Archive

Posts Tagged ‘มือถือ’

ลองของ HTC Legend ภาคสั่งลา

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้สัมผัส HTC Legend แล้วครับ ก็ยังเหลือบางจุดที่ยังไม่ได้รีวิวไป ดังนั้นก็จะขอรีวิวให้จบๆ ในตอนนี้… แต่ต้องขออภัยที่ ตอนรีวิวนั้นผมอยู่ระหว่างเดินทาง เลยไม่สะดวกที่จะถ่ายรูปเอามาอวด… เอาเป็นวัน อ่านที่ผมจะโม้ต่อไปนี้แทนแบบไร้ภาพประกอบนะครับ อิอิ

เกม จ๋า เกม

อย่างที่บอกไปแล้วว่า ธีมของการรีวิว HTC Legend ครั้งนี้ของผมคือ “พัก iPhone หันมาใช้ HTC Legend” ดังนั้นหมายความว่า อะไรที่ iPhone มันทำได้ ผมก็อยากจะลองดูซิว่า HTC Legend จะทำได้มากน้อยแค่ไหน… ขอแยกเป็นประเด็นย่อยดังนี้

อ่านเพิ่มเติม…

หมวดหมู่:รีวิว Gadget ป้ายกำกับ:, , , , ,

ลองของ HTC Legend วันที่ 2-5

พฤษภาคม 18, 2010 1 ความเห็น

ทดลอง HTC Legend มาได้อีก 4 วัน ก็ขอรีวิวประสบการณ์และความประทับใจ (และความไม่ประทับใจ) ในตัว HTC Legend กันต่อครับ…

Social Networking เนียนมากๆ

ใช้งานมา 5 วันโดยการถอดเอา SIM TrueMove ของ iPhone ของผมมาใส่ HTC Legend นี่ซะเลย เป็นการบังคับว่า ผมจะไม่ได้ใช้ iPhone ทำอะไรอีกแล้ว (นอกจากเก็บผักในเกม We Rule ตอนอยู่ที่บ้าน… ผู้อ่านท่านใดเล่นเกมนี้ รบกวน add ผมชื่อ kafaak ไปด้วยนะจ๊ะ อิอิ) ผมพบว่า ในการใช้งานด้าน Social networking นี่ไม่มีติดขัดอะไรครับ จริงๆ ต้องบอกว่า Friend Stream ของ Sense UI โดย HTC นี่ทำได้เยี่ยมมากๆ หากต้องการอ่านอัพเดตสถานะของ Twitter และ Facebook และ Social network อื่นๆ นี่ สามารถทำได้อย่างเนียนมาก

อ่านเพิ่มเติม…

ลองของ – HTC Legend วันที่ 1

เนื่องจากว่าผมได้รับความอุปการะจาก HTC Thailand ให้ยืม HTC Legend มาทดลองกันครับ แต่ก่อนที่ผมจะสรุปความเอาไปเขียนเป็น Handset review บน Appreview ผมก็อยากทำไดอารี่บันทึกความรู้สึกประจำวัน (หรือสองวัน) ที่ผมมีต่อเจ้า HTC Legend นี่เอาไว้ก่อน กันลืม และเผื่อท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนานุแฟนบล็อกเฮฮาของผมได้รู้จักว่า ในบรรดามือถือ Smartphone นั้น ไม่ได้มีแค่ iPhone กับ BlackBerry เท่านั้นนะครับ

ซึ่งผมอึ้งมากที่บล็อก iPhone vs BlackBerry ของผมจะมีคนติดตามอ่านอย่างต่อเนื่อง แม้มันจะถูกเขียนมาแล้วนานเกือบ 9 เดือน และจากการที่มีคนตามอ่าน และ comment มาถามกันอย่างต่อเนื่องนี่เอง ที่ทำให้ข้อมูลมันทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หากคุณได้ตามอ่าน comment ทั้งหมดของบล็อก iPhone vs BlackBerry นี้

อ่ะ! เผลอออกนอกเรื่อง…

คือผมอยากจะบอกว่า Smartphone มันไม่ได้มีแค่ iPhone หรือ BlackBerry หรือ Windows Mobile นะครับ ปัจจุบันนี้เรายังมี OS สำหรับมือถือที่เรียกว่า Android อีกด้วย และเจ้า HTC Legend นี่ก็คือ Android ครับ

แต่ก่อนที่จะอ่านบล็อกเล่าความในใจของผมที่มีต่อ HTC Legend นี้ คุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่า

  • ผมมีประสบการณ์กับ Smartphone OS เป็น Windows Mobile ตั้งแต่เวอร์ชัน 2003 มาจนถึงเวอร์ชัน 6.0 และผมก็เลิกใช้เพราะไม่ตอบสนองต่อ lifestyle ผม และเน็ตมือถือสมัยนั้นมันห่วยจนใช้ Smartphone ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ
  • ผมเป็นสาวก iPhone อย่างร้ายกาจ โดยเริ่มจากใช้ iPod Touch ก่อน 2 ปี แล้วเปลี่ยนมาเป็น iPhone 3GS แน่นอนว่ามันลื่นปรื๊ดขนาดนั้น มันเลยทำให้ผมไม่ประทับใจกับจอทัชสกรีนของอุปกรณ์อะไรง่ายๆ
  • ผมไม่มีความรู้เรื่อง Android มาก่อนเลย (แต่รู้นะว่ามีมือถือ Android อยู่) ครั้งนี้ HTC Legend คือมือถือ Android เครื่องแรกที่ผมได้ลองใช้ครับ
  • ธีมของการรีวิวของผมครั้งนี้คือ… พัก iPhone หันมาใช้ HTC Legend ดูซิว่า มันจะพอแทนกันได้ไหม… ทำไมผมถึงเลือกธีมนี้? เพราะ iPhone ที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ (จนกว่าจะมีรุ่นใหม่ออกมา) คือ iPhone 3GS ซึ่งราคา 2 หมื่นขึ้นไป หลายคนอาจไม่มีงบประมาณขนาดนั้น ได้แต่บอกว่า ถ้าต่ำกว่า 2 หมื่นก็พอสู้ไหว… HTC Legend ราคา 17,500 เลยอาจเป็นทางเลือกทดแทน iPhone 3GS ได้ครับ

ได้เวลามาดูแล้วว่า สองวันแรกของผมกับ HTC Legend ผมเจออะไรบ้าง

ประทับใจแรกพบ

HTC Legend เป็นมือถือที่สวยมาก ดีไซน์ของมันเป็นอลูมิเนียมชิ้นเดียวตลอดตัวเครื่อง หรือที่เรียกว่า Unibody ครับ เงาสวยงาม ทำให้ผมนึกถึงเจ้า iPad เลยทีเดียว

แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันครับ คือ หากเกิดมีใครทำตกกระแทก… โอกาสที่จะเกิดรอยบุบรอยยุบก็มีอยู่ และมันดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่… อย่างเครื่องที่ผมได้ยืมมานี่ มีคนไปทำกระแทกอะไรมาก่อนแหงๆ เลย เลยมีรอยอยู่เล็กน้อย เล่นเอาผมต้องรีบอีเมล์ไปแจ้งให้ทาง PR ทราบก่อนว่า ผมไม่ได้ทำนะก๊าบบบบ

ตัวเครื่องเป็น Unibody สวยมาก แต่ถ้าเกิดโดนกระแทกบุบก็จะดูไมสวยเท่าไหร่

แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่คุณใช้งาน เจ้า HTC Legend นี้ก็จะสอนพื้นฐานการใช้งานเบื้องต้น ได้แก่การพิมพ์, การ Copy & Paste, คุณสมบัติ Auto correction ให้เรา

จบแล้วก็จะนำเราไปตั้งค่า Twitter/Facebook ฯลฯ (อันนี้เป็นคุณสมบัติของ Friend Stream ซึ่งผมจะขอพูดถึงในภายหลัง) และอื่นๆ ทำให้เราสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการเริ่มใช้งานได้

Sense UI ที่เป็นเอกลักษณ์ของ HTC นี่ช่วยให้เราเชื่อมต่อกับ Social Network ได้มากมาย

คำแนะนำของผมคือ หากคุณมีบัญชีผู้ใช้งาน Gmail แล้ว คุณจะใช้งานมือถือ Android ได้อย่างเต็มที่สุดๆ เพราะคุณจะเชื่อมต่อกับ Contact book และ Calendar ของ Gmail และ Google Calendar มาได้ด้วย… โดยส่วนตัวผม ผมอ่านเมล์ Gmail ครับ แต่สำหรับ Contact book และ Calendar นั้น ผมใช้ Microsoft Exchange ของที่ทำงาน… แน่นอน ผมติดตั้งมันทั้ง Gmail และ Microsoft Exchange นั่นแหละ

วันแรก งงตึ้บ!!

วันแรกของการเปลี่ยนแปลงจาก iPhone มาเป็น HTC Legend มือถือ Android นี่เล่นเอาผมมึนตึ้บไปเหมือนกัน… มันแตกต่างจากตอนที่ผมเปลี่ยนจาก Windows Mobile มาเป็น iPhone นะ เพราะในกรณีนั้น ผมเคยลองเล่น iPod Touch มาจนชินแล้ว การเปลี่ยนแปลงมาเป็น iPhone ก็เลยไม่ได้ทำให้สับสนกับชีวิตซักเท่าไหร่… แถมตอนที่ผมเปลี่ยนมาใช้นั้น มันก็มี Cut & Paste กับ MMS แล้วด้วย อิอิ

ตัวที่ผมมีปัญหาเป็นอันดับแรกเลยคือ keyboard ภาษาไทยครับ… เพราะในขณะที่ตัวเครื่องมีการแสดงผลเป็นภาษาไทยได้แล้ว (หากคุณเลือกภาษาของเครื่องเป็นภาษาไทย) keyboard แรกเริ่มกลับเป็น keyboard ที่มากับตัว OS คือ มีแค่จีนกับอังกฤษ… คุณต้องไปเปิดใช้งาน CN Thai Keyboard ซะก่อน… ซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่ในส่วนของ Setting อะไรเลย แต่มันกำหนดจากตอนที่คุณเลือกที่ไปที่ Textbox ใดๆ บนหน้าจอเพื่อจะทำการพิมพ์ แต่ให้แตะหน้าจอค้างไว้แล้วเลือก Input method แล้วเราถึงค่อยเลือกเป็น CN Thai Keyboard

ต้องมานั่งทำความเข้าใจกับ Android Market อีก แม้ว่ามันจะคล้ายๆ กับ App Store ของ iPhone ก็ตามที… ต้องมาทำความเข้าใจว่า การติดตั้ง app บน Android นั้น จะเป็นการติดตั้งลงไปใน RAM ของเครื่องเหมือนกับ Windows Mobile สมัยก่อน (แต่หลังๆ Windows Mobile เลือกติดตั้งบน SD Card ได้) หากใครอยากติดตั้ง app บน SD Card (HTC Legend ใช้ MicroSD ครับ) ก็ต้องเอาเครื่องไปทำการ root ซะก่อน…

ศัพท์สูงอีกแล้ว “root” คือะไร? อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือการแฮกเครื่องเพื่อให้ได้สิทธิ์ระดับสูงสุดของเครื่องมา จะได้ทำโน่นนี่นั่นได้ดังใจ… เทียบกับ iPhone แล้วก็ประมาณทำ Jailbreak นั่นเองแหละ… ข้อควรระวัง!!! root แล้ว ประกันหลุดทันทีนะจ๊ะ

เครื่องนี้ยืมเขามา ดังนั้นผมจะไม่ root นะครับ อิอิ

ถ้าคุณคุ้นเคยกับ iPhone อยู่พอสมควร การทำความเข้าใจกับ Market ก็ไม่ยาก แต่ที่ต้องทำใจมากกว่าคือ คุณจะลง app พร่ำเพรื่อไม่ได้ เพราะ HTC Legend มี RAM 384MB เท่านั้น และเราต้องใช้มันในการรันโปรแกรมอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่ลง app อย่างเดียว

วันแรกนี่ ที่น่ารำคาญที่สุดคือการพิมพ์ภาษาไทย เพราะแป้นของ CN Thai Keyboard เป็นแบบ “ฟหกด ่าสว” แบบ 4 แถว ในขณะที่ iPhone นั้นเป็นแป้นไทยแบบพิเศษ ชนิด 3 แถว ซึ่งตรงนี้ผมต้องออกตัวก่อนว่า ผมประทับใจการวางตำแหน่งตัวอักษรของ Thai keyboard บน iPhone มากกว่า เพราะออกแบบมาเหมาะกับการพิมพ์มือเดียวมาก…

ใน 5 ชั่วโมงแรกของผมกับ CN Thai Keyboard นี่ รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับมันเท่าไหร่

จุดที่น่ากังขาที่ผมเจอในวันแรกนี้คือ

  • ในส่วนของการสอนการใช้เครื่อง แม้ว่าตอนสอนจะเป็นภาษาไทย แต่ตอนที่สอนเรื่อง Auto correction ดันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะสอนด้วย keyboard ภาษาอังกฤษ เหอๆ แต่ตรงนี้เข้าใจว่า เพราะไม่สามารถไปแก้ไขโค้ดของ OS ได้เต็มที่ ยังไงๆ เวลาสอนก็ต้องสอนด้วย keyboard ที่มากับ OS
  • ภาษาไทยที่แปลบนหน้าจอในหลายๆ จุด ยังแปลออกมาตลกๆ อยู่… อยากแนะนำให้คนแปลลองอ่านคำแปลของตัวเองซักรอบ แล้วส่งให้เพื่อนๆ ช่วยอ่านอีกซักรอบ จากนั้นนำจุดที่คิดว่าควรแก้ไขมาสรุปอีกที ค่อยแปลใส่ครับ

(ยังมีต่อในวันที่สองและวันอื่นๆ ตามอ่านมาเรื่อยๆ นะก๊าบบบบ)

User experience

ปัจจุบัน อุปกรณ์ไอทีมีมาวางจำหน่ายเพียบ มีให้เลือกหลากรุ่นหลายยี่ห้อมากทีเดียว ทำให้บรรดาเราๆ ท่านๆ ที่อยากจะซื้อหามาใช้ ต้องปวดหัวกับคำถามที่ว่า “จะซื้อรุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี?”… ถ้าเป็นสมัยก่อน ที่เราสามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ไอทีได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูตัวเลขความเร็ว CPU ก็ดีสิ หรือ หากอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้สามารถวัดผลเปรียบเทียบ (Benchmarking) ได้ง่ายๆ โดยการใช้เครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์มาช่วย เช่น การวัดผลประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3 มิติ โดยใช้ซอฟต์แวร์ 3DMark เป็นต้น ก็คงดี

แต่ในความเป็นจริงนั้น อุปกรณ์ไอทีปัจจุบันมีความหลากหลายเหลือเกิน จนเราไม่อาจเปรียบเทียบได้ง่ายๆ เพียงแค่การดูจากความเร็วของ CPU และก็ไม่สามารถที่จะวัดผลประสิทธิภาพมาเปรียบคก็เทียบได้ง่ายๆ เพราะความแตกต่างของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ หรือเพราะตัวอุปกรณ์นั้นมีข้อจำกัดอื่นๆ เช่น เราไม่สามารถเอาโปรแกรม 3DMark มาติดตั้งบน iPad เพื่อวัดผลได้

ดังนั้น สิ่งที่จะเอามาวัดว่าอุปกรณ์ตัวไหนดีกว่าตัวไหน ก็จะขึ้นอยู่กับว่า อุปกรณ์ตัวนั้นให้ประสบการณ์ในการใช้งาน (user experience) ได้ดีแค่ไหน… ลองนึกถึงว่า ถ้าเราไปลองใช้ iPhone 3GS (CPU 600MHz RAM 256MB) แล้วไปเทียบกับมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.5 (CPU 800MHz RAM512MB) เราก็อาจรู้สึกว่า iPhone 3GS นี่ดูจะทำงานได้ไหลลื่นกว่าในเรื่องของการทัช ซึ่งทำให้เราได้ประสบการณ์ดีๆ ในการใช้งานมากกว่า (แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ iPhone 3GS นั้นไม่ได้ทำงานแบบ multi-tasking)

user experience ที่ดีนั้น จะเกิดได้จากการที่

  • อุปกรณ์ทำงานได้ลื่นไหลตามที่ผู้ใช้งานคาดหวัง เช่น หากเป็นมือถือแบบทัชสกรีน ผู้ใช้งานก็มักจะคาดหวังว่าการทัชจะลื่นไหล ไม่มีการหน่วง ซึ่งตรงนี้เกิดได้จากการออกแบบระบบปฏิบัติการที่เหมาะสม มีฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสม
  • อุปกรณ์สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ ซึ่งตรงนี้เกิดได้จากขีดความสามารถในการทำงานของ app ต่างๆ ของอุปกรณ์ เช่น หากผู้ใช้งานต้องการเปิดไฟล์ PDF อุปกรณ์ก็ควรจะมี app สำหรับเปิดไฟล์ PDF ด้วย
  • หากเป็นอุปกรณ์พกพา อุปกรณ์นั้นๆ ควรจะต้องสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว
  • มี app หรือ คุณสมบัติเสริมอื่นๆ ที่ช่วยทำให้การใช้งานอุปกรณ์นั้นๆ เป็นไปได้โดยง่ายขึ้น เช่น iPhone มีระบบ Accelerometer เพื่อช่วยในการหมุนภาพหน้าจอเพียงแค่ตะแคงอุปกรณ์ เป็นต้น

แน่นอนว่า ด้วยข้อจำกัดด้านต้นทุน และเทคโนโลยีอีกหลายๆ อย่างทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานไปได้เสียทุกด้าน การบริหารจัดการ user experience จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างเข้าไปเพื่อให้เกิด user experience ที่ดี ก็อาจต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดบางอย่างที่อาจไปลด user experience เช่น ผู้ผลิตอาจเลือกที่จะติดตั้ง Flash player plug-in ลงไปในเว็บบราวเซอร์ แต่นั่นก็อาจแลกมาด้วยการแสดงผลที่ไม่ราบลื่น โดยเฉพาะหาก CPU ของอุปกรณ์ความเร็วต่ำ และอาจส่งผลให้แบตเตอรี่หมดไว้ขึ้นด้วย… หรือที่เห็นได้ชัดก็คือ iPhone ครับ ที่แลกให้ได้มาซึงการทำานที่ลื่นไหลด้วยการทำงานในแบบไม่สนับสนุน multi-tasking (และแม้ว่าใน iPhone OS 4.0 ที่จะออกประมาณเดือนหน้านี้จะมีการสนับสนุน multi-tasking แล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ ful multitasking)

อุปกรณ์ที่บริหารจัดการ user experience ได้ดี ก็จะเป็นที่นิยม และขายดีครับ

iPhone by DTAC vs iPhone by TrueMove

ว่าจะเขียนถึงมาหลายวันแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสเขียนซักที มัวแต่เอาเวลาไปนั่งเขียน Thesis (ซึ่งสุดท้ายก็เขียนไปไม่รอดซักที แหะ แหะ) คือ เมื่อเร็วๆ นี้ (13-14 มีนาคม 2553) DTAC ได้เปิดให้ซื้อ iPhone พร้อมแพ็กเกจกันได้แล้ว หลังจากปล่อยข่าวมาซักพักใหญ่ ว่า DTAC ร่วมกับ Vedafon นำ iPhone มาวางจำหน่ายในไทย ทำให้ตอนนี้ ค่ายมือถือที่มีสิทธิ์ขาย iPhone เลยกลายเป็น 2 เจ้าแล้ว หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า iPhone ของ DTAC ดีกว่ายังไง

ในบล็อกนี้ ผมจะขอคุยแบบ ข้อมูลเชิงประจักษ์กันเน้นๆ นะครับ ส่วนใครใคร่จะให้ข้อมูลเสริมในเรื่องของ ความรู้สึก หรือความเห็นส่วนบุคคล ผมยินดีรับ comment ทุกอัน

ก่อนอื่น เรามาเปรียบมวยกันในเรื่องของราคาเครื่อง iPhone กันก่อนครับ… ทั้ง TrueMove และ DTAC ประกาศราคาเครื่องของตนเองออกมาแบบนี้

ราคา iPhone by TrueMove ณ ขณะนี้ (16 มี.ค. 2553)

ราคาเครื่อง iPhone by DTAC

เปรียบมวยหมัดต่อหมัด เรื่องราคาเครื่อง

  • สังเกตว่า ราคาเครื่องมี 2 แบบ คือ แบบที่มีแพ็กเกจ และแบบที่ไม่มีแพ็กเกจ ด้วยกันทั้งสองค่าย โดยมีส่วนต่างค่าเครื่องอยู่ 2,000 บาท หรือพูดง่ายๆ คือ หากซื้อแบบแพ็กเกจแล้ว จะลดค่าเครื่องให้ 2 พันบาท… การแลกหมัดแรก เสมอกันครับ
  • DTAC มีเงื่อนไขพิเศษอยู่ตรงที่ เงื่อนไขข้อแรกของการซื้อ iPhone คือ “หากลูกค้าที่ซื้อเครื่อง พร้อมจดทะเบียนแพ็กเกจ iPhone ข้างต้น ยกเลิกการใช้แพ็กเกจ iPhone หรือเปลี่ยนจากระบบจดทะเบียนมาเป็นระบบเติมเงิน หรือยกเลิกบริการดีแทคก่อนครบกำหนด 2 รอบบิลแรกของการใช้แพ็กเกจ iPhone ที่ลูกค้าได้จดทะเบียนไว้ ลูกค้าจะต้องชำระเงินส่วนลดค่าเครื่อง จำนวน 1,000 บาท (สำหรับเครื่องรุ่น 3G 8GB) 1,600 บาท (สำหรับเครื่องรุ่น 3GS 16GB) และ 2,100 บาท (สำหรับเครื่องรุ่น 3GS 32GB) คืนให้แก่ดีแทคในทันทีที่แจ้ง อัตราส่วนลดค่าเครื่องข้างต้นยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม” ดังนั้นแสดงว่า DTAC ผูกมัดสัญญากับลูกค้าไว้ที่ 2 เดือนเป็นอย่างต่ำ หลังจากนั้นยกเลิกตามสบาย… ส่วน TrueMove นั้น สมัยแรกที่เอาเข้ามาใหม่ๆ ผูกสัญญาไว้ 2 ปี หากไม่ซื้อเครื่องเปล่า และหากซื้อพร้อมแพ็กเกจแบบนี้ ก็จะสามารถใช้สิทธิ์ผ่อน 24 เดือนได้ แต่ก็ต้องผูกสัญญา 2 ปี แต่ ณ ปัจจุบัน มีข้อผูกมัดยังไง ในเว็บไม่มีบอก… การแลกหมัดยกนี้ ผมขอให้ DTAC ได้ไป 1 หมัดเต็มๆ เพราะ TrueMove กั๊กข้อมูล ในขณะที่ DTAC เปิดเผย
  • TrueMove 0 : DTAC 1

ผมแนะนำว่า ถ้าจะซื้อ iPhone เครื่องใหม่ ควรซื้อแบบพร้อมแพ็กเกจเลยครับ ราคาเครื่องก็ถูกกว่า และแพ็กเกจ Internet ก็ดีกว่า Internet SIM ทั่วไป… ถ้าซื้อ iPhone มาทั้งที แล้วไม่กะใช้ Mobile Internet เลย เสียของครับ… สำหรับแพ็กเกจของทั้ง TrueMove และ DTAC เป็นแบบนี้

ราคาแพ็กเกจของ TrueMove

ราคาแพ็กเกจ DTAC

เปรียบมวยเรื่องแพ็กเกจ

  • หลังจาก DTAC เปิดตัวแพ็กเกจออกมา TrueMove ก็โต้กลับด้วยแพ็กเกจ 2 แบบ คือ Lite และ Basic นี่ สังเกตว่าพยายามตั้งราคาให้แตกต่างจาก DTAC แต่ไม่ได้หมายความว่าถูกกว่านะครับ สังเกตดีๆ จะเห็นว่าในแพ็กเกจ Lite นั้น จำนวนนาทีในการโทรน้อยกว่า แต่จำนวนปริมาณข้อมูลให้ใช้มากกว่าของ DTAC จุดเด่นของ TrueMove ก็คือ มีพ่วง WiFi Hot Spot และ 3G เข้าไปด้วยครับ
  • DTAC เปิดแพ็กเกจออกมา โดยมองที่จุดอ่อนของ TrueMove ก่อนหน้า คือ มีแพ็กเกจเดียว ซึ่งบางคนแม้อยากจะใช้ Mobile Internet แต่ก็ไม่ได้ต้องการใช้แบบ Unlimited ชนิดกะออนไลน์ทั้งวันทั้งคืน ผลที่ได้คือ แพ็กเกจ S M L โดยมีปริมาณการใช้งานข้อมูลแตกต่างกันไป ใครอยากได้แบบ Unlimited ก็เลือกแพ็กเกจ M ไปเลย แต่บางคนใช้ Unlimited แล้วก็อยากโทรเยอะๆ ก็เลือก L ได้ งวดนี้ DTAC อยู่เหนือ TrueMove เล็กน้อย แต่ก็ด้อยกว่าตรงที่ไม่ได้พ่วง 3G เข้าไปด้วย (WiFi ไม่ต้องพูดถึง เพราะ DTAC ไม่มี Hot Spot เลย)
  • เปรียบมวยเรื่องแพ็กเกจแล้ว ยังก้ำกึ่งสูสีพอสมควรครับ TrueMove เด่นในเรื่องของแถมพ่วง (ประมาณ ซื้อเหล้าแถมเบียร์) ในขณะที่ DTAC เด่นในเรื่องของ ความหลากหลายของแพ็กเกจ… ผมขอให้เสมอกันครับในหัวข้อนี้
  • TrueMove 0 : DTAC 1

แต่แค่ราคาเครื่องกับราคาแพ็กเกจย่อมไม่อาจบอกได้ว่า

เปรียบมวยในเรื่องการให้บริการ

  • TrueMove ได้ชื่อว่าสัญญาณครอบคลุมแย่มากไปจนถึงห่วยสุด จากการที่ผมได้มีโอกาสล่องใต้ ไปตะวันออก เข้าตะวันตก ผมพบว่าสัญญาณ TrueMove แย่มาก ขาดหายโดยสิ้นเชิงในหลายพื้นที่ และในที่ที่มีสัญญาณ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น GPRS ครับ EDGE จะมีเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น… 3G ไม่ต้องพูดถึงครับ กทช. ยังไม่ให้ใช้งานจริง 555… งานนี้ TrueMove แพ้ DTAC กระจุย… บริเวณพื้นที่เดียวที่ผมเห็น TrueMove ชนะ DTAC ก็คือ กลางทะเลภาคตะวันออก แถวๆ เกาะกูดครับ DTAC มีสัญญาณขีดเดียวหลุดบ่อย แต่ TrueMove สัญญาณเต็ม… แต่ก็อีกนั่นแหละ คุณออกทะเลบ่อยแค่ไหนล่ะ?
  • DTAC แม้จะครอบคลุมพื้นที่ได้ไม่เท่า AIS แต่อย่าลืมว่ามวยที่ถูกเปรียบด้วยมันคือ TrueMove นะครับ… EDGE ของ DTAC ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางกว่า TrueMove มาก นั่นหมายความว่า Mobile Internet ความเร็วสูงของคุณติดตามตัวคุณไปตามที่ต่างๆ มากกว่า
  • TrueMove 0 : DTAC 2

เปรียบมวยในเรื่องของแพ็กเกจเรียกลูกค้า Gray Market

  • TrueMove ต้องการเป็นเจ้าครองตลาดผู้ใช้ iPhone ดังนั้นเลยออกแพ็กเกจเด็ดมาอีกตัวคือ iPack ราคา 699 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่ซื้อ iPhone มาจากที่อื่น (จะ DTAC หรือ Gray Market ก็ตามแต่) แต่คงยากที่จะได้ลูกค้า DTAC มาอ่ะนะ ส่วนใหญ่คงเป็น Grey Market มากกว่า
  • DTAC ก็ใช่ย่อย ออกแพ็กเกจ Data plan ราคา 650 บาท/เดือน ออกมาด้วย แต่ไม่มีให้เห็นบนเว็บ DTAC นะ แต่ถ้าคุณโทรไปถามที่ศูนย์ เขาจะตอบว่ามี… ซึ่งผมก็แปลกใจว่าทำไมไม่ประกาศให้รู้กัน… ข้อเสียของแพ็กเกจนี้ (ซึ่งผมเองก็ประหลาดใจว่าทำไม DTAC ถึงทำแบบนี้) ก็คือ 650 บาท/เดือน แต่ไม่รวมค่าโทร SMS หรือ MMS ให้เลย… แพ็กเกจแบบนี้ อาจจะเรียกเงินจากคนที่มีมือถือสองเครื่อง iPhone ไม่ได้ไว้ใช้โทรได้อยู่ แต่สำหรับหลายคนที่มีมือถือเครื่องเดียว เขาคงคิดหนัก
  • ยกนี้เลยให้ TrueMove ได้แต้ม… TrueMove 1: DTAC 2

เปรียบมวยเรื่อง App

  • TrueMove เข้ามาในวงการ iPhone ก่อน ตอนนี้เลยมี App รองรับอยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็น App สำหรับหา WiFi Hot Spot, ฟรีดิกชันนารี, ดูโปรแกรมพรีเมียร์ลีก (หากคุณเป็นลูกค้า Gold Package ของ TrueVisions ก็สามารถดูถ่ายทอดพรีเมียร์ลีกบน iPhone ได้เลย เพียงแต่ แนะว่าต้องมี 3G หรือ WiFi ด้วยนะ… และหลุดบ่อยมากอ่ะ รำคาญ) ฟังเพลงจากทรูมิวสิค หรือแม้แต่ดูหลินปิงออนไลน์… แต่ก็นะ ผมว่าไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่
  • DTAC มาใหม่ เลยไม่มี App ให้เลย มีแต่แนะนำ App บน App Store ครับ… ถ้าจะให้ผมเปรียบมวยตอนนี้ ดูจะเอาเปรียบ DTAC ไป แต่ถ้าจะไม่เปรียบเลยก็ไม่ได้ ดังนั้น ผมขอให้ TrueMove 0.5 คะแนน แทนแล้วกัน
  • TrueMove 1.5 : DTAC 2

สรุป DTAC เฉือนชนะ TrueMove ไปได้แบบเฉียดฉิว หากพิจารณาเปรียบมวยทีละหัวข้อ โดยติ๊ต่างว่า เราให้ความสำคัญของแต่ละหัวข้อเท่าๆ กัน… แต่ก็นะ… ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้น (ในฐานะที่ใช้ iPhone) ผมให้ความสำคัญกับเรื่องของ แพ็กเกจ, การให้บริการ และ มากกว่าอย่างอื่น ดังนั้นถ้าให้เปรียบมวยแบบมีการถ่วงน้ำหนักความสำคัญของหัวข้อด้วยแล้ว จะเห็นว่า DTAC ทำคะแนนในสองด้านนี้ได้เจ๋งกว่า TrueMove ครับ

ใครที่สนใจอยากได้ iPhone เอาไว้เป็นสมบัติของตัวเองซักเครื่อง ผมแนะนำให้ใช้ iPhone DTAC ครับ

%d bloggers like this: