Archive

Posts Tagged ‘คอมพิวเตอร์’

Augmented Reality แนวทางการประยุกต์ใช้ในธุรกิจ

เอ่ยชื่อเทคโนโลยีที่ชื่อ Augmented Reality หรือ AR ในไทยตอนนี้ เชื่อได้ว่า หากไปตั้งกลุ่มใน Facebook ว่า “เชื่อว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนไม่รู้จักเทคโนโลยี AR” คงมีคนมาเข้ากลุ่มเพียบ (อันนี้มุกเอาฮาเฉยๆ ครับ) ชื่อของเทคโนโลยี AR ในภาษาไทยนั้น ตอนนี้ยังไม่มีบัญญัติเอาไว้ชัดเจน แต่อ้างอิงจากที่เขียนกันไว้ใน Wikipedia ภาคภาษาไทย เขาให้ชื่อว่า “โลกเสมือนผสานโลกจริง”

จริงๆ แล้ว เทคโนโลยี AR ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ เป็นอะไรที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันจนชินตามานานแล้ว เพียงแต่เราไม่รู้ว่ามันถูกขนาดนามว่า AR เท่านั้นเอง… หรือพูดให้ถูกๆ เราเห็นบ่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพยนตร์ครับ

อ่านเพิ่มเติม…

หมวดหมู่:คอมพิวเตอร์ ป้ายกำกับ:, ,

มองอนาคต mobile device กับ Google I/O

วันนี้ลาพักร้อน ก็เลยได้มีโอกาสนั่งฟัง Google I/O ผ่านทาง Google Developer channel บน YouTube ครับ งานสัมมนาครั้งนี้ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นพวก Developer ซะมาก เพราะจะได้เข้าคุยกันเรื่องทิศทางของการพัฒนาพวกเทคโนโลยี และไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่คนธรรมดาสาัมัญอย่างเราๆ ก็ควรที่จะเข้าไปฟังๆ เอาไว้บ้างนะครับ… ทำไมน่ะเหรอ? จะได้รู้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีอุปกรณ์อะไรใหม่ๆ ออกมาบ้าง จะได้วางแผนซื้อได้ถูก โดยไม่มานั่งเสียใจในภายหลังไงครับ แบบ “ไม่น่าเลย… ตูน่าจะรออีกซักพัก จะได้ซื้อรุ่นใหม่รุ่นนี้มา มีครบทุกอย่าง” อะไรแบบเนี้ย

ว่าแล้วเราก็มาดูกันดีกว่าว่า ในงาน Google I/O นี้ มีอะไรที่น่าสนใจสำหรับระดับ User อย่างเรากันบ้าง

อ่านเพิ่มเติม…

Freeware Survival Guide for Windows (ตอนที่ 3)

อ่านมาถึงตอนที่ 3 นี้แล้ว แสดงว่าอย่างน้อยๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ สดใส เอี่ยมอ่อง ปราศจากโปรแกรมเถื่อนของท่าน ก็จะมีโปรแกรมป้องกันไวรัส โปรแกรมดูภาพ โปรแกรมตกแต่งภาพ และโปรแกรมจับภาพหน้าจอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาตอนที่ 3 นี่  เรามาพูดถึงส่วนที่เรียกว่า Productivity บ้างดีกว่า ซึ่งก็คือ บรรดาโปรแกรมที่ช่วยผลิตงานให้กับเรานั่นเอง

Office Application
มีคนแปลเป็นไทยไว้ซะน่ารักน่าอ่านว่า โปรแกรมสำนักงาน (Office Program) ด้วยนะ… ผมจำได้ว่าในยุคแรกๆ ของวงการคอมพิวเตอร์ในไทยนั้น ผมยึดติดกับ เวิร์ดจุฬาฯ กับ เวิร์ดราชวิถี และ Lotus 123 อย่างมาก แต่พอ Microsoft ก้าวเข้ามาเล่นในวง โดยออก Microsoft Office แล้ว จากนั้นมาผมก็แทบไม่ได้แตะโปรแกรมของค่ายอื่นอีกเลย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีทางเลือกแบบฟรีๆ ให้ใช้กันนะครับ

1. OpenOffice.org

ถือเป็นตัวที่ได้รับความนิยมที่สุด ในบรรดาโปรแกรมออฟฟิศทั้งหลายที่เป็นทางเลือกสำหรับทดแทน Microsoft Office โดยเวอร์ชันล่าสุด เรียกได้ว่าเปิดไฟล์ Microsoft Office ได้ทุกชนิดเลยทีเดียว… อย่างไรก็ดี รูปแบบของหน้าเอกสารอาจมีผิดเพี้ยนไปบ้าง หากเซฟจาก OpenOffice.org ไปเปิดบน Microsoft Office หรือเซฟจาก Microsoft Office มาเปิดบน OpenOffice.org นี่ แต่ก็ไม่ถึงขนาดยอมรับไม่ได้แต่อย่างใด นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีหนังสือสอนใช้เยอะแยะและมีหลายหน่วยงานเปิดหลักสูตรอบรมการใช้งานอีกด้วย

ดาวน์โหลดคู่มือการใช้งานได้ฟรีที่ http://www.osdev.co.th/webfm_send/19 และ http://www.osdev.co.th/webfm_send/20

ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ http://www.osdev.co.th/th/openoffice.org

2. IBM Lotus Symphony

พัฒนาต่อยอดมาจาก OpenOffice.org อีกทอดหนึ่ง แต่งวดนี้เป็นผลงานของค่ายบิ๊กบลู IBM ครับ

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ IBM เขาจัดทำหน้าเว็บสำหรับใช้คำนวณต้นทุนด้าน IT ที่ลดลงไปได้ จากการเปลี่ยนจาก Microsoft Office มาเป็น IBM Lotus Symphony ด้วย (แต่เท่าที่ดู หากประยุกต์ไปใช้คำนวณการนำ OpenOffice.org มาใช้แทน Microsoft Office ก็น่าจะได้เหมือนกัน) สนใจลองคำนวณดูได้ที่ คลิกที่นี่เลย

3. Google Docs

อีกตัวเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ การเปลี่ยนไปใช้ Cloud computing ซะเลย นั่นคือใช้ Google Docs ซึ่งเป็นการทำเอกสารโดยใช้ Web application แล้วเก็บไฟล์เอกสารที่สร้างไว้บนเนื้อที่ที่ Google ให้เลย… ข้อดีคือ สนับสนุนการทำงานเอกสารร่วมกับคนอื่นได้ แถมไม่ต้องพะว้าพะวงเวลาที่จะต้องพกพาเอกสารไปทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นด้วย นอกจากนี้การใช้งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เครื่องมือที่ใช้ก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว หากคุณใช้ Microsoft Office รุ่น 97/XP/2003 มา การพิมพ์เอกสารที่สร้างไว้ก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็น

อ่านย้อนหลัง

User experience

ปัจจุบัน อุปกรณ์ไอทีมีมาวางจำหน่ายเพียบ มีให้เลือกหลากรุ่นหลายยี่ห้อมากทีเดียว ทำให้บรรดาเราๆ ท่านๆ ที่อยากจะซื้อหามาใช้ ต้องปวดหัวกับคำถามที่ว่า “จะซื้อรุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี?”… ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่เราสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไอทีได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูตัวเลขความเร็ว CPU ก็ดีสิ หรือ หากอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้สามารถวัดผลเปรียบเทียบ (Benchmarking) ได้ง่ายๆ โดยการใช้เครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์มาช่วย เช่น การวัดผลประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3 มิติ โดยใช้ซอฟต์แวร์ 3DMark เป็นต้น ก็คงดี

แต่ในความเป็นจริงนั้น อุปกรณ์ไอทีปัจจุบันมีความหลากหลายเหลือเกิน จนเราไม่อาจเปรียบเทียบได้ง่ายๆ เพียงแค่การดูจากความเร็วของ CPU และก็ไม่สามารถที่จะวัดผลประสิทธิภาพมาเปรียบคก็เทียบได้ง่ายๆ เพราะความแตกต่างของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ หรือเพราะตัวอุปกรณ์นั้นมีข้อจำกัดอื่นๆ เช่น เราไม่สามารถเอาโปรแกรม 3DMark มาติดตั้งบน iPad เพื่อวัดผลได้

ดังนั้น สิ่งที่จะเอามาวัดว่าอุปกรณ์ตัวไหนดีกว่าตัวไหน ก็จะขึ้นอยู่กับว่า อุปกรณ์ตัวนั้นให้ประสบการณ์ในการใช้งาน (user experience) ได้ดีแค่ไหน… ลองนึกถึงว่า ถ้าเราไปลองใช้ iPhone 3GS (CPU 600MHz RAM 256MB) แล้วไปเทียบกับมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.5 (CPU 800MHz RAM512MB) เราก็อาจรู้สึกว่า iPhone 3GS นี่ดูจะทำงานได้ไหลลื่นกว่าในเรื่องของการทัช ซึ่งทำให้เราได้ประสบการณ์ดีๆ ในการใช้งานมากกว่า (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ iPhone 3GS นั้นไม่ได้ทำงานแบบ multi-tasking)

user experience ที่ดีนั้น จะเกิดได้จากการที่

  • อุปกรณ์ทำงานได้ลื่นไหลตามที่ผู้ใช้งานคาดหวัง เช่น หากเป็นมือถือแบบทัชสกรีน ผู้ใช้งานก็มักจะคาดหวังว่าการทัชจะลื่นไหล ไม่มีการหน่วง ซึ่งตรงนี้เกิดได้จากการออกแบบระบบปฏิบัติการที่เหมาะสม มีฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสม
  • อุปกรณ์สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ซึ่งตรงนี้เกิดได้จากขีดความสามารถในการทำงานของ app ต่างๆ ของอุปกรณ์ เช่น หากผู้ใช้งานต้องการเปิดไฟล์ PDF อุปกรณ์ก็ควรจะมี app สำหรับเปิดไฟล์ PDF ด้วย
  • หากเป็นอุปกรณ์พกพา อุปกรณ์นั้นๆ ควรจะต้องสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว
  • มี app หรือ คุณสมบัติเสริมอื่นๆ ที่ช่วยทำให้การใช้งานอุปกรณ์นั้นๆ เป็นไปได้โดยง่ายขึ้น เช่น iPhone มีระบบ Accelerometer เพื่อช่วยในการหมุนภาพหน้าจอเพียงแค่ตะแคงอุปกรณ์ เป็นต้น

แน่นอนว่า ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุน และเทคโนโลยีอีกหลายๆ อย่างทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานไปได้เสียทุกด้าน การบริหารจัดการ user experience จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างเข้าไปเพื่อให้เกิด user experience ที่ดี ก็อาจต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดบางอย่างที่อาจไปลด user experience เช่น ผู้ผลิตอาจเลือกที่จะติดตั้ง Flash player plug-in ลงไปในเว็บบราวเซอร์ แต่นั่นก็อาจแลกมาด้วยการแสดงผลที่ไม่ราบลื่น โดยเฉพาะหาก CPU ของอุปกรณ์ความเร็วต่ำ และอาจส่งผลให้แบตเตอรี่หมดไว้ขึ้นด้วย… หรือที่เห็นได้ชัดก็คือ iPhone ครับ ที่แลกให้ได้มาซึงการทำานที่ลื่นไหลด้วยการทำงานในแบบไม่สนับสนุน multi-tasking (และแม้ว่าใน iPhone OS 4.0 ที่จะออกประมาณเดือนหน้านี้จะมีการสนับสนุน multi-tasking แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ ful multitasking)

อุปกรณ์ที่บริหารจัดการ user experience ได้ดี ก็จะเป็นที่นิยม และขายดีครับ

ได้สัมผัสกับ Kindle แล้ว… แต่ไม่ใช่แนวว่ะ

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดวันนี้ก็ตัด(สิน)ใจที่จะไปซื้อ Kindle2 มาใช้ครับ เป้าหมายคือ จะเอามาใช้ใส่ไฟล์หนังสือและงานวิจัยที่เป็น pdf ไปไว้อ่านเวลาเดินทางไป-กลับที่ทำงาน… ไอ้ครั้นจะสั่งจาก Amazon.com เลย ก็เกรงว่าจะต้องมาเก๊กซิมกับการแถกันหน้าด้านๆ ของกรมศุลกากร ที่คราวก่อนผมสั่งซื้อกระปุกออมสินรูปแมวเหมียวจากญี่ปุ่นราคา 1,950 เยน มีการ Declare มาดิบดีว่าเป็น Toy แต่พอมาถึงเมืองไทย ผ่านกรมศุลกากร ปาฏิหารย์มีจริงครับ ของเล่น กลายเป็นโทรศัพท์มือถือไปได้ แถมมีมูลค่าถึง 4,000 บาททีเดียว… สรุป ภาษีนำเข้าของผม แพงกว่าค่ากระปุกที่ผมสั่ง (ฮือๆ เข็ดจนตาย จะไม่สั่งของเข้ามาเมืองไทยอีกแล้ว จะให้เพื่อนหิ้วมาให้สถานเดียว)

ชักนอกเรื่อง กลับเข้ามาเรื่อง Kindle กันต่อ… ณ ตอนนี้ในเมืองไทย มีที่เดียวที่นำเข้า Kindle มาขายครับ คือที่ http://www.kindlethai.com ไม่รอช้า รีบติดต่อไปทันที และรู้มาว่า ออฟฟิศอยู่แถวชิดลม โอ้! ใกล้ที่ทำงาน รีบไปดูของด่วน!!!

เดินจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ชิดลม กว่าจะไปถึงออฟฟิศ เหงื่อก็โทรมกายพอใช้ได้… การต้อนรับขับสู้จากทาง KindleThai นั้นดีมากทีเดียว เอาเครื่อง Demo มาให้ผมได้ทดลองเล่น ผมก็ลองหลายๆ อย่าง รวมทั้งการดาวน์โหลดไฟล์งานวิจัยที่ผมต้องการจะยัดเข้าไปไว้อ่าน ใน Kindle มาลองใส่ดูด้วย…

ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อนว่า Kindle นั้นคือเครื่องอ่าน e-book ครับ… แต่คำว่า e-book ในความหมายของผม ณ ตอนนี้ มีหลากหลายรูปแบบมากทีเดียว (หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Comparison_of_e-book_formats)

การทดลองของผมคือ ลองดูไฟล์งานวิจัยด้วยสองรูปแบบคือ .pdf กับ .mobi ผลคือ

  • หากเป็นไฟล์ .pdf
    • ตัว Kindle จะพยายามแสดงผลเอกสารทั้งหน้าให้พอดีกับหน้าจอเต็มๆ ทำให้ตัวอักษรเล็กโคตรๆ จนแทบจะอ่านไม่ได้… สุดท้ายต้องปรับโปรแกรมไปอ่านแบบตะแคงแนวนอนแทน ทำให้ตัวอักษรใหญ่ขึ้น แต่หน้านึงเลยกลายเป็นหลายหน้าแทน
    • เอกสารหนึ่งหน้าเลยกลายเป็นหลายหน้าแทน (ประมาณ 3 หน้า) แถมมีปัญหาอีกว่า หากเอกสารเป็นแบบ Multi-column (คือ เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ขึ้นไป เหมือนในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์อ่ะ) ก็จะทำให้ลำบากเวลาอ่าน เพราะต้องอ่านคอลัมน์ซ้ายก่อน แล้วเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ จนอ่านจบ จากนั้นต้องย้อนกลับไปหน้าแรกๆ ใหม่เพื่อเริ่มอ่านคอลัมน์ขวาต่อ
  • หากเป็นไฟล์ .mobi – อันนี้เราสามารถเอาไฟล์ .pdf มาแปลงเป็น .mobi หรือไฟล์รูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะกับ e-book reader ได้ โดยการใช้โปรแกรมชื่อ Calibre (รองรับทั้ง Windows และ Mac OS)
    • พอใช้โปรแกรมแปลงแล้ว หากเป็นภาษาอังกฤษ การจัดหน้า หรือตัวอักษร จะออกมาดูดีมีฐานะมาก แต่…
    • หากเอกสารเป็นแบบที่มีการจัดอาร์ตเวิร์คสวยๆ แบบนิตยสาร หรือเป็นแบบ Multi-column แล้วละก็ โปรแกรมจะเชื่อมต่อย่อหน้าผิดหมดเลยครับ ทำให้อ่านไม่รู้เรื่องเลย

ผมจึงสรุปได้ว่า Kindle แม้จะเจ๋งจริง แต่ก็จะเหมาะกับการใช้อ่าน e-book แบบที่เป็น Kindle Edition ที่ซื้อและดาวน์โหลดจาก Amazon.com มากกว่า หรือไม่ก็ต้องเป็นไฟล์ .pdf, .txt ที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นแบบ Multi-column หรือเป็นแบบที่สแกนมาเป็นรูป และถ้าจะให้ดี ควรมีการแปลงไฟล์พวกนั้นให้อยู่ในรูปของไฟล์ .mobi หรือ .azw ที่สามารถใช้คุณสมบัติของ e-book reader อย่างการเปลี่ยนขนาดตัวอักษรได้จะดีกว่า ทั้งนี้เพราะ Kindle นั้นไม่มีคุณสมบัติในการซูมเอกสารนะครับ

จบวันด้วยการที่ผมเสียค่ารถ BTS 20 บาท บวกกับเดินเหงื่อโทรมกายเพื่อไปทดลองเล่น Kindle2 และประหยัดเงินไปได้หมื่นกว่าบาท เพราะไม่ต้องซื้อมัน… เหอะ เหอะ

หมวดหมู่:บ่นไปเรื่อย ป้ายกำกับ:, , ,

Freeware Survival Guide for Windows (ตอนที่ 2)

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ผมเขียน Freeware Survival Guide ค้างไว้แค่ตอนที่ 1 🙂 ต้องขอภัยจริงๆ หากมีใครตามอ่านแล้วรอตอนที่ 2 อยู่ครับ… ว่าแล้วก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า ผมขอแนะนำโปรแกรมฟรีดีๆ ที่ควรมีไว้ประดับบารมีเครื่อง PC ของเรา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปละเมิดลิขสิทธิ์ชาวบ้านเขาครับ

Photo Editor & Screen Capture
บางครั้งเราก็ต้องการที่จะตกแต่งไฟล์รูปภาพบ้าง เพื่อให้สวยงามขึ้น หรือแก้ไขจุดบกพร่องของภาพบางส่วนออก สำหรับผู้นิยมของเถื่อนนั้น ก็คงจะรู้จักกับโปรแกรม Adobe Photoshop เป็นอย่างดี แต่ด้วยราคาเฉียด 3 หมื่นบาทของมัน ประกอบกับไม่รู้ว่าจะมีโปรแกรมฟรีดีๆ ใช้ด้วย จึงทำให้หลายๆ ท่าน จำใจต้องใช้ของเถื่อนต่อไป… ผมต้องบอกก่อนว่า โปรแกรม Photo Editor ที่จะแนะนำต่อไปนี้ สามารถตกแต่งภาพได้ในระดับไม่แพ้ Adobe Photoshop เลยทีเดียว แต่ว่าขั้นตอนในการตกแต่งภาพนั้น อาจยุ่งยากกว่า (สรุปก็คือ เราจ่ายเงินจำนวนมากให้กับ Adobe ก็เพื่อซื้อความสะดวกสบายในการทำงานนั่นเอง) แต่บ่อยครั้งที่ผมพบว่า จริงๆ แล้วเราเพียงแต่ต้องการปรับแต่งภาพแบบง่ายๆ เช่น ปรับสี ปรับสมดุลแสง หรือ crop รูปภา ไม่ได้ตองการ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องการคุณสมบัติอันเลิศอลังการของ Adobe Photoshop หรอกครับ ของฟรีๆ ทำได้ มีเยอะแยะ

1. GIMP

ชื่อเต็มๆ คือ GNU Image Manipulation Program ครับ เป็นฟรีแวร์ชนิด Open Source ด้วย นั่นคือ เปิดเผยซอร์สโค้ดของโปรแกรมให้คนเอาไปศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้ ผมว่าโปรแกรมนี้เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับ Adobe Photoshop ที่สุดแล้ว มีความสามารถในการปรับแต่งรูปภาพที่หลากหลาย มี Interface (ส่วนติดต่อผู้ใช้งาน) ที่คลับคล้ายคลับคลากับ Adobe Photoshop มาก ผมอยากเรียกมันว่า นี่คือ Adobe Photoshop ในเวอร์ชันฟรีแวร์ด้วยซ้ำ… และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ได้มีแต่เวอร์ชันบน Windows นะครับ บน Mac กับ Linux ก็มี

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.gimp.org/downloads/

2. Paint.NET

หากคุณคิดว่า GIMP เข้าใจยาก อยากได้อะไรที่มันดูเข้าใจง่ายๆ กว่านี้ Paint.NET คือคำตอบ เพราะหน้าตาของมันทำออกมาในสไตล์ของ Microsoft Paint มากทีเดียว แต่ใส่คุณสมบัติในการปรับแต่งรูปภาพในระดับน้องๆ Photoshop ลงไปด้วย แน่นอนครับ มันสามารถจัดการกับรูปภาพในลักษณะที่เป็น Layer ได้เหมือน Adobe Photoshop หรือ GIMP ด้วย

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.getpaint.net/download.html#download

3. PicPick

ในบางสายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานนักเขียน หรือพวก IT Help Desk ทั้งหลาย อาจจำเป็นที่จะต้องทำการ Capture รูปภาพหน้าจอทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อเอาไว้ใช้ประกอบในการจัดทำเอกสาร หรือบทความ… แน่นอนว่า Windows นั้นมีคุณสมบัติดังกล่าวมาให้อยู่แล้ว โดยคุณสามารถที่จะกดปุ่ม PrtScn (ย่อมาจาก Print Screen) บนแป้นพิมพ์ แล้วทำการ paste รูปภาพไปไว้ในโปรแกรมอย่าง Paint (หรือโปรแกรมจัดการรูปภาพอื่นๆ ได้ทั้งนั้น รวมไปถึง Microsoft Office ด้วย) และหากต้องการ Capture เฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่เปิดอยู่ ก็ให้กด Alt + PrtScn ก็จะได้เฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่ต้องการ… แต่นั่นก็อาจไม่อำนวยความสะดวกคุณมากเท่าใดนัก

ผมเลยอยากแนะนำโปรแกรม PicPick ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้… เจ้าโปรแกรมนี้มีคุณสมบัติในการ Capture หน้าจอในหลายๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ

  • Full Screen (เต็มหน้าจอ)
  • Active Window (เฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่ทำงานอยู่)
  • Window Control (อันนี้อธิบายลำบากครับ… มันเหมาะกับการใช้จับภาพหน้าจอเว็บบราวเซอร์ ที่มักจะมีขนาดใหญ่กว่าหน้าจอปรกติ ถ้าใช้คุณสมบัตินี้ โปรแกรมจะทำการเลื่อนหน้าจอและจับภาพให้อัตโนมัติ)
  • Region (จับเฉพาะขอบเขตที่กำหนดโดยการลากเมาส์เลือก)
  • Fixed Region (คล้ายกับ Region แต่จะเป็นการกำหนดขนาดพิกเซลเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว)
  • Freehand (เป็นการจับภาพแบบชนิด ใช้เมาส์ลากได้อิสระ)

นอกจากนี้ เรายังสามารถกำหนด Shortcut ให้กับการจับภาพในลักษณะต่างๆ ได้ด้วยครับ

ดาวน์โหลดได้ที่: http://picpick.wiziple.net/download

4. CamStudio

บางครั้ง การ Capture หน้าจอเป็นภาพนิ่ง ยังไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นสื่อในการสอนแก่ผู้ใช้งาน การให้เห็นภาพเคลื่อนไหวเป็นขั้นตอนเลยจะดีกว่า การบันทึกกิจกรรมทุกอย่างบนหน้าจอเป็นไฟล์วิดีโอจึงเป็นที่ต้องการบ่อยครั้ง โปรแกรมที่ใช้เพื่อการนี้ก็มีราคาไม่ถูกเลยครับ แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีของฟรีให้ใช้งานนะครับ โปรแกรม CamStudio มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียบพร้อมในการบันทึกกิจกรรมบนหน้าจอเป็นวิดีโอในรูปแบบต่างๆ ได้… ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของโปรแกรมนี้ก็คือ คุณสมบัติที่ให้มาเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานแบบสุดๆ จริงๆ ดังนั้นหากต้องการตัดต่อวิดีโออีก ก็จำเป็นต้องใช้โปรแกรมอื่นช่วยครับ

อยากรู้จัก Camstudio ให้มากขึ้น แนะนำให้ไปดูบล็อกนี

ดาวน์โหลดได้ที่: http://camstudio.org/

ยังครับ ยังไม่จบ เรายังมีโปรแกรมฟรีดีๆ มานำเสนออีกเยอะ แต่ตอนนี้ขอพักเท่านี้ก่อนครับ

(ติดตามตอนต่อไป)

Amazon vs Macmillan สงครามนี้เพื่อใคร?

กุมภาพันธ์ 1, 2010 1 ความเห็น

เมื่อเร็วๆ นี้เกิดการปะทะกันระหว่างยักษ์ใหญ่แห่งวงการหนังสืออเมริกา ฝ่ายหนึ่งคือสำนักพิมพ์ Macmillan ซึ่งเป็น 1 ใน 6 สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ส่วนอีกฝ่ายคือ Amazon.com ซึ่งก็เป็นร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด (อาจจะไม่ใช่แค่ในอเมริกา แต่อาจจะเป็นในโลกเลยก็ได้)

เรื่องนี้เป็นข่าวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ Apple ประกาศเปิดตัว iPad ได้ไม่กี่วัน ก็ปรากฎว่า สำนักพิมพ์ Macmillan ซึ่งเพิ่งจะเจรจาเป็นพันธมิตรกับ Apple ในการจำหน่าย e-book บน iPad ผ่านทาง iBook ก็ขอเจรจากับ Amazon.com เพื่อขอให้ขึ้นราคาขาย e-book ของสำนักพิมพ์ของตน ที่จะลง Kindle จากเดิมที่อั้นไว้ที่ $9.99 ไปเป็นระหว่าง $12.99 – $14.99 แทน ซึ่งจริงๆ ปัญหาในประเด็นดังกล่าวก็มีเกิดขึ้นมานานแล้ว ทั้งนี้เนื่องจาก Amazon.com นั้นทำสัญญาแบ่งรายได้จากการขาย e-book เป็นอัตราส่วน 70-30 กล่าวคือ Amazon.com จะได้ส่วนแบ่ง 70% จากราคาขาย ในขณะที่สำนักพิมพ์ก็จะได้ 30% ปัญหาก็คือ ตัว Amazon.com เป็นผู้กำหนดราคาขาย ซึ่งมักจะอยู่ที่ $9.99 หรือบ่อยครั้งคือ ต่ำกว่าราคาดังกล่าว ส่งผลให้ส่วนแบ่งที่จะไปถึงตัวสำนักพิมพ์น้อยมาก (ตรงนี้ต้องไม่ลืมนะครับว่า รายได้ที่ถึงมือสำนักพิมพ์นั้น ยังต้องนำไปแบ่งกับนักเขียนอีกต่อหนึ่ง ในขณะที่ Amazon.com รับไปเนื้อๆ) ซึ่งจากความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้สำนักพิมพ์จงใจที่จะออกหนังสอเวอร์ชันบน Kindle ช้ากว่าเวอร์ชันรูปเล่มที่เป็นกระดาษหลายเดือนทีเดียว

ดูเหมือนว่า iPad ของ Apple จะมาทำให้ถึงจุดแตกหัก อาจเป็นไปได้เพราะ Apple นั้นยอมให้สำนักพิมพ์ตั้งราคาขายได้สูงกว่า $9.99 เมื่อเจอข้อเปรียบเทียบแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่สำนักพิมพ์จะต้องออกโรงเจรจากับทาง Amazon.com ทว่าผลที่ได้คือ เมื่อสองวันก่อนนั้น Amazon.com สวนกลับด้วยการถอดรายการหนังสือของสำนักพิมพ์ Macmillan ออกจากรายการขายใน Amazon.com ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น e-book หรือหนังสือรูปเล่ม หากใครต้องการจะหาหนังสือของ Macmillan ก็ต้องไปหาในมุมหนังสือมือสอง หรือที่ขายผ่านทาง Third party เท่านั้น

จนถึงเมื่อวานนี้แหละครับที่ Amazon.com ก็ยอมอ่อนข้อให้ อันนี้อาจเป็นไปได้เพราะว่า Macmillan เป็นสำนักพิมพ์ขาใหญ่ หากไม่ยอมเอามาพิมพ์ Amazon.com จะซวยมากกว่า เพราะตัวเลือกในการขายจะหายไปเยอะ แต่ก็ไม่วายที่ Amazon.com จะมาออกแถลงการณ์ในกรณีนี้ ใจความพอสรุปได้ว่า “Macmillan นั้นพยายามที่จะเปลี่ยนโมเดลทางธุรกิจโดยไม่แยแสต่อมุมมองของ Amazon.com และจะขาย e-book ในราคาแพง ซึ่งทาง Amazon.com นั้นก็ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนแล้ว โดยการถอดหนังสือของ Macmillan ออกเป็นการชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำได้โดยตลอด เพราะธุรกิจหนังสือเป็นแบบ Monopoly1 จึงทำให้ Amazon.com ต้องยอมทำตามข้อเสนอของ Macmillan ในที่สุด แต่สุดท้ายก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าคุ้มแล้วหรือไม่ที่จะต้องจ่ายแพงถึง $14.99 โดยไม่จำเป็น”

แน่ะ! มีการทิ้งท้ายออดอ้อนขอความเห็นใจจากผู้อ่านให้คล้อยตาม

งานนี้ต้องบอกว่าได้ใจผู้อ่านไปไม่น้อยทีเดียว เพราะใครๆ ก็ชอบของถูกด้วยกันทั้งนั้นล่ะครับ จริงไหม โดยส่วนตัวผมเองยังคิดเลยด้วยซ้ำว่า e-book ราคาตั้ง $9.99 นี่ยังถือว่าแพงเลย เพราะสำนักพิมพ์กับคนขายไม่ต้องมีต้นทุนในการพิมพ์แม้แต่น้อย มีไฟล์เดียวก็ให้ดาวน์โหลดได้แบบไม่จำกัดแล้ว… แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ว่าการขาย e-book จะไม่มีต้นทุนเลยซะที่ไหนกันล่ะ ไหนจะต้องมีค่าเซิร์ฟเวอร์ ไหนจะต้องมีค่าพื้นที่เก็บข้อมูล ไหนจะต้องมีค่าบำรุงรักษา ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล ฯลฯ ดังนั้นจึงทำให้ราคาของ e-book ไม่ต่างจากหนังสือปรกติเท่าใดนัก การเลือกซื้อหา e-book มา จึงอาจอยู่ที่เพราะ เราไม่ต้องการเปลืองที่จัดเก็บ และการจัดเก็บ e-book ก็สามารถทำได้ง่ายกว่า การพกพาไปไหนต่อไหนก็สะดวกกว่านั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็อยากให้เรามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ในลักษณะของการเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย เพราะสำนักพิมพ์ก็ใช่ว่าจะไม่มีต้นทุนเลยซะเมื่อไหร่ ที่แน่ๆ คือ เขาก็จะต้องมีต้นทุนในการจัดแปลงหนังสือให้อยู่ในรูปของไฟล์ดิจิตอล และค่าใช้จ่าย overhead กับ fixed cost ต่างๆ ของเขา ซึ่งจะต้องผนวกเข้าไปในหนังสือแต่ละเล่มอยู่แล้ว และที่สำคัญก็จะต้องมีค่าผลตอบแทนในการเขียนให้แก่นักเขียนอีกด้วย ดังนั้น เมื่อ Amazon.com จัดส่วนแบ่งเค้กมาให้น้อยนิด แถมยังกดราคาขายลงไปอีก (โดยเฉพาะเมื่อมีโปรโมชั่นลดราคาอีก 10-20%) ก็ยิ่งทำให้รายได้ของสำนักพิมพ์ที่จะต้องไปแบ่งกับนักเขียนลดลง ในบล็อก Amazon, Macmill, and Future of Publishing เขียนโดย Sabrina Sumsion ได้ยกตัวอย่างการแบ่งรายได้ระหว่าง Amazon – สำนักพิมพ์ – นักเขียน เอาไว้ค่อนข้างชัดเจน

แน่นอนครับ สำนักพิมพ์และผู้เขียน ก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองก่อน แต่ก็เป็นคำตอบที่ยอมรับได้ เพราะการจะเขียนหนังสือให้ได้ซักเล่มนั้น ไม่ใช่เขียนกันแป๊บๆ นะครับ ไหนจะต้องหาข้อมูล ไหนจะต้องศึกษาข้อมูลให้ถ่องแท้ ขนาดงานแปลหนังสือ บางเล่มยังใช้เวลาหลายเดือนเลย ซึ่งนั่นหมายความว่า ต้นทุนของการผลิตหนังสือต่อเล่มจึงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือตำราวิชาการ (เพราะผู้แต่งจะค่าตัวค่อนข้างสูงอยู่แล้ว) และ หนังสือนิยามประเภทขายดี (Bestsellers)

แต่ผมก็อยากให้ผู้บริโภคอย่างเราถามก่อนว่า การที่ Amazon.com ทำเช่นนี้ ก็เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคหรือไม่ เพราะหากดูในแง่ของโมเดลธุรกิจแล้ว น่ากลัวครับ ในมุมมองของผู้บริโภค Amazon.com แทบจะเรียกว่าเป็นผู้ขายหนึ่งในไม่กี่รายที่ขายหนังสือไปแบบทั่วโลก (พูดง่ายๆ คืออยากได้หนังสือชาติไหน หาผ่าน Amazon.com ได้) ดังนั้น ในมุมมองนี้ Amazon.com ก็จะเป็นผู้ขายที่มีอยู่น้อยนิดท่ามกลางผู้ซื้อมากมาย นั่นคือ Supply น้อยกว่า Demand ในขณะเดียวกัน หากดูจากมุมมองสำนักพิมพ์แล้ว Amazon.com ก็จะเป็นผู้ซื้นหนึ่งในไม่กี่ราย ที่จะรับซื้อหนังสือเป็นล็อตใหญ่ๆ ได้ ซึ่งในมุมมองนี้ Demand จะน้อยกว่า Supply

ดังนั้น ทั้งขึ้นทั้งล่องครับ Amazon ก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจในตลาดขายหนังสือและ e-book อยู่ดี แม้ในขณะนี้มันจะมีผลดีต่อผู้บริโภค (เพราะเราได้ซื้อ e-book ในราคาถูก) แต่ในอนาคตหาก Amazon.com มีอำนาจต่อรองมากกว่านี้มากๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ว่าจะมีอะไรมารับประกันเราได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโมเดลทางธุรกิจ และราคาของ e-book

ยังไซะ ตลาดที่แข่งขันกันเสรี ก็ย่อมให้ประโยชน์กับผู้บริโภคมากกว่าล่ะครับ

หมายเหตุ
1. ที่ว่าธุรกิจหนังสือเป็นแบบ Monopoly ก็เพราะว่า สำนักพิมพ์จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวของหนังสือนั่นเอง ดังนั้น Amazon.com จึงไม่สามารถไปหาหนังสือของสำนักพิมพ์ Macmillan จากที่อื่นได้

%d bloggers like this: