ask to download and run an executable file from Mikogo.com (this will happen every time since nothing will be install onto your friends’ machines). Good thing is you can choose what will be displayed on your friend’s screen. Your friends will see only a plain blue screen if nothing is chosen to be displayed. (Any new program run will be set to visible by default.)
ผู้เข้าร่วม Session จะไม่ต้องติดตั้งอะไรลงบนเครื่องทั้งนั้น แต่ว่าจะต้องดาวน์โหลดและรันไฟล์ .exe ไฟล์นึงเสมอ ส่วนทางเรานั้น สามารถที่จะกำหนดได้ว่าจะให้อีกฝ่ายเห็นอะไรบนหน้าจอของเราบ้าง (ค่าเริ่มต้นคือเห็นทุกโปรแกรมที่เปิดอยู่ และทุกโปรแกรมที่เปิดขึ้นใหม่)

 

Mikogo features whiteboard capability. This allows you to write anything on the screen, so it means that you can highlight anything you find important to notice.
Mikogo มีฟังก์ชั่นกระดานไวท์บอร์ดด้วย นั่นคือมีพวกเครื่องมืออย่างมาร์คเกอร์ เครื่องมือวาดรูปเลขาคณิต ฯลฯ ให้เราสามารถวาดรูปบนจอได้ สะดวกมากเวลาที่เราต้องการจะไฮไลท์อะไรบางอย่างที่สำคัญบนหน้าจอ

 

Plus, you can record your demonstration for a later view. But that requires a session player which can be downloaded at http://www.mikogo.com/en/downloads/session-player.exe.
ยิ่งไปกว่านั้น คุณยังสามารถที่จะบันทึกภาพการนำเสนอเอาไว้ เพื่อใช้ฉายให้ดูทีหลังได้อีก โดยใช้โปรแกรม Session player ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่ http://www.mikogo.com/en/downloads/session-player.exe 

What I usually experience in many demonstrations I have is that people at the other side will ask me to see their screen. This can be done easily in Mikogo by just switching the “presenter”. Moreover, you can request for control of keyboard and mouse of the other side and vise versa. Mikogo also features file sending to all the audiences.
ที่ผมพบบ่อยเวลานำเสนอก็คือ ฝั่งตรงข้ามเขาดูเรานำเสนอไปแล้ว ก็ทำตามเรา แล้วเกิดติดปัญหา เขาก็อยากให้เราเข้าไปดูหน้าจอเขาเพื่อช่วยแก้ไข ซึ่ง Mikogo นั้นก็สามารถทำได้โดยการสลับตัวผู้นำเสนอ และยังสามารถเข้าไปควบคุมแป้นพิมพ์และเมาส์ของอีกฝ่ายได้ด้วย… ในทางกลับกัน ทางโน้นก็เข้ามาควบคุมแป้นพิมพ์และเมาส์ของเราได้เช่นกัน โดยต้องขออนุญาตกันก่อน

Like I mentioned before, what Mikogo lacks is the capability for hosting an audio conference. But that doesn’t matter as you can use Skype for that purpose. During my SPSS tutorial session, Mikogo and Skype works synergetically and it went very smoothly. Only about 4 times in our 2-hour session that we lost audio, but it only lasted few seconds. But I don’t think I could blame Mikogo for the problem. In fact, I was downloading something from the web during the session. (I kept the download session on as to test Mikogo to the extreme.)
อย่างว่าครับ Mikogo ไม่มีคุณสมบัติในการทำ Audio conference ผมก็เลยต้องใช้ Skype แทน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ติดขัดอะไรเลย ผมใช้เวลาสอนเพื่อนไป 2 ชั่วโมง มีแค่ 4 ครั้งเท่านั้นที่เสียงขาดหายไปประมาณช่วงละ 2-3 วินาที แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหามาจาก Mikogo ครับ ที่จริงแล้ว ผมว่ามันน่าจะเป็นผลมาจากการที่ผมกำลังดาวน์โหลดไฟล์ใหญ่ๆ ในช่วงนั้นไปด้วยมากกว่า (ผมไม่ตัดการดาวน์โหลดออก เพราะอยากทดสอบบริการของ Mikogo แบบสุดๆ จริงๆ)

In all, I would say that Mikogo is very impressive both in its feature-rich capabilities and quality. Above all, it’s free for both personal and commercial use! I believe this is the best choice for any software house to do their software demonstration for their customers.
ท้ายที่สุด ผมคงต้องบอกว่า Mikogo นี่น่าประทับใจมาก ทั้งมีคุณสมบัติต่างๆ เพียบพร้อม ไหนจะมีคุณภาพในการนำเสนอที่ดี ที่สำคัญคือ มันฟรีครับ และฟรีจริงๆ เลย หมายความว่า จะใช้ส่วนตัว หรือใช้ทำมาหากินก็ฟรีครับ! ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หากคุณเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์แล้วกำลังมองหาโซลูชั่นสำหรับการนำเสนอซอฟต์แวร์ให้กับลูกค้า โดยไม่ต้องเดินทาง

นำเสนอผลงานซอฟต์แวร์ทางไกลด้วย Mikogo

ใครทำงานเป็นเซลส์ในบริษัทจำพวกซอฟต์แวร์เฮาส์บ้างเอ่ย? เคยเบื่อบ้างไหมกับการจราจรติดขัดในเมืองไทย หรือบางครั้งก็ต้องเดินทางไปไกลถึงต่างจังหวัด เพื่อไปนำเสนอซอฟต์แวร์ให้ลูกค้าได้ดู สิ้นเปลืองทั้งเวลาสิ้นเปลืองทั้งค่าใช้จ่าย (เพราะไม่รู้ว่าสุดท้ายลูกค้าจะซื้อของเรารึเปล่า)… บางครั้งซอฟต์แวร์เราเกิดเป็นที่สนอกสนใจของหลายๆ บริษัท ก็ต้องจัดคิวกันแทบตาย เพื่อที่จะไปหาลูกค้า ยิ่งถ้าเกิดอยู่กระจายทั่วประเทศ อึ๋ย! ไม่กล้าคิด

เป็นบริษัทด้านไอทีแล้ว ก็ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์สิครับ… แต่ก็อีกนั่นแหละ หลายคนก็บอกผมว่า เป็นซอฟต์แวร์เฮาส์เล็กๆ เบี้ยน้อยหอยน้อย รับงานมาโปรเจ็คนึง 1 ล้านบาท ไหนจะต้องจ่ายค่าตัวโปรแกรมเมอร์ ไหนจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายทั่วไป (พวก Fixed cost ของบริษัท) แถมไอ้โปรเจ็คละล้านมันไม่ได้เข้ามาเดือนละหลายๆ โปรเจ็คนี่นา แบบนี้ก็ไม่เหลือกำไรกันพอดี

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอเมริกา เดี๋ยวนี้เขาใช้บริการจำพวก Webminar  หรือจะเรียกว่า Web conferencing กันเยอะแล้ว ยกตัวอย่างเช่น Sun Microsystem นี่เขาจัด Webminar สำหรับชุมนุม Open Source บ่อยมาก แถมอัดวิดีโอเอาไว้ให้คนเข้าไปดาวน์โหลดไปดูแบบ Offline ได้อีกด้วย… มีบริษัทที่ให้บริการ Web conferencing เท่าที่ผมรู้จักดีก็มี Gotomeeting.com กับ webex.com ครับ ส่วนที่อื่นๆ ก็เช่น Dimdim.com, Megameeting.com หรือแม้แต่เจ้าพ่อวงการซอฟต์แวร์อย่าง Adobe เขาก็มีให้บริการด้วยนะครับที่  Acrobat Connect Pro ค่าใช้จ่ายตกอยู่ที่ประมาณเดือนละ 1,000 – 1,500 บาท รองรับผู้เข้ามาร่วม Web conferencing ได้ประมาณ 3 – 100 คน ก็แล้วแต่ว่าที่ไหนมีเงื่อนไขยังไง

แต่ก็อีกนั่นแหละ… ถ้าผมจะมาพูดถึงทั้งที ผมก็ไม่อยากหาเรื่องให้พวกคุณต้องเสียเงินล่ะครับ ผมจะมาพูดถึงบริการฟรีดีกว่า… ตัวที่ผมยกมานำเสนอนี้ ชื่อ Mikogo.com ครับ

ใช้งานไม่ยากเลย ที่สำคัญสามารถใช้ได้ทั้งกับระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac OS ครับ… ก่อนอื่น ให้ไปที่ https://www.mikogo.com/account/register.php เพื่อลงทะเบียนใช้บริการก่อน จากนั้นก็รอเขาส่ง username (คือ e-mail ที่เราสมัครนั่นแหละ) และ password มา จากนั้นก็ไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาจากเว็บไซต์ที่ http://www.mikogo.com/download/windows-download/ สำหรับ Windows นะครับ ใครใช้ Mac OS ก็ไปลิงก์มาที่ Download จากหน้าเว็บเอาก็ได้

พอคลิกดาวน์โหลดแล้ว ก็เหลือแต่ติดตั้งลงไปในเครื่อง

พอดาวน์โหลดเสร็จ ก็รันไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาเลย ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเลยครับ การติดตั้งง่ายมากจริงๆ พอติดตั้งเสร็จแล้ว มันก็จะมี Balloon ข้อความขึ้นที่ System tray ของเครื่องของเรา

ทีนี้ก็เหลือแต่ลองใช้งานครับ ซึ่งก่อนอื่น ก็ให้เราไปคลิกขวาที่รูปไอคอนตัว M บน System tray ก่อน จากนั้นเลือก Settings…

สิ่งที่ต้องทำต่อมาก็คือ การใส่ Username และ Password ที่ได้มาในอีเมล์ลงไป กำหนดชื่อที่จะแสดงของเราลงไปด้วย ซึ่งชื่อที่ปรากฏใน Your Name เนี่ย จะเป็นชื่อที่ผู้ที่จะเข้ามาร่วม Web conferencing กับเราจะได้เห็น

อีกที่นึงที่เราควรไปปรับตั้งก็คือแท็บที่ชื่อว่า Preferences ครับ

ที่แท็บนี้ เราจะกำหนดได้ว่า จะมีโปรแกรมอะไรบ้างที่เราเปิดอยู่แล้ว User ที่เข้ามาร่วม Web conferencing จะได้เห็น… แน่นอนครับ เวลาเรา Demo ซอฟต์แวร์ ถ้าเกิดให้คนเข้ามาเขาเห็นหน้าจอเราทั้งหมด ก็อาจไม่ดีแน่ๆ จริงไหม ฟีเจอร์นี้นับว่าถูกใจผมมากทีเดียว

ส่วนแท็บอื่นๆ ก็เป็นการปรับตั้งเล็กๆ น้อยๆ เช่น ค่า Proxy, การกำหนดรหัสผ่านสำหรับเข้าร่วม Web conferencing (ซึ่งอันนี้เราไม่จำเป็นต้องกำหนดก็ได้ เพราะทุกครั้งที่เริ่ม Session ระบบจะสร้างรหัส ID ให้อัตโนมัติอยู่แล้ว), โฟลเดอร์ปลายทางสำหรับเก็บไฟล์วิดีโอที่บันทึกไว้ (ใช่ครับ เราสามารถบันทึกวิดีโอของการ Demo ของเราเอาไว้ได้ด้วย) ฯลฯ ลองเล่นกันดูเองครับ

วิธีการเริ่ม Session ก็ง่ายมา แค่คลิกขวาที่ไอคอน M ใน System tray จากนั้นก็เลือก Start Session

พอเลือก Start session แล้วก็รอแป๊บนึง มันก็จะแจ้ง Session ID ให้เรามา เจ้า Session ID นี่คือสิ่งที่เราจะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายที่จะเข้ามาร่วม Web conferencing ทราบ

การแจ้งให้ทราบ ทำได้หลายวิธีครับ จะโทรไปก็ได้ จะส่ง link (http://join.mikodo.com) พร้อม Session ID ไปทางโปรแกรม Instant messanger ก็ได้ ที่เหลือ ก็แค่รออีกฝ่าย Join session เข้ามา… อ้อ! แต่ละ Session ที่เปิดแล้ว ถ้าไม่มีใครเข้ามา Join session ภายใน 15 นาที ก็จะถูกตัดจบโดยอัตโนมัติครับ ดูจำนวนผู้เข้ามาร่วม พร้อมเวลาที่เหลืออยู่ก่อนที่ Session จะปิดลงโดยอัตโนมัติได้ตรงที่ผมตีกรอบสีแดงพร้อมลูกศรชี้… แต่ถ้ามีคนมาร่วมแล้ว Session ก็จะไม่ตัดจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกเลิกครับ

สำหรับบริการฟรีนี้ จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วม Web conferencing สูงสุดครั้งละไม่เกิน 10 คนครับ

ฝั่งคนเข้าร่วม เมื่อเข้าไปตาม URL ดังกล่าวแล้ว ก็จะได้เห็นหน้าจอ Login ตามด้านล่างนี่ ก็แค่ใส่ Session ID ให้ถูกต้อง และระบุชื่อของตัวเองลงไป (ชื่อนี้ใส่ตามสะดวก เพราะเป็นแค่ชื่อที่ใช้แสดงให้ Host รู้ว่าผู้เข้าร่วมเป็นใครบ้างเท่านั้นเอง)

เท่านี้ก็พร้อมที่จะเริ่ม Demo กันได้แล้ว โดยตัวเราที่เป็นผู้เปิด Session ก็จะทำหน้าที่เป็น Presenter ที่เปิดหน้าจอคอมฯ ของเราให้ผู้เข้าร่วมได้เห็น… บริการ Mikodo นี้มีคุณสมบัติเด่นๆ มากมายที่ช่วยให้การ Demo ของเราประสบความสำเร็จไปด้วยดี เช่น

  • Switch presenter ให้เราสามารถเปลี่ยนตัวผู้แบ่งหน้าจอได้ ในกรณีที่ผู้เข้าร่วมต้องการจะให้เราไปดูหน้าจอของเขาบ้าง
  • Whiteboard เป็นชุดปากกา และรูปทรงเลขาคณิตพื้นฐาน ให้เราได้ใช้ในการทำ Highlight หน้าจอของเรา เพื่อเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้ดู
  • Remote control ให้เราสามารถเข้าไปคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ที่เป็น Presenter ได้ นั่นหมายความว่า ผู้เข้าร่วมก็สามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ของเราได้ ในขณะที่หากเราเปลี่ยนให้ผู้เข้าร่วมเป็น Presenter บ้าง เราก็สามารถควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาได้เช่นกัน
  • Send file ให้เราสามารถส่งไฟล์หากันได้สะดวกมาก แถมส่งได้พร้อมๆ กันหลายคน
  • Lock session จะเป็นการ Pause หน้าจอของ Presenter เพื่อให้ตัว Presenter ได้ไปแอบทำโน่นทำนี่ เตรียมตัวระหว่างการ Demo โดยที่ผู้ดูไม่รู้ว่าทำอะไรบ้าง
  • Recording บันทึกวิดีโอการนำเสนอของเราเอาไว้ได้หมด เอาไว้สำหรับให้คนอื่นๆ ดูแบบ Offline ภายหลัง (ต้องดาวน์โหลดโปรแกรม Playback จากเว็บไปใช้เปิดดู)
  • ฯลฯ

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของบริการของ Mikodo ก็คือ การขาดคุณสมบัติในการทำ Audio conferencing ผ่านทางอินเตอร์เน็ต แต่จะมีบริการผ่านโทรศัพท์พื้นฐานให้แทน (ซึ่งงวดนี้ต้องเสียเงินต่างหาก)… แต่ก็อีกนั่นแหละ ใครที่ไม่อยากเสียเงิน ก็ไปใช้ Skype ในการทำ Audio conferencing สิครับ ง่ายจะตายไป จริงไหม 😀

อ้อ! Mikodo นั้นก็คงตระหนักถึงจุดอ่อนตรงนี้ของตนดี แต่เนื่องจากเป็นบริการฟรี ก็เลยเปิดบริการในส่วนของ Audio conferencing ไม่ไหว แต่เขาก็เตรียม Skype Add-ons เอาไว้ให้ สำหรับติดตั้ง ดังนั้นเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว เราก็จะสามารถเริ่ม Session ได้่ผ่านทาง Skype อีกทั้งยังสามารถทำ Audio conferencing ได้ด้วยเลยนะครับ

ใครสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับตัวโปรแกรมมากกว่านี้ หมายถึงคุณสมบัติต่างๆ และวิธีการใช้งาน ก็ดาวน์โหลดตัว User guide ไปอ่านเอาได้ที่ http://www.mikogo.com/downloads/docs/mikogo-user-guide.pdf ครับ

ประหยัดค่าโทรด้วย Skype

ไม่มีโปรโมชั่นโทรศัพท์ใดที่สมบูรณ์แบบที่สุดหรอกครับ ต่อให้โปรฮีโร่ของ AIS ที่คุยนักคุยหนาว่าไม่มีกำแพงช่วงเวล 1า หรือกำแพงเครือข่าย 2 ก็ตาม สุดท้ายมันก็จบลงที่ 5 นาทีแรก 3 บาท แต่จากนั้นก็อัตราปรกติ สำหรับขาเม้าท์แล้ว ก็ลำบากเอาการอยู่… ผมเองก็เป็นหนึ่งในขาเม้าท์ไม่แพ้กันครับ แต่ที่ไม่ค่อยได้เมาท์กับเพื่อนก็เพราะ เพื่อนๆ ผมใช้มือถือกันคนละเครือข่ายเลย แถมช่วงเวลาที่ผมมักจะโทรหาเพื่อน ก็ดันมักจะอยู่นอกช่วงเวลาโทรฟรี หรือโปรโมชั่นพิเศษของค่ายต่างๆ ซะด้วย แล้วผมจะทำยังไงดี?

เชื่อหรือไม่ล่ะครับ ว่าคำตอบของผม มันดันอยู่ในโปรแกรมที่ผมรู้จักดี แต่ว่าแทบจะไม่ได้ใช้มันมาเลย นับตั้งแต่สมัครใช้มาตั้งหลายปี… โปรแกรมนั้นคือ Skype ครับ

จริงๆ แล้ว Skype เป็นโปรแกรมที่หลายๆ คนรู้จักกันดี และในเมืองไทยเองก็มีคนใช้ Skype กันอยู่เยอะ โดยเฉพาะใช้เพื่อโทรไปหาญาติพี่น้องในต่างประเทศฟรีๆ ด้วบริการ PC-to-PC call แต่ผมกลับพบว่าส่วนใหญ่กลับไม่รู้เลยว่า Skype มีระบบโทรเข้าเบอร์บ้านหรือเบอร์มือถือในราคาประหยัดด้วย นั่นคือคุณใช้ Skype หมุนเข้าเบอร์บ้านได้เลย

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ซื้อ Skype credit เอาไว้ (ขั้นต่ำ $10) แล้วก็แค่หมุนเบอร์โทรก็เท่านั้น การโทรผ่านระบบ Internet ราคาถูกกว่าโทรปรกติเยอะครับ ถูกกว่าพวกกด 009 อีกด้วยซ้ำ แถมด้วยเทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลของ Skype ยังทำให้คุณภาพของเสียงไม่แพ้โทรศัพท์ปรกติเลย ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวของการใช้ Skype ในการโทรแบบนี้ก็คือ การใช้โทรในเมืองไทยยังไม่คุ้ม เพราะค่าโทรในเมืองไทยถือว่าถูกมาก แถมยังเจอ Connection fee อีก

Skype Credit ใช้สำหรับโทรออก และส่ง SMS เข้ามือถือ

Skype Credit ใช้สำหรับโทรออก และส่ง SMS เข้ามือถือ

Skype ระบุไว้ชัดเจนว่า การโทรทุกครั้งจะมี Connection fee (ค่าบริการเชื่อมต่อสัญญาณ) ด้วย ไม่ว่าจะโทรเข้าเบอร์บ้านหรือเบอร์มือถือ ซึ่งแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ต้องอ่านให้ดีๆ ก่อน

Skype ระบุไว้ชัดเจนว่า การโทรทุกครั้งจะมี Connection fee (ค่าบริการเชื่อมต่อสัญญาณ) ด้วย ไม่ว่าจะโทรเข้าเบอร์บ้านหรือเบอร์มือถือ ซึ่งแต่ละประเทศก็แตกต่างกันออกไป ต้องอ่านให้ดีๆ ก่อน

แต่ตอนนี้ปัญหานั้นหมดไปแล้วเมื่อ Skype ออก Subscription plan แบบ Unlimited มา ทำให้เราสามารถโทรในเมืองไทยทั้งเบอร์บ้านและมือถือ ในราคาแค่ไม่ถึง 200 บาท/เดือน 3 เท่านั้น ซึ่งในราคาเพียงเท่านี้ สำหรับในประเทศไทยแล้ว คุณสามารถที่จะโทรเข้าเบอร์บ้าน (Landlines) หรือ เบอร์มือถือ (Mobile phones) ได้อย่างไม่จำกัด

ค่าบริการแบบ Unlimited call อยู่ที่ $5.95 หรือประมาณ 170 บาท เท่านั้นเอง

ค่าบริการแบบ Unlimited call อยู่ที่ $5.95 หรือประมาณ 170 บาท เท่านั้นเอง

ด้านคุณภาพของเสียงนั้น ผมทดลองใช้มาเดือนกว่าๆ แล้ว ต้องถือว่าใช้ได้ดีทีเดียว มี delay อยู่บ้างเล็กน้อย (ทดสอบตอนที่อยู่ที่บ้าน ลองโทรหาคนในบ้านเลย ดูว่าเสียงมัน delay มากน้อยแค่ไหน) แต่ก็ถือว่า หากอยู่ไกลๆ กัน ไม่รู้หรอกครับ ว่าเกิด delay เกิดขึ้น

แต่อย่าคิดว่าทุกคนใช้ Skype แล้วจะประหยัดกันถ้วนหน้านะครับ เพราะที่ผมพูดถึงไปทั้งหมดนั้น มันเป็นเพียงแค่ค่าบริการเชื่อมต่อสัญญาณสำหรับ Skype เท่านั้น ผมยังไม่ได้พูดถึงราคาค่าบริการอินเตอร์เน็ตเลย… สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่บ้าน (พวก ADSL หรือ Cable modem) ก็ไม่สามารถใช้งาน Skype ได้ครับ

ความเร็วที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน Skype ผมว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว ขนาดแพ็กเกจต่ำสุดซัก 1Mbps (เว็บนอก)/ 3Mbps (เว็บในประเทศ) และมีอัตราความเร็วด้าน Upload อยู่ที่ 512Kbps ผมก็ว่าเพียงพอสำหรับ Skype แล้วครับ แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกอย่างน้อยเดือนละ 600 บาท ซึ่งนับแล้วไม่คุ้มเท่าไหร่ แต่หากคุณเป็นคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่ที่บ้านเป็นประจำเหมือนผมแล้ว การเอา Skype มาใช้ก็ถือได้ว่าช่วยประหยัดค่าโทรไปได้เยอะครับ โดยเฉพาะ หากคุณมีเพื่อนให้โทรหาเยอะๆ (ตั้งแต่เอา Skype มาใช้ แม่ผมเม้าท์แตกกับญาติๆ ทุกวัน)

แต่ที่ผมว่าจะช่วยประหยัดได้เยอะก็เห็นจะเป็นองค์การธุรกิจมากกว่าครับ เพราะยังไงๆ องค์การธุรกิจสมัยนี้ก็ต้องมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้งานอยู่แล้ว การโทรผ่าน Skype ไม่ว่าจะเป็น PC-to-Phone หรือ PC-to-PC ก็จะช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ไปได้เยอะ หนำซ้ำ Skype ยังมีรองรับระบบ PABX 4 อีกด้วย

Skype Gateway to PBX ของ Prettymay เชื่อมต่อ Skype เข้ากับ PBX ที่คุณมีอยู่ ไม่ต้องซื้อของใหม่... ไต้หวันเก่งอีกแล้ว
Skype Gateway to PBX ของ Prettymay เชื่อมต่อ Skype เข้ากับ PBX ที่คุณมีอยู่ ไม่ต้องซื้อของใหม่… ไต้หวันเก่งอีกแล้ว

หากยังไม่มั่นใจ ก็ทดลองดูซักเดือนก่อนก็ได้ครับ ใช้คอมพิวเตอร์ต่อ Skype เพื่อโทรก่อนก็ได้ เพราะค่าบริการเขาคิดเป็นรายเดือน, ราย 3 เดือน หรือ รายปี อยู่แล้ว เราอยากจะแค่ทดลอง ก็สมัครแบบรายเดือนก่อน เดือนนี้ลองแล้วไม่พอใช้ เดือนหน้าก็ระงับการต่ออายุไปก็จบเรื่อง ไม่ต้องทำสัญญาระยะยาว เสียค่าใช้จ่ายแค่ 200 เศษๆ เอง (ผมลองแล้วติดใจ ตอนนี้สมัครแบบรายปีไปแล้ว)

ใครที่มี iPhone อย่างผม ยิ่งสะดวกครับ โหลด Skype for iPhone มา แล้วเวลาที่เจอ WiFi ที่ไหน ก็โทรได้สบายๆ เลย

กดโทรออกได้เหมือนกับเป็นโทรศัพท์ปรกติเลย
กดโทรออกได้เหมือนกับเป็นโทรศัพท์ปรกติเลย

Note
1. กำแพงช่วงเวลาที่ AIS อ้างถึงก็คือ ช่วงเวลาการโทรสำหรับโปรโมชั่นนั้นๆ เช่น บางโปรโมชั่น จะโทรฟรีเฉพาะช่วงเวลา 4 ทุ่ม – 1 ทุ่มเป็นต้น แต่หากนอกเหนือจากเวลานั้น ก็จะต้องเสียค่าบริการนาทีละ 1 บาท เป็นต้น
2. กำแพงเครือข่ายที่ AIS อ้างถึงก็คือ การจำกัดให้โปรโมชั่นดังกล่าว มีผลเฉพาะกับการโทรไปยังมือถือที่อยู่บนเครือข่ายเดียวกันเท่านั้น เช่น เราใช้เบอร์ของ DTAC ก็ต้องโทรหา DTAC ด้วยกันเท่านั้น เป็นต้น
3. ในกรณีสมัครจ่ายรายปี เฉลี่ยเดือนละ 170 บาท แต่หากจ่ายเป็นรายเดือนจะตกที่ราวเดือนละ 200 บาทเศษ
4. ระบบ PABX คือ ระบบชุมสายภายในองค์การ ที่ช่วยให้องค์การสามารถใช้คู่สายภายนอกเพียงไม่กี่เบอร์ ในการให้บริการสายภายในองค์การหลายๆ เบอร์ได้

%d bloggers like this: