Archive

Posts Tagged ‘ซอฟต์แวร์’

Freeware Survival Guide for Windows (ตอนที่ 3)

อ่านมาถึงตอนที่ 3 นี้แล้ว แสดงว่าอย่างน้อยๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวใหม่ สดใส เอี่ยมอ่อง ปราศจากโปรแกรมเถื่อนของท่าน ก็จะมีโปรแกรมป้องกันไวรัส โปรแกรมดูภาพ โปรแกรมตกแต่งภาพ และโปรแกรมจับภาพหน้าจอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาตอนที่ 3 นี่  เรามาพูดถึงส่วนที่เรียกว่า Productivity บ้างดีกว่า ซึ่งก็คือ บรรดาโปรแกรมที่ช่วยผลิตงานให้กับเรานั่นเอง

Office Application
มีคนแปลเป็นไทยไว้ซะน่ารักน่าอ่านว่า โปรแกรมสำนักงาน (Office Program) ด้วยนะ… ผมจำได้ว่าในยุคแรกๆ ของวงการคอมพิวเตอร์ในไทยนั้น ผมยึดติดกับ เวิร์ดจุฬาฯ กับ เวิร์ดราชวิถี และ Lotus 123 อย่างมาก แต่พอ Microsoft ก้าวเข้ามาเล่นในวง โดยออก Microsoft Office แล้ว จากนั้นมาผมก็แทบไม่ได้แตะโปรแกรมของค่ายอื่นอีกเลย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีทางเลือกแบบฟรีๆ ให้ใช้กันนะครับ

1. OpenOffice.org

ถือเป็นตัวที่ได้รับความนิยมที่สุด ในบรรดาโปรแกรมออฟฟิศทั้งหลายที่เป็นทางเลือกสำหรับทดแทน Microsoft Office โดยเวอร์ชันล่าสุด เรียกได้ว่าเปิดไฟล์ Microsoft Office ได้ทุกชนิดเลยทีเดียว… อย่างไรก็ดี รูปแบบของหน้าเอกสารอาจมีผิดเพี้ยนไปบ้าง หากเซฟจาก OpenOffice.org ไปเปิดบน Microsoft Office หรือเซฟจาก Microsoft Office มาเปิดบน OpenOffice.org นี่ แต่ก็ไม่ถึงขนาดยอมรับไม่ได้แต่อย่างใด นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีหนังสือสอนใช้เยอะแยะและมีหลายหน่วยงานเปิดหลักสูตรอบรมการใช้งานอีกด้วย

ดาวน์โหลดคู่มือการใช้งานได้ฟรีที่ http://www.osdev.co.th/webfm_send/19 และ http://www.osdev.co.th/webfm_send/20

ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ http://www.osdev.co.th/th/openoffice.org

2. IBM Lotus Symphony

พัฒนาต่อยอดมาจาก OpenOffice.org อีกทอดหนึ่ง แต่งวดนี้เป็นผลงานของค่ายบิ๊กบลู IBM ครับ

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ IBM เขาจัดทำหน้าเว็บสำหรับใช้คำนวณต้นทุนด้าน IT ที่ลดลงไปได้ จากการเปลี่ยนจาก Microsoft Office มาเป็น IBM Lotus Symphony ด้วย (แต่เท่าที่ดู หากประยุกต์ไปใช้คำนวณการนำ OpenOffice.org มาใช้แทน Microsoft Office ก็น่าจะได้เหมือนกัน) สนใจลองคำนวณดูได้ที่ คลิกที่นี่เลย

3. Google Docs

อีกตัวเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ การเปลี่ยนไปใช้ Cloud computing ซะเลย นั่นคือใช้ Google Docs ซึ่งเป็นการทำเอกสารโดยใช้ Web application แล้วเก็บไฟล์เอกสารที่สร้างไว้บนเนื้อที่ที่ Google ให้เลย… ข้อดีคือ สนับสนุนการทำงานเอกสารร่วมกับคนอื่นได้ แถมไม่ต้องพะว้าพะวงเวลาที่จะต้องพกพาเอกสารไปทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นด้วย นอกจากนี้การใช้งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เครื่องมือที่ใช้ก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว หากคุณใช้ Microsoft Office รุ่น 97/XP/2003 มา การพิมพ์เอกสารที่สร้างไว้ก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็น

อ่านย้อนหลัง

Advertisements

Freeware Survival Guide for Windows (ตอนที่ 2)

เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ผมเขียน Freeware Survival Guide ค้างไว้แค่ตอนที่ 1 🙂 ต้องขอภัยจริงๆ หากมีใครตามอ่านแล้วรอตอนที่ 2 อยู่ครับ… ว่าแล้วก็อย่ารอช้าเลยดีกว่า ผมขอแนะนำโปรแกรมฟรีดีๆ ที่ควรมีไว้ประดับบารมีเครื่อง PC ของเรา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปละเมิดลิขสิทธิ์ชาวบ้านเขาครับ

Photo Editor & Screen Capture
บางครั้งเราก็ต้องการที่จะตกแต่งไฟล์รูปภาพบ้าง เพื่อให้สวยงามขึ้น หรือแก้ไขจุดบกพร่องของภาพบางส่วนออก สำหรับผู้นิยมของเถื่อนนั้น ก็คงจะรู้จักกับโปรแกรม Adobe Photoshop เป็นอย่างดี แต่ด้วยราคาเฉียด 3 หมื่นบาทของมัน ประกอบกับไม่รู้ว่าจะมีโปรแกรมฟรีดีๆ ใช้ด้วย จึงทำให้หลายๆ ท่าน จำใจต้องใช้ของเถื่อนต่อไป… ผมต้องบอกก่อนว่า โปรแกรม Photo Editor ที่จะแนะนำต่อไปนี้ สามารถตกแต่งภาพได้ในระดับไม่แพ้ Adobe Photoshop เลยทีเดียว แต่ว่าขั้นตอนในการตกแต่งภาพนั้น อาจยุ่งยากกว่า (สรุปก็คือ เราจ่ายเงินจำนวนมากให้กับ Adobe ก็เพื่อซื้อความสะดวกสบายในการทำงานนั่นเอง) แต่บ่อยครั้งที่ผมพบว่า จริงๆ แล้วเราเพียงแต่ต้องการปรับแต่งภาพแบบง่ายๆ เช่น ปรับสี ปรับสมดุลแสง หรือ crop รูปภา ไม่ได้ตองการ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องการคุณสมบัติอันเลิศอลังการของ Adobe Photoshop หรอกครับ ของฟรีๆ ทำได้ มีเยอะแยะ

1. GIMP

ชื่อเต็มๆ คือ GNU Image Manipulation Program ครับ เป็นฟรีแวร์ชนิด Open Source ด้วย นั่นคือ เปิดเผยซอร์สโค้ดของโปรแกรมให้คนเอาไปศึกษาและพัฒนาต่อยอดได้ ผมว่าโปรแกรมนี้เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับ Adobe Photoshop ที่สุดแล้ว มีความสามารถในการปรับแต่งรูปภาพที่หลากหลาย มี Interface (ส่วนติดต่อผู้ใช้งาน) ที่คลับคล้ายคลับคลากับ Adobe Photoshop มาก ผมอยากเรียกมันว่า นี่คือ Adobe Photoshop ในเวอร์ชันฟรีแวร์ด้วยซ้ำ… และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ได้มีแต่เวอร์ชันบน Windows นะครับ บน Mac กับ Linux ก็มี

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.gimp.org/downloads/

2. Paint.NET

หากคุณคิดว่า GIMP เข้าใจยาก อยากได้อะไรที่มันดูเข้าใจง่ายๆ กว่านี้ Paint.NET คือคำตอบ เพราะหน้าตาของมันทำออกมาในสไตล์ของ Microsoft Paint มากทีเดียว แต่ใส่คุณสมบัติในการปรับแต่งรูปภาพในระดับน้องๆ Photoshop ลงไปด้วย แน่นอนครับ มันสามารถจัดการกับรูปภาพในลักษณะที่เป็น Layer ได้เหมือน Adobe Photoshop หรือ GIMP ด้วย

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.getpaint.net/download.html#download

3. PicPick

ในบางสายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานนักเขียน หรือพวก IT Help Desk ทั้งหลาย อาจจำเป็นที่จะต้องทำการ Capture รูปภาพหน้าจอทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อเอาไว้ใช้ประกอบในการจัดทำเอกสาร หรือบทความ… แน่นอนว่า Windows นั้นมีคุณสมบัติดังกล่าวมาให้อยู่แล้ว โดยคุณสามารถที่จะกดปุ่ม PrtScn (ย่อมาจาก Print Screen) บนแป้นพิมพ์ แล้วทำการ paste รูปภาพไปไว้ในโปรแกรมอย่าง Paint (หรือโปรแกรมจัดการรูปภาพอื่นๆ ได้ทั้งนั้น รวมไปถึง Microsoft Office ด้วย) และหากต้องการ Capture เฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่เปิดอยู่ ก็ให้กด Alt + PrtScn ก็จะได้เฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่ต้องการ… แต่นั่นก็อาจไม่อำนวยความสะดวกคุณมากเท่าใดนัก

ผมเลยอยากแนะนำโปรแกรม PicPick ที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกให้… เจ้าโปรแกรมนี้มีคุณสมบัติในการ Capture หน้าจอในหลายๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ

  • Full Screen (เต็มหน้าจอ)
  • Active Window (เฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่ทำงานอยู่)
  • Window Control (อันนี้อธิบายลำบากครับ… มันเหมาะกับการใช้จับภาพหน้าจอเว็บบราวเซอร์ ที่มักจะมีขนาดใหญ่กว่าหน้าจอปรกติ ถ้าใช้คุณสมบัตินี้ โปรแกรมจะทำการเลื่อนหน้าจอและจับภาพให้อัตโนมัติ)
  • Region (จับเฉพาะขอบเขตที่กำหนดโดยการลากเมาส์เลือก)
  • Fixed Region (คล้ายกับ Region แต่จะเป็นการกำหนดขนาดพิกเซลเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว)
  • Freehand (เป็นการจับภาพแบบชนิด ใช้เมาส์ลากได้อิสระ)

นอกจากนี้ เรายังสามารถกำหนด Shortcut ให้กับการจับภาพในลักษณะต่างๆ ได้ด้วยครับ

ดาวน์โหลดได้ที่: http://picpick.wiziple.net/download

4. CamStudio

บางครั้ง การ Capture หน้าจอเป็นภาพนิ่ง ยังไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นสื่อในการสอนแก่ผู้ใช้งาน การให้เห็นภาพเคลื่อนไหวเป็นขั้นตอนเลยจะดีกว่า การบันทึกกิจกรรมทุกอย่างบนหน้าจอเป็นไฟล์วิดีโอจึงเป็นที่ต้องการบ่อยครั้ง โปรแกรมที่ใช้เพื่อการนี้ก็มีราคาไม่ถูกเลยครับ แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่มีของฟรีให้ใช้งานนะครับ โปรแกรม CamStudio มีคุณสมบัติพื้นฐานเพียบพร้อมในการบันทึกกิจกรรมบนหน้าจอเป็นวิดีโอในรูปแบบต่างๆ ได้… ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของโปรแกรมนี้ก็คือ คุณสมบัติที่ให้มาเป็นเพียงคุณสมบัติพื้นฐานแบบสุดๆ จริงๆ ดังนั้นหากต้องการตัดต่อวิดีโออีก ก็จำเป็นต้องใช้โปรแกรมอื่นช่วยครับ

อยากรู้จัก Camstudio ให้มากขึ้น แนะนำให้ไปดูบล็อกนี

ดาวน์โหลดได้ที่: http://camstudio.org/

ยังครับ ยังไม่จบ เรายังมีโปรแกรมฟรีดีๆ มานำเสนออีกเยอะ แต่ตอนนี้ขอพักเท่านี้ก่อนครับ

(ติดตามตอนต่อไป)

Freeware Survival Guide for Windows (ตอน 1)

ผมได้พูดถึงในบล็อกตอนที่แล้วของผมไปว่า เหตุที่คนไทยเราใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผละจาก Windows ไปไม่ได้ เพราะอยู่ด้วยกันมานาน คุ้นกันดี รู้ใจกันดี (ว่าอีกเดี๋ยวมันต้องแฮงก์แน่ เริ่มอืดๆ แล้ว… ฮา)

ผมเลยอยากเขียนบล็อกซักตอน เพื่อเสนอทางเลือกให้กับผู้คิดจะกลับใจ หันมาใช้ของถูกลิขสิทธิ์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อยากให้พวกคุณๆ ทั้งหลายรู้ว่า แท้จริงแล้วเราก็อยู่อย่างถูกลิขสิทธิ์ได้อย่างไม่ต้องเสียตังค์ซักแดง แต่เราก็สามารถดูหนัง ฟังเพลง สร้างเอกสาร ตกแต่งภาพ แปลงไฟล์มัลติมีเดีย ฯลฯ ได้

เชื่อเถอะครับ ฟรีแวร์ทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิดอีกเยอะ…

ก่อนอื่นผมขอติ๊ต่างว่าคุณได้ Windows แนบมาพร้อมกับ PC หรือ Notebook/Netbook ตัวใหม่ของคุณแล้ว… บอกก่อนว่า หากคุณไม่เอา ร้านก็อาจลดราคาให้ได้อีกซักพันหรือพันเศษ แต่ผมอยากให้คุณยอมจ่ายเถอะครับ เพื่อความสบายใจว่าอัพเดตยังไงก็ผ่านชัวร์

Anti-virus
ทีนี้พอได้คอมฯ มา มีระบบปฏิบัติการแล้ว ก็ควรที่จะต้องคุ้มครองตัวเองจากไวรัสซะก่อน ซึ่งทางเลือกก็มีเยอะครับ แต่ที่ผมภูมิใจนำเสนอก็จะมี

1. Microsoft Security Essentials

เจ้าแรกที่จะแนะนำ จะเป็นใครไม่ได้นอกเสียจากเจ้าของระบบปฏิบัติการ Windows เองเลย พี่จิ๋วละมุนนั่นเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในอเมริกาหลายคนต่างก็ยอมรับว่าแจ๋วและคุ้มค่า ก็แหงล่ะครับ ใครจะรู้จักระบบปฏิบัติการ Windows ได้ดีไปกว่า Microsoft แต่แลกมาด้วยการทำงานที่ช้ากว่าเจ้าอื่นๆ

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.microsoft.com/Security_Essentials/

อ้อ! ใครจะดาวน์โหลด Microsoft Security Essentials นั้น ต้องใช้ทริกนิดหน่อยนะครับ เพราะ Microsoft ไม่ให้คนไทยดาวน์โหลด (ไม่รู้ทำไม) ถ้าจะดาวน์โหลดจริงๆ ก็ต้องไปใช้ Proxy เข้าช่วย ใครที่ไม่คุ้นกับการเซ็ตค่าแบบนี้ เดี๋ยวตอนท้ายของซีรี่ส์ Freeware ผมจะแนะนำวิธีติดตั้งให้

2. AVG Anti-virus Free Edition

ผมชอบเรียกยี่ห้อนี้ว่า อเวจี 555 ไม่ได้ด่าอะไรนะครับ แต่เห็นชื่อมันคล้องกันดี ช่วยให้จำง่าย ผมใช้มาตั้งแต่เวอร์ชัน 6 จนตอนนี้เวอร์ชัน 9 แล้ว เป็นฟรีแวร์ที่มีการอัพเดต virus definition เป็นประจำ มีความสามารถในการตรวจจับไวรัสดีพอควร (แต่บางทีดีเกินไปนิด มองไฟล์ระบบเป็นไวรัสซะงั้น) เจ้า AVG นี่ถือเป็นฟรีแวร์ป้องก่นไวรัสที่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศไม่น้อย

ดาวน์โหลดได้ที่: http://free.grisoft.com

3. Avast 5 Free Edition

โดยส่วนตัวผมชอบ Interface ของเจ้าตัวนี้สุด ดูไฮโซดี เวลาอัพเดตเสร็จมีเสียงพูดแจ้งด้วย และเวลาเจอไวรัสหรือ threat อะไรก็ตาม ก็จะมีเสียงหวอแจ้งเตือนแบบชนิดว่าเรารู้เลยว่า “ซวยแล้วตรู งานเข้า” แต่ใครขี้ตกใจก็หรี่เสียงลำโพงเบาๆ หน่อยนะ

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.avast.com/free-antivirus-download

Picture viewer
เอาละครับ พอเราปกป้องคอมฯ เราในระดับพอหอมปากหอมคอแล้ว อันดับต่อไปก็คือการหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ใส่ตัวบ้าง ได้เวลาหาโปรแกรมไว้ดูรูปบ้างแล้ว… จริงๆ ต้องบอกก่อนว่า Windows ก็มาพร้อมกับโปรแกรม Picture viewer ที่ทำงานได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ใครที่ไม่คิดว่าจะต้องแปลงไฟล์ ลดขนาดรูป เปลี่ยนชื่อรูปทีละมากๆ กลับรูปภาพที่กลับหัว ก็ใช้ตัว Picture viewer ของ Windows ก็ได้นะครับ… แต่ถ้าใครอยากได้ความสามารถที่มากขึ้น ต่อไปนี้คือตัวเลือกที่คุณเอาไปใช้ได้

1. Picasa


อันนี้ไว้ใจได้เรื่องคุณภาพโดย Google มีความสามารถในการบริหารจัดการอัลบั้มภาพอย่างดี พร้อมความสามารถในการปรับแต่งภาพในระดับพื้นฐานด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับบริการ Picasa บนเว็บ ให้เราสามารถอัพโหลดรูปไปเก็บไว้ที่โฮสต์แล้วแบ่งปันให้เพื่อนๆ และครอบครัวได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก ที่สำคัญคือมีเวอร์ชันภาษาไทย

ดาวน์โหลดได้ที่:

2. IrfanView


เป็นโปรแกรมดูรูปที่มีขนาดเล็ก ทำงานเร็ว มีความสามารถพื้นฐานอย่างการกลับรูปภาพ การย่อขยาย การแปลงไฟล์ เปิดเป็นสไลด์โชว์ ผมใช้แล้วให้ความรู้สึกเหมือน ACDSEE เวอร์ชัน 2.4 สมัยที่มันยังทำงานได้รวดเร็วอยู่ยังไงยังงั้น

ดาวน์โหลดได้ที่: http://www.irfanview.com/main_download_engl.htm

(อ่านต่อตอนหน้านะครับ)

ขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์

ตัวจุดประกายของการเขียนบล็อกตอนนี้ก็คือประเด็นเรื่องที่ ICT ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการติดตั้งตัวดักจับข้อมูล หรือที่เรียกกันว่า Sniffer โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามในเชิงรุกจนเป็นเหตุให้เกิดกระแส #thainosniff ขึ้นมาทั้งใน Twitter และ Facebook

ผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยครับ เพราะคิดว่ามีวิธีอื่นอีกมากที่หน่วยงานของรัฐสามารถทำได้ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่างเช่น ในแง่ของจิตวิทยาสายพฤติกรรมศาสตร์แล้ว หากเรามองว่าการใช้งานซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แทนที่เราจะลงโทษหรือจับผิด (แบบที่ ICT วางแผนจะทำ) ซึ่งรังแต่จะให้ผลสะท้อนไม่ดีกลับมา และเป็นการแก้ที่ไม่ยั่งยืน เพราะหากการปราบปรามขาดความเข้มแข็งจริงจัง หรือเมื่อใดที่สบโอกาสพ้นหูพ้นตา การละเมิดลิขสิทธิ์ก็จะกลับมา

จากที่ผมได้สัมผัสมา ผมสรุปปัจจัยที่ทำให้คนเรายังละเมิดลิขสิทธิ์กันอยู่จนถึงตอนนี้ว่าเกิดจาก

1. ขาดความรู้ความเข้าใจว่าอะไรคือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ได้พูดเล่นนะครับ คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าพวกเขาใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ โดยมีความเชื่อว่าโปรแกรมที่ร้านลงมาให้นั้นคือของแท้ (เพราะถ้าละเมิดลิขสิทธิ์ ร้านก็น่าจะโดนจับไปแล้ว)

2. สู้ราคาซอฟต์แวร์ของแท้ไม่ไหว จริงอยู่ที่ระบบปฏิบัติการมักแถมมากับคอมฯ เครื่องใหม่ แต่ผู้ขายก็มักจะมีทางเลือกแบบที่ไม่มีระบบปฏิบัติการติดตั้งไว้ให้เลือกด้วย ทำให้ราคาถูกลงได้อีกประมาณ 1,000 บาท ตรงนี้ต้องพึงระลึกเอาไว้เสมอนะครับว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มีเงินพอแค่ซื้อคอมฯ แต่จะให้ซื้อซอฟต์แวร์ด้วย ไม่ไหวหรอก (นึกถึง Microsoft Office Student & Home Edition แบบ OEM ก็ 3,xxx นะครับ หากเป็นเวอร์ชัน Standard ดูเหมือนจะแปดพันกว่า)

3. ขาดความรู้รอบตัวว่าแท้จริงแล้วในโลกใบนี้ก็มีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าฟรีแวร์ ที่สามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ และโอเพ่นซอร์สที่ทั้งฟรีแถมเรายังเอาไว้ใช้ศึกษาเขียนโปรแกรมได้อีก

4. ใช้ Windows กันมาอย่างยาวนาน ใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์กันมานาน เกิดภาวะที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Status quo คือเกิดความรู้สึกสบายใจกับพฤติกรรมเดิมๆ สภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็เลยยากที่จะเปลี่ยน

5. ใช้ฟรีแวร์หรือโอเพ่นซอร์สแล้วมันใช้ร่วมงานกับคนอื่นไม่ได้ เกิดบ่อยกับโปรแกรมประเภทออฟฟิศครับ คือหากเราทำเอกสารในโปรแกรมอย่าง Openoffice.org แล้ว เวลาไปเปิดบน Microsoft Office มักจะเพี้ยน

พิจารณาจลกปัจจัยดังกล่าวแล้ว หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นเป็นเรื่องนี้เป็นวาระของชาติ ก็อยากเสนอว่า น่าจะมีการร่วมมือกับผู้ผลิตคอมฯ ทั้งหลาย จัดโครงการประมาณซอฟต์แวร์เอื้ออาทร (ขออภัยที่ใช้สำนวนชื่อโครงการของรัฐบาลก่อนนู้น แต่ชื่อนี้มันเตะตาคนหาเช้ากินค่ำจริงๆ) ขึ้นมา โดยรัฐช่วยสนับสนุนในการเจรจาซื้อซอฟต์แวร์จำเป็นอย่างระบบปฏิบัติการ Windows กับ Office มาติดตั้งพร้อมใช้บนคอมฯ เครื่องใหม่ในราคาถูก (หรือจะให้ดีคือ ฟรีไปเลย) ผมว่าน่าจะพอทำได้ เพราะเห็นโครงการประชานิยมลดแลกแจกเงินมาหลายแล้ว ไหนจะเรียนฟรี เช็คช่วยชาติ กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ เพียงแต่โครงการนี้คนได้ประโยชน์อาจจำกัดวงอยู่ที่ผู้ใช้งานคอมฯ แต่นั่นก็จำนวนหลายอยู่นะครับ

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วทำไมผมไม่สนับสนุนให้ไปกระตุ้นให้ใช้ระบบปฏิบัติการฟรีอย่าง Linux ไปเลย ผมขอตอบว่าเป็นเพราะปัจจัยในข้อ 4 และ 5 ครับ เชื่อเถอะ หากหักดิบไปใช้ Linux ละก็ คนเราก็หันไปใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์เหมือนเดิม

สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ผมก็เชื่อว่าจำนวนไม่น้อยที่ใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ พวกนี้น่าสงสารครับ เพราะจำนวนคอมฯ น้อย ถ้าจะซื้อซอฟต์แวร์จริงก็จะขาดอำนาจต่อรอง ดังนั้นเลยหันไปวัดดวงใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ดีกว่า ก็อยากให้หน่วยงานรัฐนี่แหละเป็นแกนนำในการรวมตัว SMEs ทั้งหลาย เพื่อเจรจาต่อรองซื้อเป็น Volume license แบบนี้ Win-Win ครับ หน่วยงานรัฐได้ผลงาน เจ้าของลิขสิทธิ์ได้รายได้คืนมา (แม้จะบางส่วน แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เลยเพราะเขาใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์) ส่วน SMEs ทั้งหลายก็สบายใจ เพราะไม่ต้องพะวงกับการถูกตรวจจับลิขสิทธิ์อีก

ผมอาจจะฝันลมๆ แล้งๆ อยู่ก็ได้นะครับ แต่ก็อยากออกไอเดียไว้ให้พิจารณากัน

เดี๋ยวจะเขียนบล็อกอีกตอน จะแนะนำวิธีใช้ชีวิตบน Windows แบบถูกลิขสิทธิ์และฟรี โดยที่เรายังสามารถทำงานพื้นฐานทั้งหลายได้เหมือนเดิมอีกด้วย

สำหรับตอนนี้ต้องขอตัวไปก่อน เพราะพิมพ์บน iPhone จนปวดมือแล้วล่ะครับ

%d bloggers like this: